|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
มีพระเจ้าดั่งสหาย โดย อจ. อิริค ชาง
เราต้องการให้พระเจ้าช่วยกันเราพ้นจากความยากลำบาก ผมเคยอ่านเรื่องของหลายคนที่พระเจ้าทรงยื่นมือเข้ามาช่วย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือศิษยาภิบาลทางแถบตะวันตกของอเมริกา ภรรยาของศิษยาภิบาลต้องไปคอยพยาบาลคุณแม่ที่ป่วยหนัก ทุกๆอาทิตย์ศิษยาภิบาลท่านนี้จะไปเยี่ยมภรรยากับคุณแม่ของเธอซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของประเทศ และต้องใช้เวลาเดินทางตั้ง 17 ชั่วโมงไม่ว่าจะขับรถไปเองหรือไปรถประจำทางก็ตาม ดูแล้วเป็นเรื่องที่เหนื่อยเอาการเมื่อบวกกับการทำหน้าที่ของศิษยาภิบาลมาตลอดทั้งอาทิตย์ เพื่อนคนหนึ่งได้ยื่นมือเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือพอดี เพื่อนซึ่งเป็นสมาชิกคริสตจักรคนนี้เป็นชาวไร่ เขามีเครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้ฉีดพ่นพืชไร่ ได้เสนอที่จะขับเครื่องบินลำนี้ไปส่ง วันสุดสัปดาห์นั้นเองขณะที่ศิษยาภิบาลกับเพื่อนกำลังบินมุ่งหน้าไปทางแถบตะวันออก ก็พบว่าเมฆที่บินผ่านนั้นมันยิ่งหนาขึ้นๆทุกที เนื่องจากเครื่องบินเล็กๆลำนี้ใช้เฉพาะเพื่อฉีดพ่นพืชไร่ จึงไม่ได้ติดอุปกรณ์เรด้า ดังนั้นการนำร่องจึงขึ้นอยู่กับการมองหาที่หมายด้วยสายตาของตัวเองรวมกับใช้แผนที่ที่มี แต่เพราะเมฆที่หนาจัดนั้นทำให้ทั้งศิษยาภิบาลกับเพื่อนไม่สามารถมองลงมาเห็นข้างล่างได้ พวกเขาเลยจำเป็นต้องพึ่งเข็มทิศกับวิทยุสื่อสารของตนเอง เมื่อมีอะไรผิดพลาดไปสักนิดก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งจะขัดข้องไปด้วย เมื่อพวกเขาบินมาเกินครึ่งทางของที่หมาย แล้วพบว่าวิทยุสื่อสารกำลังมีปัญหา พวกเขาก็เลยตัดสินใจวิทยุติดต่อสนามบินเล็กที่ใกล้สุดให้ช่วยนำร่องที่จะลงจอดฉุกเฉิน แต่สภาพอากาศในเวลานั้นกลับแย่มากที่แม้แต่หอควบคุมจราจรทางอากาศก็มองไม่เห็นทางวิ่ง หอควบคุมจราจรทางอากาศก็เลยแนะนำให้พวกเขาติดต่อขอลงที่สนามบินอื่นแทน มาถึงตรงนี้พวกเขากำลังอธิษฐานอย่างตั้งใจสุดๆ จากนั้นวิทยุสื่อสารก็ดับสนิท น้ำมันก็กำลังเหลือน้อยเต็มที พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วต้องตัดสินใจนำเครื่องลง ด้วยการพึ่งพาเพียงแค่เข็มทิศของตัวเองกับการคาดคะเนว่าตนอยู่ตรงไหน นักบินจึงบินไปทางที่คิดว่าสนามบินน่าจะอยู่ตรงนั้น นักบินบอกให้ศิษยาภิบาลช่วยมองหาช่วงที่มีช่องเมฆ ด้วยหวังว่าจะมองเห็นสนามบินได้ สถานการณ์ยิ่งดูสิ้นหวังเข้าไปทุกที เพราะไม่มีเรด้า ไม่มีสิ่งนำทางใดๆ การนำเครื่องลงในเวลาที่มองอะไรไม่เห็นนั้นมันอาจหมายถึงจุดจบของชีวิตได้ ดังนั้นเขาจึงลองวิทยุสื่อสารอีกครั้งเป็นหนทางสุดท้าย เมื่อได้รับเสียงวิทยุตอบกลับมาจึงเป็นความยินดีเอามากๆ เป็นเสียงตอบอันอบอุ่นและน่าดีใจยิ่งว่า ได้ยินคุณแล้ว ทำตามที่ผมสั่งก็แล้วกัน นำเครื่องบินลงต่ำ เอาหล่ะ..