CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

มีพระเจ้าดั่งสหาย

โดย อจ. อิริค ชาง
(คุณภาพชีวิต ชุดที่5)

เราต้องการให้พระเจ้าช่วยกันเราพ้นจากความยากลำบาก
พระเจ้าทรงเป็นมิตรสหายของเราอย่างนั้นหรือ   ในความคิดของเรากับเรื่องมิตรภาพของพระองค์นั้นโดยปกติจะเป็นอย่างนี้คือ -  พระองค์จะทรงดึงเราออกจากสถานการณ์ยากๆที่เราอยู่นั้น  พระองค์ทรงเป็นผู้กู้เราจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก  ในพวกเรามีใครที่คิดถึงมิตรภาพกับพระเจ้าในแบบนี้บ้าง  ที่ในยามเป็นยามตายนั้นเราก็จะร้องกับพระเจ้าว่า “ช่วยข้าพระองค์ด้วย”

ผมเคยอ่านเรื่องของหลายคนที่พระเจ้าทรงยื่นมือเข้ามาช่วย   หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือศิษยาภิบาลทางแถบตะวันตกของอเมริกา   ภรรยาของศิษยาภิบาลต้องไปคอยพยาบาลคุณแม่ที่ป่วยหนัก   ทุกๆอาทิตย์ศิษยาภิบาลท่านนี้จะไปเยี่ยมภรรยากับคุณแม่ของเธอซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของประเทศ  และต้องใช้เวลาเดินทางตั้ง 17 ชั่วโมงไม่ว่าจะขับรถไปเองหรือไปรถประจำทางก็ตาม  ดูแล้วเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการเมื่อบวกกับการทำหน้าที่ของศิษยาภิบาลมาตลอดทั้งอาทิตย์

เพื่อนคนหนึ่งได้ยื่นมือเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือพอดี  เพื่อนซึ่งเป็นสมาชิกคริสตจักรคนนี้เป็นชาวไร่  เขามีเครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้ฉีดพ่นพืชไร่  ได้เสนอที่จะขับเครื่องบินลำนี้ไปส่ง   วันสุดสัปดาห์นั้นเองขณะที่ศิษยาภิบาลกับเพื่อนกำลังบินมุ่งหน้าไปทางแถบตะวันออก  ก็พบว่าเมฆที่บินผ่านนั้นมันยิ่งหนาขึ้นๆทุกที   เนื่องจากเครื่องบินเล็กๆลำนี้ใช้เฉพาะเพื่อฉีดพ่นพืชไร่   จึงไม่ได้ติดอุปกรณ์เรด้า  ดังนั้นการนำร่องจึงขึ้นอยู่กับการมองหาที่หมายด้วยสายตาของตัวเองรวมกับใช้แผนที่ที่มี  แต่เพราะเมฆที่หนาจัดนั้นทำให้ทั้งศิษยาภิบาลกับเพื่อนไม่สามารถมองลงมาเห็นข้างล่างได้  พวกเขาเลยจำเป็นต้องพึ่งเข็มทิศกับวิทยุสื่อสารของตนเอง

เมื่อมีอะไรผิดพลาดไปสักนิดก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งจะขัดข้องไปด้วย  เมื่อพวกเขาบินมาเกินครึ่งทางของที่หมาย  แล้วพบว่าวิทยุสื่อสารกำลังมีปัญหา  พวกเขาก็เลยตัดสินใจวิทยุติดต่อสนามบินเล็กที่ใกล้สุดให้ช่วยนำร่องที่จะลงจอดฉุกเฉิน  แต่สภาพอากาศในเวลานั้นกลับแย่มากที่แม้แต่หอควบคุมจราจรทางอากาศก็มองไม่เห็นทางวิ่ง   หอควบคุมจราจรทางอากาศก็เลยแนะนำให้พวกเขาติดต่อขอลงที่สนามบินอื่นแทน  มาถึงตรงนี้พวกเขากำลังอธิษฐานอย่างตั้งใจสุดๆ

จากนั้นวิทยุสื่อสารก็ดับสนิท  น้ำมันก็กำลังเหลือน้อยเต็มที  พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วต้องตัดสินใจนำเครื่องลง   ด้วยการพึ่งพาเพียงแค่เข็มทิศของตัวเองกับการคาดคะเนว่าตนอยู่ตรงไหน  นักบินจึงบินไปทางที่คิดว่าสนามบินน่าจะอยู่ตรงนั้น  นักบินบอกให้ศิษยาภิบาลช่วยมองหาช่วงที่มีช่องเมฆ  ด้วยหวังว่าจะมองเห็นสนามบินได้   สถานการณ์ยิ่งดูสิ้นหวังเข้าไปทุกที  เพราะไม่มีเรด้า  ไม่มีสิ่งนำทางใดๆ  การนำเครื่องลงในเวลาที่มองอะไรไม่เห็นนั้นมันอาจหมายถึงจุดจบของชีวิตได้ 