ไปทางซ้ายนิดหนึ่ง ให้ปีกคงที่... ในที่สุดก็ใกล้ถึงพื้นดิน ตอนนี้พวกเขาเห็นรันเวย์แล้ว เมื่อล้อแตะพื้นนั้น ช่างเป็นเวลาที่โล่งอก และดีใจเอามากๆ พวกเขารอดตายแล้ว! ภายหลังพวกเขาได้เข้าไปขอบคุณผู้บังคับหอการบินที่ช่วยนำทางได้อย่างยอดเยี่ยมจนลงได้อย่างปลอดภัย แต่คำตอบที่พวกเขาได้รับนั้นทำให้ต้องขนลุกเลยทีเดียว ผู้บังคับหอการบินพูดว่า นำทางอะไรหรือ เราติดต่อกับคุณไม่ได้ตั้งแต่คุณบินอยู่เหนือรัฐนอร์ธ แคโรไลน่าแล้ว ทั้งสองมองหน้ากันงงเป็นไก่ตาตั้งว่า แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนบอกทางให้พวกเขา ในเวลานั้นเองพวกเขาก็นึกได้ว่าเสียงผู้ที่พูดกับพวกเขานั้นคงไม่ได้เป็นเสียงของมนุษย์ พระเจ้าทรงเป็นสหายในยามที่คับขัน พวกเขาคิดไม่ออกว่าจะมีใครอื่นอีกที่จะบอกคำนำทางนั้น นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงที่บอกเล่าด้วยตัวของศิษยาภิบาลเอง คนที่เดินกับพระเจ้านั้น ประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเข้ามาช่วยแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกตินัก แต่กับคนที่ไม่ได้เดินกับพระเจ้าแล้วประสบการณ์แบบนี้จะทำให้ต้องงงงวยและเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อนึกถึงอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี องค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสอนคำอุปมานี้พระองค์เองก็น่าจะปฏิบัติอย่างนั้นด้วยแน่นอน ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังอย่างนั้น องค์พระเยซูจะไม่ทรงเข้ามาช่วยเหลือคุณหรอกหรือ ถ้าคุณร้องออกพระนามของพระองค์อย่างจริงใจ พระองค์จะทรงทำทุกวิถีทางที่จำเป็นกับเราเพื่อจะช่วยเรา แม้กระทั่งว่าถ้าพระองค์จำเป็นจะต้องพูดกับเราทางวิทยุติดต่อและนำทางเราถึงสนามบินและลงในทางลงอย่างปลอดภัยก็ตาม
สหายแบบไหนที่พระเจ้าทรงมองหา ให้เราคิดถึงชาวสะมาเรียผู้ใจดีอีกครั้ง ชายคนนี้ตกอยู่ในถิ่นโจรบนถนนเยริโค เขาถูกตีอย่างสาหัส และสิ่งของก็ถูกปล้นไปและถูกปล่อยทิ้งให้ตาย จากนั้นก็มีชายชาวสะมาเรียผู้มีใจเมตตาและความสงสารต่อชายผู้บาดเจ็บสาหัสคนนี้ แล้วยังเสี่ยงกับความปลอดภัยของตนเองมาช่วยเขาไว้ เขาอุ้มชายคนนี้ขึ้นขี่ลาของเขา พาไปยังโรงแรมที่พักที่จะมีคนดูแลเขาได้ และก็ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ เวลานี้สิ่งที่จำเป็นต้องถามก็คือว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายผู้นี้ได้กลายมาเป็นเพื่อนกับชายชาวสะมาเรียคนนั้นในภายหลังไหม จากเรื่องที่เกิดขึ้นได้เห็นว่าการติดต่อกันได้หยุดอยู่แค่นั้นไหม หลังจากเหยื่อผู้ถูกทำร้ายตื่นขึ้นมาและทราบว่าชายชาวสะมาเรียได้ช่วยชีวิตของเขา