ดังนั้นเขาจึงลองวิทยุสื่อสารอีกครั้งเป็นหนทางสุดท้าย   เมื่อได้รับเสียงวิทยุตอบกลับมาจึงเป็นความยินดีเอามากๆ  เป็นเสียงตอบอันอบอุ่นและน่าดีใจยิ่งว่า “ได้ยินคุณแล้ว  ทำตามที่ผมสั่งก็แล้วกัน  นำเครื่องบินลงต่ำ  เอาหล่ะ..ไปทางซ้ายนิดหนึ่ง  ให้ปีกคงที่...”  ในที่สุดก็ใกล้ถึงพื้นดิน  ตอนนี้พวกเขาเห็นรันเวย์แล้ว  เมื่อล้อแตะพื้นนั้น ช่างเป็นเวลาที่โล่งอก และดีใจเอามากๆ  พวกเขารอดตายแล้ว!

ภายหลังพวกเขาได้เข้าไปขอบคุณผู้บังคับหอการบินที่ช่วยนำทางได้อย่างยอดเยี่ยมจนลงได้อย่างปลอดภัย  แต่คำตอบที่พวกเขาได้รับนั้นทำให้ต้องขนลุกเลยทีเดียว  ผู้บังคับหอการบินพูดว่า “นำทางอะไรหรือ  เราติดต่อกับคุณไม่ได้ตั้งแต่คุณบินอยู่เหนือรัฐนอร์ธ แคโรไลน่าแล้ว”  ทั้งสองมองหน้ากันงงเป็นไก่ตาตั้งว่า   แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนบอกทางให้พวกเขา ในเวลานั้นเองพวกเขาก็นึกได้ว่าเสียงผู้ที่พูดกับพวกเขานั้นคงไม่ได้เป็นเสียงของมนุษย์

พระเจ้าทรงเป็นสหายในยามที่คับขัน  พวกเขาคิดไม่ออกว่าจะมีใครอื่นอีกที่จะบอกคำนำทางนั้น  นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงที่บอกเล่าด้วยตัวของศิษยาภิบาลเอง   คนที่เดินกับพระเจ้านั้น ประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเข้ามาช่วยแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกตินัก  แต่กับคนที่ไม่ได้เดินกับพระเจ้าแล้วประสบการณ์แบบนี้จะทำให้ต้องงงงวยและเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เมื่อนึกถึงอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี  องค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสอนคำอุปมานี้พระองค์เองก็น่าจะปฏิบัติอย่างนั้นด้วยแน่นอน  ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังอย่างนั้น  องค์พระเยซูจะไม่ทรงเข้ามาช่วยเหลือคุณหรอกหรือ   ถ้าคุณร้องออกพระนามของพระองค์อย่างจริงใจ  พระองค์จะทรงทำทุกวิถีทางที่จำเป็นกับเราเพื่อจะช่วยเรา  แม้กระทั่งว่าถ้าพระองค์จำเป็นจะต้องพูดกับเราทางวิทยุติดต่อและนำทางเราถึงสนามบินและลงในทางลงอย่างปลอดภัยก็ตาม

สหายแบบไหนที่พระเจ้าทรงมองหา
ตอนนี้ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จมาช่วยเราในยามที่ต้องการหรือไม่   แต่ประเด็นจริงๆอยู่ที่ว่าสิ่งนั้นสร้างมิตรภาพกับพระองค์หรือไม่ต่างหาก   นี่เป็นคำถามที่ผมต้องการให้คิดในเวลานี้

ให้เราคิดถึงชาวสะมาเรียผู้ใจดีอีกครั้ง  ชายคนนี้ตกอยู่ในถิ่นโจรบนถนนเยริโค  เขาถูกตีอย่างสาหัส และสิ่งของก็ถูกปล้นไปและถูกปล่อยทิ้งให้ตาย   จากนั้นก็มีชายชาวสะมาเรียผู้มีใจเมตตาและความสงสารต่อชายผู้บาดเจ็บสาหัสคนนี้  แล้วยังเสี่ยงกับความปลอดภัยของตนเองมาช่วยเขาไว้  เขาอุ้มชายคนนี้ขึ้นขี่ลาของเขา  พาไปยังโรงแรมที่พักที่จะมีคนดูแลเขาได้  และก็ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้  เวลานี้สิ่งที่จำเป็นต้องถามก็คือว่า  เหยื่อที่ถูกทำร้ายผู้นี้ได้กลายมาเป็นเพื่อนกับชายชาวสะมาเรียคนนั้นในภายหลังไหม