เขาได้พยายามที่จะตามหาเพื่อนชาวสะมาเรียนี้ไหม (เพราะถ้าชายชาวสะมาเรียทิ้งชายผู้นี้ไว้ข้างทาง เขาก็คงจะต้องตายอย่างแน่นอนเพราะอาจทนพิษบาดแผลไม่ไหว) ถ้าเขาหยุดอยู่แค่นั้นเขาก็จะไม่ได้เพื่อน จริงๆแล้วชาวสะมาเรียได้ทิ้งเบาะแสให้ชายคนนี้ตามได้ เขาบอกเจ้าของโรงแรมว่า เมื่อเขากลับมาเขาจะจ่ายค่ารักษาคืนให้อีกถ้าค่ารักษาที่ทิ้งไว้ให้ดูแลเหยื่อผู้ถูกทำร้ายนั้นยังไม่พอ ตรงนี้เราจะเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นคนเดินทางแค่ครั้งคราวบนถนนเส้นเยริโค แต่เขาเป็นคนเดินทางทางนี้ประจำ และจะกลับมาทางนี้อีก ถ้าชาวยิวผู้บาดเจ็บคนนี้และตอนนี้ก็ปลอดภัยจากการช่วยชีวิตของชาวสะมาเรียแล้วต้องการความเป็นเพื่อน เขาก็คงจะคอยพบหรือถามที่อยู่จากเจ้าของโรงแรม หรือไม่ก็ทิ้งที่อยู่ของเขาฝากไว้ให้ชาวสะมาเรียช่วยติดต่อเขาเป็นแน่
เราใช้พระเจ้า แต่ผมสังเกตว่าคริสเตียนจำนวนมากไม่ทำอย่างนั้น พวกเขาพอใจอยู่แค่ที่จะมี ความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างในเรื่องของชาวสะมาเรียผู้ใจดี พวกเขาไม่ต้องการให้พระเจ้าเข้ามายุ่งในชีวิตของเขามากไปกว่านั้น เมื่อยามฉันต้องการพระเจ้า ฉันจึงจะร้องหาพระองค์ แต่เมื่อยามที่ฉันไม่ต้องการพระองค์ ก็ขอพระองค์ช่วยอยู่ห่างๆฉัน เราเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร นี่เรียกว่ากำลังใช้พระเจ้าในยามที่ต้องการพระองค์ ผมขอบอกคุณอย่างชัดๆว่าโดยตามพื้นฐานของพระคัมภีร์แล้ว ถ้าคุณปฏิบัติกับพระเจ้าอย่างนั้นคุณก็จะไม่ได้เป็นสหายของพระองค์
การเป็นสหายกับพระเจ้านั้นขึ้นกับคุณ ถ้าคุณต้องการมิตรภาพแบบนั้นมันมีเงื่อนไขที่สำคัญ มิตรภาพแบบนี้ไม่ได้เป็นมิตรภาพที่ไม่มีเงื่อนไข เงื่อนไขหนึ่งที่ชัดเจนมากก็คือว่าคุณขวนขวายหามิตรภาพอันนี้ไหม สิ่งนี้สำคัญกับคุณที่สุดไหม หรือว่าคุณก็พอใจเหมือนๆคริสเตียนส่วนใหญ่ที่พูดว่า ฉันต้องการแค่เป็นคนคุ้นๆกับพระเจ้าพอที่เมื่อทุกครั้งที่ชีวิตของฉันมีปัญหา พระองค์จะได้เสด็จมาช่วยฉัน บางครั้งเราอาจจะต้องการพระองค์มากกว่านั้น อย่างเช่น จะได้รู้ว่างานอาชีพอะไรที่ควรจะเลือก ควรจะสมัครงานไหนดี หรือให้พระองค์ช่วยคุ้มครองเมื่อต้องออกไปตามลำพังคนเดียว พระเจ้าทรงบริการทำนายโชคชะตาให้ฟรี ประกันชีวิตให้ฟรี แถมยังให้บริการผู้คุ้มกันด้วย! เวลาคุณเดินในซอยมืดๆ คุณก็จะนึกถึงพระเจ้าขึ้นมาทันที แต่เมื่อตอนอยู่บนถนนใหญ่สองสามนาทีก่อนหน้านี้ คุณไม่ได้นึกถึงพระองค์เลย อันนี้จริงไหม เราใช้พระเจ้าคุ้ม สหายมีไว้ใช้ประโยชน์หรือ เราคิดถึงมิตรภาพว่าเป็นอย่างนี้หรือ ผมขอบอกคุณว่า พระเจ้าไม่ต้องการสหายแบบนี้ คุณล่ะต้องการเพื่อนแบบนี้ไหม ผมขอพูดกับคุณอย่างชัดๆว่า ถ้านี่เป็นทางที่คุณสัมพันธ์กับพระเจ้า คุณก็จะไม่ได้มีพระเจ้าเป็นสหายของคุณหรอก คุณต้องการแค่จะใช้พระองค์ตามความประสงค์มากมายของคุณเอง