จากเรื่องที่เกิดขึ้นได้เห็นว่าการติดต่อกันได้หยุดอยู่แค่นั้นไหม  หลังจากเหยื่อผู้ถูกทำร้ายตื่นขึ้นมาและทราบว่าชายชาวสะมาเรียได้ช่วยชีวิตของเขา   เขาได้พยายามที่จะตามหาเพื่อนชาวสะมาเรียนี้ไหม (เพราะถ้าชายชาวสะมาเรียทิ้งชายผู้นี้ไว้ข้างทาง  เขาก็คงจะต้องตายอย่างแน่นอนเพราะอาจทนพิษบาดแผลไม่ไหว)   ถ้าเขาหยุดอยู่แค่นั้นเขาก็จะไม่ได้เพื่อน  จริงๆแล้วชาวสะมาเรียได้ทิ้งเบาะแสให้ชายคนนี้ตามได้   เขาบอกเจ้าของโรงแรมว่า  เมื่อเขากลับมาเขาจะจ่ายค่ารักษาคืนให้อีกถ้าค่ารักษาที่ทิ้งไว้ให้ดูแลเหยื่อผู้ถูกทำร้ายนั้นยังไม่พอ  ตรงนี้เราจะเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นคนเดินทางแค่ครั้งคราวบนถนนเส้นเยริโค  แต่เขาเป็นคนเดินทางทางนี้ประจำ  และจะกลับมาทางนี้อีก   ถ้าชาวยิวผู้บาดเจ็บคนนี้และตอนนี้ก็ปลอดภัยจากการช่วยชีวิตของชาวสะมาเรียแล้วต้องการความเป็นเพื่อน  เขาก็คงจะคอยพบหรือถามที่อยู่จากเจ้าของโรงแรม  หรือไม่ก็ทิ้งที่อยู่ของเขาฝากไว้ให้ชาวสะมาเรียช่วยติดต่อเขาเป็นแน่

เราใช้พระเจ้า
มีสักกี่คนกันที่มีประสบการณ์กับความเมตตาของพระเจ้า  แล้วยังจะขวนขวายให้ประสบการณ์นั้นสร้างมิตรภาพที่ลึกขึ้นกับพระเจ้า   เมื่อผมมีประสบการณ์ความเมตตาของพระเจ้าที่ทรงช่วยชีวิตในประเทศจีน ในเวลาที่พระองค์ทรงฉุดผมจากสถานการณ์ของความเป็นความตายนั้น   ผมได้รู้แจ้งว่านี่เป็นมิตรที่ประเสริฐที่สุดที่มี   ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมได้ดำเนินในมิตรภาพนี้กับพระองค์เรื่อยมา

แต่ผมสังเกตว่าคริสเตียนจำนวนมากไม่ทำอย่างนั้น  พวกเขาพอใจอยู่แค่ที่จะมี

ความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างในเรื่องของชาวสะมาเรียผู้ใจดี  พวกเขาไม่ต้องการให้พระเจ้าเข้ามายุ่งในชีวิตของเขามากไปกว่านั้น  เมื่อยามฉันต้องการพระเจ้า  ฉันจึงจะร้องหาพระองค์  แต่เมื่อยามที่ฉันไม่ต้องการพระองค์  ก็ขอพระองค์ช่วยอยู่ห่างๆฉัน

เราเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร  นี่เรียกว่ากำลังใช้พระเจ้าในยามที่ต้องการพระองค์  ผมขอบอกคุณอย่างชัดๆว่าโดยตามพื้นฐานของพระคัมภีร์แล้ว   ถ้าคุณปฏิบัติกับพระเจ้าอย่างนั้นคุณก็จะไม่ได้เป็นสหายของพระองค์

การเป็นสหายกับพระเจ้านั้นขึ้นกับคุณ
คุณเป็นสหายของพระเจ้าไหม   ที่จริงแล้วนี่ไม่ได้ขึ้นกับพระองค์  มันขึ้นอยู่กับคุณว่าคุณต้องการจะมีมิตรภาพ(ความเป็นเพื่อน)กับพระองค์หรือไม่ต่างหาก

ถ้าคุณต้องการมิตรภาพแบบนั้นมันมีเงื่อนไขที่สำคัญ  มิตรภาพแบบนี้ไม่ได้เป็นมิตรภาพที่ไม่มีเงื่อนไข  เงื่อนไขหนึ่งที่ชัดเจนมากก็คือว่าคุณขวนขวายหามิตรภาพอันนี้ไหม  สิ่งนี้สำคัญกับคุณที่สุดไหม  หรือว่าคุณก็พอใจเหมือนๆคริสเตียนส่วนใหญ่ที่พูดว่า “ฉันต้องการแค่เป็นคนคุ้นๆกับพระเจ้าพอที่เมื่อทุกครั้งที่ชีวิตของฉันมีปัญหา พระองค์จะได้เสด็จมาช่วยฉัน”    บางครั้งเราอาจจะต้องการพระองค์มากกว่านั้น  อย่างเช่น  จะได้รู้ว่างานอาชีพอะไรที่ควรจะเลือก  ควรจะสมัครงานไหนดี  หรือให้พระองค์ช่วยคุ้มครองเมื่อต้องออกไปตามลำพังคนเดียว  พระเจ้าทรงบริการทำนายโชคชะตาให้ฟรี  ประกันชีวิตให้ฟรี  แถมยังให้บริการผู้คุ้มกันด้วย!  เวลาคุณเดินในซอยมืดๆ  คุณก็จะนึกถึงพระเจ้าขึ้นมาทันที แต่เมื่อตอนอยู่บนถนนใหญ่สองสามนาทีก่อนหน้านี้  คุณไม่ได้นึกถึงพระองค์เลย  อันนี้จริงไหม