และถ้าพระเจ้าทรงเห็นดีด้วยอย่างนั้นก็เท่ากับว่าพระองค์จะยิ่งทำให้คุณเป็นคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น และนี่เองที่ทำไมคริสเตียนบางคนจึงเห็นแก่ตัวมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมไม่โทษคนที่ไม่เป็นคริสเตียนที่ดูหมิ่นคริสเตียนหรอก เพราะคริสเตียนเหล่านี้จะคิดถึงพระเจ้าก็ต่อเมื่อเวลาที่ต้องการพระองค์ ต้องการความช่วยเหลือในยามที่ฉุกเฉิน ผมเห็นด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่น่าละอาย มีมิตรภาพอยู่สองแบบ แบบแรกนั้น ถ้าตามความหมายของพระตัมภีร์แล้วแม้แต่จะเรียกว่ามิตรภาพก็ยังไม่สามารถจะเรียกได้ มิตรภาพแบบนั้นคือการแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง แสวงหาจากอีกคนหนึ่งในสิ่งที่ตนต้องการ เป็นความสัมพันธ์แบบที่เราคุ้นๆกันในหมู่คนหนุ่มสาว ฉันรักคุณหมายถึงฉันรักสิ่งที่ฉันจะได้อะไรจากคุณ ฉันรักสิ่งที่คุณมีและฉันต้องการมัน ดังนั้นเองเมื่อคุณร่ำรวยคุณก็จะมีเพื่อนมากมาย พวกเขารักคุณก็เพราะเงินของคุณ ลองรอจนคุณเงินหมดสิ คุณจะได้แปลกใจว่าเพื่อนเหล่านั้นหายหน้าหายตาไปไหนกันหมด นี่เป็นเรื่องจริงอย่างเดียวกันระหว่างหนุ่มกับสาวที่คอยหาอะไรจากอีกฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นความพึงพอใจในความปรารถนาทางเพศของฝ่ายหนึ่ง และหลังจากที่คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณก็ไม่ต้องการคนนั้นอีกต่อไปแล้ว นั่นหรือเรียกว่ารัก จะมีมิตรภาพแบบนี้ในหมู่พวกนักเลง เพราะมันยากที่จะทำการปล้นธนาคารเองคนเดียว คุณจำต้องมีหุ้นส่วนสี่ถึงห้าคน ถ้าการแบ่งสันปันส่วนที่ปล้นเป็นปัญหา หลังจากปล้นธนาคารเสร็จ คุณก็กำจัดหุ้นส่วนสักสองสามคนเสีย แต่ตราบที่ยังมีประโยชน์ในการทำงานร่วมกันอยู่ คุณก็จะรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ นี่เป็นการแสวงหาประโยชน์ให้ตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ เรารู้ตัวว่าเราไม่ต้องการเพื่อนแบบนี้ แม้ว่าจะอย่างนั้นก็ตามเราก็ยังอยากจะเป็นเพื่อนแบบนั้นอยู่ดี นี่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวโดยสันดานของมนุษย์ ถ้าพระเจ้าเห็นดีด้วยที่จะเป็นเพื่อนกับเราในแบบนี้ ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงหนุนให้คุณเห็นแก่ตัว นี่เองที่เมื่อคริสเตียนยังคงดำเนินในวิถีทางที่มุ่งเอาประโยชน์แต่ตัวเอง เขาหรือเธอคนนั้นจะพบว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงตอบคำอธิษฐาน จะรู้สึกว่าพระเจ้าไม่เคยอยู่ใกล้ พระองค์จะไม่ทรงหนุนนำให้มีความเห็นแก่ตัว มนุษย์นึกถึงแต่ตัวเองจนสุดที่จะบรรยายได้