เราใช้พระเจ้าคุ้ม  สหายมีไว้ใช้ประโยชน์หรือ  เราคิดถึงมิตรภาพว่าเป็นอย่างนี้หรือ  ผมขอบอกคุณว่า  พระเจ้าไม่ต้องการสหายแบบนี้   คุณล่ะต้องการเพื่อนแบบนี้ไหม  ผมขอพูดกับคุณอย่างชัดๆว่า  ถ้านี่เป็นทางที่คุณสัมพันธ์กับพระเจ้า  คุณก็จะไม่ได้มีพระเจ้าเป็นสหายของคุณหรอก   คุณต้องการแค่จะใช้พระองค์ตามความประสงค์มากมายของคุณเอง  และถ้าพระเจ้าทรงเห็นดีด้วยอย่างนั้นก็เท่ากับว่าพระองค์จะยิ่งทำให้คุณเป็นคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น  และนี่เองที่ทำไมคริสเตียนบางคนจึงเห็นแก่ตัวมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน       ผมไม่โทษคนที่ไม่เป็นคริสเตียนที่ดูหมิ่นคริสเตียนหรอก   เพราะคริสเตียนเหล่านี้จะคิดถึงพระเจ้าก็ต่อเมื่อเวลาที่ต้องการพระองค์   ต้องการความช่วยเหลือในยามที่ฉุกเฉิน  ผมเห็นด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่น่าละอาย

มีมิตรภาพอยู่สองแบบ   แบบแรกนั้น ถ้าตามความหมายของพระตัมภีร์แล้วแม้แต่จะเรียกว่ามิตรภาพก็ยังไม่สามารถจะเรียกได้   มิตรภาพแบบนั้นคือการแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง   แสวงหาจากอีกคนหนึ่งในสิ่งที่ตนต้องการ  เป็นความสัมพันธ์แบบที่เราคุ้นๆกันในหมู่คนหนุ่มสาว  ฉันรักคุณหมายถึงฉันรักสิ่งที่ฉันจะได้อะไรจากคุณ  ฉันรักสิ่งที่คุณมีและฉันต้องการมัน  ดังนั้นเองเมื่อคุณร่ำรวยคุณก็จะมีเพื่อนมากมาย  พวกเขารักคุณก็เพราะเงินของคุณ  ลองรอจนคุณเงินหมดสิ  คุณจะได้แปลกใจว่าเพื่อนเหล่านั้นหายหน้าหายตาไปไหนกันหมด  นี่เป็นเรื่องจริงอย่างเดียวกันระหว่างหนุ่มกับสาวที่คอยหาอะไรจากอีกฝ่ายหนึ่ง  อาจเป็นความพึงพอใจในความปรารถนาทางเพศของฝ่ายหนึ่ง  และหลังจากที่คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการแล้ว  คุณก็ไม่ต้องการคนนั้นอีกต่อไปแล้ว  นั่นหรือเรียกว่ารัก  จะมีมิตรภาพแบบนี้ในหมู่พวกนักเลง  เพราะมันยากที่จะทำการปล้นธนาคารเองคนเดียว คุณจำต้องมีหุ้นส่วนสี่ถึงห้าคน  ถ้าการแบ่งสันปันส่วนที่ปล้นเป็นปัญหา  หลังจากปล้นธนาคารเสร็จ คุณก็กำจัดหุ้นส่วนสักสองสามคนเสีย  แต่ตราบที่ยังมีประโยชน์ในการทำงานร่วมกันอยู่  คุณก็จะรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้  นี่เป็นการแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ  เรารู้ตัวว่าเราไม่ต้องการเพื่อนแบบนี้  แม้ว่าจะอย่างนั้นก็ตามเราก็ยังอยากจะเป็นเพื่อนแบบนั้นอยู่ดี  นี่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวโดยสันดานของมนุษย์  ถ้าพระเจ้าเห็นดีด้วยที่จะเป็นเพื่อนกับเราในแบบนี้  ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงหนุนให้คุณเห็นแก่ตัว  นี่เองที่เมื่อคริสเตียนยังคงดำเนินในวิถีทางที่มุ่งเอาประโยชน์แต่ตัวเอง    เขาหรือเธอคนนั้นจะพบว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงตอบคำอธิษฐาน  จะรู้สึกว่าพระเจ้าไม่เคยอยู่ใกล้   พระองค์จะไม่ทรงหนุนนำให้มีความเห็นแก่ตัว  มนุษย์นึกถึงแต่ตัวเองจนสุดที่จะบรรยายได้

ลองพิจารณาดูหัวข้อข่าวเหล่านี้
เมื่อไม่นานมานี้  ผมเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “ชายชาวเท็กซัสฆ่าลูกชายดับคาการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอล”  เขาฆ่าลูกเพราะรายการทีวี!  เขากำลังดูทีมโปรดแข่งขันอยู่  และลูกชายวัย 3  ขวบ ส่งเสียงดังมากรบกวนความมันของเขา  ส่วนผู้เป็นแม่ออกไปข้างนอกในเวลานั้น  ผู้เป็นพ่อไม่สามารถจะชมการแข่งขันได้อย่างเป็นสุขกับการส่งเสียงของลูกชาย  เขาต่อยลูกตัวเล็กๆที่ท้องหลายหมัด  เขาต่อยลูกแรงมากจนตับและไตแตก  ลูกชายเสียชีวิต  จริงอยู่ที่พ่อแม่รักลูกแน่ๆ    พ่อแม่จะไม่รักลูกของเขาหรอกหรือ  ที่จริงแล้วชายผู้นี้ตั้งชื่อให้ลูกเป็นชื่อเดียวกันกับเขา  นั่นหมายถึงว่า เขาอยากให้ลูกถอดแบบจากเขา   ชื่อของทั้งสองเป็นชื่อเดียวกัน คนหนึ่งเป็นพ่อ อีกคนหนึ่งเป็นลูก  แม้ว่าจะมีชื่อเดียวกันกับพ่อของเขาก็ยังไม่พอที่จะช่วยชีวิตเด็กชายคนนี้ให้พ้นจากความตายได้

ผมเห็นรายงานที่น่าตกใจในอีกหน้าหนึ่ง  ที่ลูกชายสองคนปล่อยให้แม่ตนเองหิวตาย  รายงานนั้นไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นเพราะอะไร หญิงผู้นี้หิวโหยและถูกล่ามเอาไว้  เมื่อตอนตำรวจไปพบนั้นเห็นว่า  เธอสูงราวๆ  163   น้ำหนักราว 27  กิโล  ที่ตำรวจพบเธอก็เพราะก่อนที่หญิงผู้นี้จะตาย  เธอได้หาทางโทรหาโอเปอเรเตอร์ให้ช่วย  เมื่อตำรวจมาถึงจึงรีบนำเธอส่งโรงพยาบาล แต่ก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน เธอขาดอาหารนานเกินกว่าที่จะช่วยให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้  ลูกชายสองคนอายุ 25  และ 22   ถูกตั้งข้อหาในขั้นแรกว่าจงใจฆ่า

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นซึ่งเป็นข่าวทางทีวีมาก่อน  หญิงสาวคนหนึ่งอ้างว่าคู่หมั้นของเธอถูกชายสองคนฆ่าตาย  เธอร้องห่มร้องไห้ วิงวอนให้ช่วยจับคนร้าย  เธอเล่าว่าเธอและเขาดินเน่อร์กันสองคน จากนั้นก็ขับรถไปตามถนนเปลี่ยวสายหนึ่ง  แต่เมื่อขับแซงรถอีกคัน คนที่อยู่ในรถคันนั้นก็เดือดดาลจึงเข้ามาแทงคู่หมั้นของเธอจนตาย  แต่หลังจากที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้จึงได้จับกุมตัวเธอในข้อหาฆ่าคน  หญิงผู้นี้ปั้นเรื่องราวทั้งหมด แท้จริงแล้วตัวเธอเองเป็นผู้ฆ่าคู่หมั้นโดยไม่ได้บอกเหตุผลที่ฆ่า

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งในฉบับเดียวกัน  หมอโยนภรรยาของเขาลงมาจากหน้าต่างชั้นสามเพราะควบคุมตัวเองไม่อยู่  เธอถูกรีบส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส  เวลานั้นหนังสือพิมพ์รายงานข่าวว่า  ยังไม่แน่ว่าท่าทางเธอจะรอดหรือไม่

คุณสามารถจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไหมที่  พ่อฆ่าลูกชายของตัวเอง  ลูกชายฆ่าแม่ของตน  หญิงสาวฆ่าคู่หมั้นหนุ่มของเธอ  สามีพยายามจะฆ่าภรรยาของเขาเอง  โลกที่เรากำลังอยู่นี้เป็นโลกแบบไหนกัน  นี่อาจเป็นกรณีที่สุดขีดผิดธรรมดา  แต่สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวที่สุดขีดผิดธรรมดาจากใจของมนุษย์

ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหลายนั้นก็จะมีระดับของการทรยศที่ต้องน่าแปลกใจ แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมคิดว่า มันเป็นไปได้จริงๆหรือที่มนุษย์จะสร้างมิตรภาพกับกันและกัน แล้วถ้าความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดนั้นยังไม่แน่นและมั่นคงพอที่จะเป็นฐานของมิตรภาพล่ะ  จะเป็นอย่างไร 

จะมีมิตรภาพแบบนี้ไหมที่ตัวเองเป็นฝ่ายให้  เป็นไปได้ไหมที่จะมีมิตรภาพที่แท้จริงในหมู่ผู้คน  ถ้าสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้แล้วละก็  ที่จะพูดถึงมิตรภาพก็เป็นการเสียเวลาอย่างแน่นอน

คุณจะต้องเข้าใจว่านิสัยของมนุษย์จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนเสียก่อนที่ความสัมพันธ์แบบนี้จะเป็นจริงได้  ในความสัมพันธ์ที่หาประโยชน์เพื่อตัวเองนั้น  แต่ละคนก็ต้องการจะได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง   และในที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดที่รู้สึกว่ามีพอแล้ว   ในความสัมพันธ์แบบที่ตัวเองมีแต่ให้  ทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้กันและกัน  และดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีเกินพอ  นี่ฟังดูแล้วมีเหตุผลที่เป็นได้  แต่ในทางปฏิบัติแล้วผมพบว่ามันยากอย่างยิ่งที่จะทำ  แต่นี่ก็เป็นความสัมพันธ์ชนิดเดียวที่พระเจ้าทรงสนพระทัย

นี่คือหัวใจสำคัญในเรื่องที่พูดอยู่นี้  ขอให้คุณจดจำว่า  พระเจ้ากำลังมองหาผู้จะมาเป็นสหาย  ในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว  พระองค์หาสหายพบได้น้อยมาก  นี่เองที่ว่าทำไมคนในพระคัมภีร์เดิมที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้านั้นจึงมีไม่กี่คน  อย่างเช่น   คนที่พูดถึงได้ก็มี  อับราฮัม  หรือโมเสส  ว่าเป็นสหายของพระองค์  เมื่อเพิ่มผู้เผยพระวจนะอีกสองสามคนเข้าไปก็หมดแล้ว  คนเพียงไม่กี่คนนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นสหายของพระเจ้า  นี่หมายถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นสหายกับพวกเขา  แต่ตลอดหลายๆศตวรรษที่ผ่านมานี้ก็มีจำนวนน้อยแค่นับนิ้วได้

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ใจด้วย  เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่มีคริสตจักรที่มีสมาชิกเต็มไปหมด  แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่เป็นสหายของพระเจ้า  มีสหายของพระเจ้าอยู่สักกี่คนกันในทุกวันนี้  มีสักกี่คนกันมีคุณสมบัติที่จะเป็นสหายของพระองค์ได้

พระองค์ได้ทรงเรียกร้องกับเราอย่างชัดเจนมาก  ถ้อยคำที่คุ้นกับคริสเตียนทุกคนมากจนผมแทบไม่จำเป็นต้องให้ข้ออ้างอิง  อย่างเช่น  ลูกา 10:27  หรือ มาระโก 12:30-31 ที่ว่า  "จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า  ด้วยสุดความคิดและสิ้นสุดกำลังของเจ้า"   ดังนั้นจึงพูดไม่ได้  ว่าคุณไม่รู้เงื่อนไขของการเป็นสหายกับพระเจ้า   เพราะสิ่งที่น้อยกว่านี้พระเจ้าไม่รับ

พระเจ้าทรงบอกไว้อย่างชัดเจนว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะเป็นสหายกับพระองค์ได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้เป็นสหายของพระองค์แล้วพระองค์จะไม่เข้ามาช่วยเหลือเรา  นั่น เป็นพระเมตตาคุณของพระเจ้าที่พระองค์จะทรงช่วยเราแม้เมื่อเราไม่ได้ทำตามที่พระองค์ทรงเรียกร้อง  นั่นเป็นความกรุณาของพระองค์  แต่การที่พระองค์ทรงช่วยคุณนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นสหายของพระองค์   คุณจะขาดบางอย่าง ซึ่งที่จริงคุณขาดทุกสิ่งในชีวิต  พระเจ้าทรงเสนอมิตรภาพของพระองค์แต่ไม่ว่าจะในพระคัมภีร์เดิมหรือพระคัมภีรืใหม่   พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า  “ถ้าเจ้าอยากจะเป็นมิตรสหายของเรา  เจ้าต้องรักเราด้วยทุกสิ่งที่เจ้ามี”

นี่หมายถึงว่าบางอย่างภายในเราจะต้องเปลี่ยนไป   บางอย่างของตัวเราจำเป็นจะต้องตายไป  ความเห็นแก่ตัวของเราจะต้องหมดไป   ผมขอบอกว่าคนบางคนในอดีตที่ผ่านมานั้นเขาได้ยอมทิ้งความเห็นแก่ตัวของเขา   คือสิ่งที่เรียกว่าตายต่อตัวเอง  แต่เมื่อหลายปีผ่านไป  เขาเริ่มรับตัวตนเดิมกลับมาอีก  น่าเสียดายที่เป็นแบบนี้  บางคนตัดสินใจแล้วว่าราคาของการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้านั้นสูงเกินไป   ราคาของมิตรภาพกับพระเจ้านั้นมันมากเกินไป  พวกเขาก็เลยหันกลับไปหาโลกอีกครั้งหนึ่ง  น่าเสียดายที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมสามารถบอกคุณได้ว่าเราทุกคนที่รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาก็ถูกทดลองในแบบนี้ด้วย  เรารู้สึกว่ามันเป็นราคาที่สูงกับเรามากจนบางทีเราควรต้องถอยออกมาสักหน่อย  แล้วเราก็จะได้ยินถ้อยคำจากฮีบรู 10:38  ว่า “ ถ้าผู้ใดเสื่อมถอย ใจของเราจะไม่พอใจในคนนั้นเลย”

เมื่อพูดถึงมิตรภาพ  ภาพของมิตรภาพที่มีพลังมากที่สุดในพระคัมภีร์ก็คือภาพของโจนาธานกับดาวิด  ผมอยากหนุนใจคริสเตียนทุกคนให้อ่านพระคัมภีร์เจ็ดบทนี้อย่างถี่ถ้วน จาก 1 ซามูเอล  บทที่ 18-24   คริสเตียนทุกคนควรอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ซ้ำหลายๆครั้ง  การมอบชีวิตให้อย่างสุดๆของพวกเขาและการยอมให้ชีวิตของตนเองกับกันและกันนั้นเป็นที่เลื่องลือ  แต่คริสเตียนจำนวนมากไม่ได้เข้าใจว่าที่จริงแล้วนี่เป็นแบบอย่างของมิตรภาพที่ควรเป็นระหว่างคริสเตียนกับองค์พระเยซูเจ้า    นี่เองในพระคัมภีร์จึงมีเรื่องนี้เขียนเอาไว้หลายบท   ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ   แต่ควรเป็นความสัมพันธ์อันปกติของคริสเตียนทุกคนกับองค์พระผู้เป็นเจ้า

ผมขออธิบายดังนี้
ถ้าคุณอ่านเงื่อนไขของการเป็นสาวกที่พระเยซูทรงให้  คุณก็จะเข้าใจว่าได้กล่าวอย่างเดียวกันกับในเฉลยธรรมบัญญัติ 6:5  “พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน”   ดังนั้นเมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสอย่างเช่นในมัทธิว 10:37 ว่า “ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็ไม่คู่ควรกับเรา”  พระองค์กำลังตรัสอย่างเดียวกัน  ว่าเจ้าจะต้องรักเราด้วยทั้งหมดที่เจ้ามี  และนี่หมายความว่าถ้าเจ้ารักใครมากกว่ารักเรา  ก็เท่ากับว่าเจ้าก็ไม่ได้รักเราเลย

เมื่อคุณมองดูความสัมพันธ์ระหว่างโจนาธานกับดาวิด   คุณจะเห็นว่าโจนาธานไม่ได้รักบิดาของเขามากกว่าที่รักดาวิด  โจนาธานรับรู้ว่าดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไม่ใช่บิดาของเขาเอง   คำฮีบรูว่า “มาซีฮา”  และคำกรีกว่า “พระคริสต์” ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันว่า “ผู้ที่ถูกเจิมไว้”   พระเยซูทรงเป็นเชื้อสายของดาวิด  ด้วยเหตุที่เป็นบรรพบุรุษของพระคริสต์  หลายครั้งดาวิดจึงถูกใช้ให้เป็นเครื่องหมายของพระคริสต์พระมาซีฮา  นั่นหมายถึงว่าในการสถาปนาความสัมพันธ์กับดาวิดนั้น ก็เท่ากับโจนาธานกำลังสถาปนาความสัมพันธ์กับพระคริสต์

องค์พระเยซูยังทรงตรัสด้วยว่าผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่าพระองค์ก็ไม่คู่ควรกับพระองค์  โจนาธานไม่ได้รักบุตรชายหญิงของเขามากกว่ารักดาวิด  ที่จริงแล้วเขาไม่ได้รักตัวของเขาเองมากกว่าที่รักดาวิด  การที่เขารักดาวิดนั้นเขาได้ปฏิเสธตัวเอง  มันเป็นอย่างไรหรือ  ก็เพราะว่าในการเป็นโอรสของซาอูลกษัตริย์ของอิสราเอล  เขาจึงเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์  แต่การสนับสนุนดาวิดนั้นก็เท่ากับว่าเขายอมปล่อยสิทธิ์ในราชบัลลังก์  หรือเช่นเดียวกับที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์ให้กับบุตรและบุตรหลานของตนเอง

ในมัทธิว 10:38 พระเยซูตรัสว่า  “ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนแบกและตามเราไป ก็ไม่คู่ควรกับเรา”  มิตรภาพของโจนาธานกับดาวิดเป็นเหมือนกางเขนที่หนักหน่วง  เพราะไปกระตุ้นให้ความโกรธของบิดาพลุ่งขึ้นต่อเขา   บิดาของเขาโกรธเขาอย่างแรง  จนเรียกชื่อเขาด้วยคำนานาประการ   นี่เป็นเพราะความจงรักภักดีและมิตรภาพของเขาที่มีให้กับดาวิด   ที่จริงบิดาโกรธเอามากๆที่โจนาธานรักดาวิดถึงขนาดต้องเสี่ยงชีวิตของตนเอง   อย่างเรื่องของพ่อที่ฆ่าลูกชายของตัวเองนั้น  ซาอูลเองก็เช่นกันที่มีปัญหากับบุตรชายของเขา  เขาคงทำแบบนั้นได้ด้วยเช่นกัน

องค์พระเจ้าตรัสในมัทธิว 16:24  ด้วยว่า “ ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา”   นี่คือสิ่งที่โจนาธานได้ทำ  เขาต้องการจะตามดาวิด  แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์ก็ตาม  เขาพูดกับดาวิดว่า “เมื่อท่านได้เป็นกษัตริย์ขอให้ฉันเป็นอุปราชของท่านด้วย”   ที่จริงตัวของเขาจะต้องเป็นกษัตริย์เสียเอง  แต่เขายอมให้บัลลังก์กับดาวิดอย่างยินดี  “ฉันจะยืนอยู่ข้างขวาของท่านดั่งผู้ตาม  ดั่งผู้รับใช้ของท่าน”  นี่เป็นมิตรภาพที่ยอมให้ตัวเอง   ก่อนหน้านี้ เขายังได้ถอดอาวุธของเขา ทั้งดาบและเกราะให้กับดาวิด  การที่ทหารทำอย่างนั้นเป็นการให้สิ่งรักที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดกับสหายของเขา   และยิ่งกว่านั้นอีกศาสตราวุธของเขาก็ไม่ใช่อย่างของทหารธรรมดาแต่เป็นของรัชทายาท  การถอดศาสตราวุธให้นั้นเท่ากับเป็นการมอบฐานะของตนเองให้กับดาวิด

ในลูกา  9:26   “ถ้าผู้ใดอับอายในตัวเราและถ้อยคำของเรา บุตรมนุษย์ก็จะอับอายในตัวเขา เมื่อท่านมาด้วยสง่าราศีของพระองค์และของพระบิดาและของเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์”  โจนาธานไม่ได้มีความอับอายเพราะดาวิดเลย   อย่าเพิ่งคิดว่ามันง่ายกับโจนาธานที่จะไม่มีความอับอายเพราะดาวิด  ในเวลานั้นดาวิดเป็นผู้ร้าย  เป็นคนที่ไม่สำคัญอะไร  ที่จริงกับซาอูลแล้วดาวิดเป็นอาชญากรเสียด้วยซ้ำ  ดาวิดต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะซาอูลคอยตามฆ่าเขาอย่างไม่รามือ  แม้ดาวิดจะเป็นอาชญากรและมีความผิดทางอาญา  แต่โจนาธานก็ไม่ได้อับอายที่จะให้บิดาของเขารู้ว่าเขารักดาวิด  เขายังได้พยายามโน้มน้าวให้บิดาของเขารับดาวิดกลับมา 

ตรงนี้เราเห็นแบบอย่างของการเป็นสาวก  เป็นมิตรภาพที่ยอมให้ตัวเอง  มันสวยงามเกินกว่าอธิบาย

นี่คือความสำคัญของเรื่องราวในพระคัมภีร์ระหว่างโจนาธานกับดาวิด  ถ้าคุณเห็นว่าคำศัพท์ทางพระคัมภีร์ว่า “การปฎิเสธตัวเอง”  “การแบกกางเขนของตน” เป็นเรื่องที่เข้าใจยากก็จงดูเรื่องราวของโจนาธานกับดาวิด  ที่ดูเหมือนกับองค์พระเยซูเจ้ากำลังตรัสกับเราว่า  “ถ้าเจ้าอยากจะเป็นสาวกของเรา  เจ้าก็เรียนจากโจนาธาน  ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นเหมือนโจนาธาน  เจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นสาวกของเรา”

พระเจ้าต้องการจะเป็นสหายของเรา  เป็นสิทธิพิเศษที่ไม่ได้ให้กับเหล่าทูตสวรรค์    แต่มิตรภาพเป็นความสัมพันธ์แบบสองทาง  การเป็นสาวกของพระองค์ก็คือการเป็นสหายของพระองค์  มีคนแบบเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าต้องการเป็นสหายด้วย  คือคนที่ทิ้งความเห็นแก่ตัวของเขา  และรักพระเยซูด้วยทุกสิ่งที่เขามี  อย่างที่โจนาธานได้ทำ  นั่นแหละคุณจึงจะได้เข้าในชีวิตแบบใหม่ และเข้าในมิตรภาพกับพระเจ้าที่คุณไม่เคยรู้ว่ามันเป็นไปได้  แล้วคุณจะมาเป็นคนหนึ่งในบรรดาแบบอย่างที่มีไม่มากในประวัติศาสตร์  คือผู้ที่จะถูกเรียกได้ว่าเป็นสหายของพระเจ้า  คุณจะเป็นดาวดวงหนึ่งในบรรดาไม่กี่ดวงในฟ้าสวรรค์ฝ่ายวิญญาณเหมือนอย่างกับอับราฮัมกับโมเสส

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.