ลองพิจารณาดูหัวข้อข่าวเหล่านี้ ผมเห็นรายงานที่น่าตกใจในอีกหน้าหนึ่ง ที่ลูกชายสองคนปล่อยให้แม่ตนเองหิวตาย รายงานนั้นไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นเพราะอะไร หญิงผู้นี้หิวโหยและถูกล่ามเอาไว้ เมื่อตอนตำรวจไปพบนั้นเห็นว่า เธอสูงราวๆ 163 น้ำหนักราว 27 กิโล ที่ตำรวจพบเธอก็เพราะก่อนที่หญิงผู้นี้จะตาย เธอได้หาทางโทรหาโอเปอเรเตอร์ให้ช่วย เมื่อตำรวจมาถึงจึงรีบนำเธอส่งโรงพยาบาล แต่ก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน เธอขาดอาหารนานเกินกว่าที่จะช่วยให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ ลูกชายสองคนอายุ 25 และ 22 ถูกตั้งข้อหาในขั้นแรกว่าจงใจฆ่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นซึ่งเป็นข่าวทางทีวีมาก่อน หญิงสาวคนหนึ่งอ้างว่าคู่หมั้นของเธอถูกชายสองคนฆ่าตาย เธอร้องห่มร้องไห้ วิงวอนให้ช่วยจับคนร้าย เธอเล่าว่าเธอและเขาดินเน่อร์กันสองคน จากนั้นก็ขับรถไปตามถนนเปลี่ยวสายหนึ่ง แต่เมื่อขับแซงรถอีกคัน คนที่อยู่ในรถคันนั้นก็เดือดดาลจึงเข้ามาแทงคู่หมั้นของเธอจนตาย แต่หลังจากที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้จึงได้จับกุมตัวเธอในข้อหาฆ่าคน หญิงผู้นี้ปั้นเรื่องราวทั้งหมด แท้จริงแล้วตัวเธอเองเป็นผู้ฆ่าคู่หมั้นโดยไม่ได้บอกเหตุผลที่ฆ่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งในฉบับเดียวกัน หมอโยนภรรยาของเขาลงมาจากหน้าต่างชั้นสามเพราะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เธอถูกรีบส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส เวลานั้นหนังสือพิมพ์รายงานข่าวว่า ยังไม่แน่ว่าท่าทางเธอจะรอดหรือไม่ คุณสามารถจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไหมที่ พ่อฆ่าลูกชายของตัวเอง ลูกชายฆ่าแม่ของตน หญิงสาวฆ่าคู่หมั้นหนุ่มของเธอ สามีพยายามจะฆ่าภรรยาของเขาเอง โลกที่เรากำลังอยู่นี้เป็นโลกแบบไหนกัน นี่อาจเป็นกรณีที่สุดขีดผิดธรรมดา แต่สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวที่สุดขีดผิดธรรมดาจากใจของมนุษย์ ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหลายนั้นก็จะมีระดับของการทรยศที่ต้องน่าแปลกใจ แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผมคิดว่า มันเป็นไปได้จริงๆหรือที่มนุษย์จะสร้างมิตรภาพกับกันและกัน แล้วถ้าความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดนั้นยังไม่แน่นและมั่นคงพอที่จะเป็นฐานของมิตรภาพล่ะ จะเป็นอย่างไร จะมีมิตรภาพแบบนี้ไหมที่ตัวเองเป็นฝ่ายให้ เป็นไปได้ไหมที่จะมีมิตรภาพที่แท้จริงในหมู่ผู้คน ถ้าสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้แล้วละก็ ที่จะพูดถึงมิตรภาพก็เป็นการเสียเวลาอย่างแน่นอน คุณจะต้องเข้าใจว่านิสัยของมนุษย์จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนเสียก่อนที่ความสัมพันธ์แบบนี้จะเป็นจริงได้ ในความสัมพันธ์ที่หาประโยชน์เพื่อตัวเองนั้น แต่ละคนก็ต้องการจะได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง และในที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดที่รู้สึกว่ามีพอแล้ว ในความสัมพันธ์แบบที่ตัวเองมีแต่ให้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้กันและกัน และดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีเกินพอ นี่ฟังดูแล้วมีเหตุผลที่เป็นได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วผมพบว่ามันยากอย่างยิ่งที่จะทำ แต่นี่ก็เป็นความสัมพันธ์ชนิดเดียวที่พระเจ้าทรงสนพระทัย นี่คือหัวใจสำคัญในเรื่องที่พูดอยู่นี้ ขอให้คุณจดจำว่า พระเจ้ากำลังมองหาผู้จะมาเป็นสหาย ในประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว พระองค์หาสหายพบได้น้อยมาก นี่เองที่ว่าทำไมคนในพระคัมภีร์เดิมที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้านั้นจึงมีไม่กี่คน อย่างเช่น คนที่พูดถึงได้ก็มี อับราฮัม หรือโมเสส ว่าเป็นสหายของพระองค์ เมื่อเพิ่มผู้เผยพระวจนะอีกสองสามคนเข้าไปก็หมดแล้ว คนเพียงไม่กี่คนนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นสหายของพระเจ้า นี่หมายถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นสหายกับพวกเขา แต่ตลอดหลายๆศตวรรษที่ผ่านมานี้ก็มีจำนวนน้อยแค่นับนิ้วได้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ใจด้วย เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่มีคริสตจักรที่มีสมาชิกเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่เป็นสหายของพระเจ้า มีสหายของพระเจ้าอยู่สักกี่คนกันในทุกวันนี้ มีสักกี่คนกันมีคุณสมบัติที่จะเป็นสหายของพระองค์ได้ พระองค์ได้ทรงเรียกร้องกับเราอย่างชัดเจนมาก ถ้อยคำที่คุ้นกับคริสเตียนทุกคนมากจนผมแทบไม่จำเป็นต้องให้ข้ออ้างอิง อย่างเช่น ลูกา 10:27 หรือ มาระโก 12:30-31 ที่ว่า "จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดความคิดและสิ้นสุดกำลังของเจ้า" ดังนั้นจึงพูดไม่ได้ ว่าคุณไม่รู้เงื่อนไขของการเป็นสหายกับพระเจ้า เพราะสิ่งที่น้อยกว่านี้พระเจ้าไม่รับ พระเจ้าทรงบอกไว้อย่างชัดเจนว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะเป็นสหายกับพระองค์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้เป็นสหายของพระองค์แล้วพระองค์จะไม่เข้ามาช่วยเหลือเรา นั่น เป็นพระเมตตาคุณของพระเจ้าที่พระองค์จะทรงช่วยเราแม้เมื่อเราไม่ได้ทำตามที่พระองค์ทรงเรียกร้อง นั่นเป็นความกรุณาของพระองค์ แต่การที่พระองค์ทรงช่วยคุณนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นสหายของพระองค์ คุณจะขาดบางอย่าง ซึ่งที่จริงคุณขาดทุกสิ่งในชีวิต พระเจ้าทรงเสนอมิตรภาพของพระองค์แต่ไม่ว่าจะในพระคัมภีร์เดิมหรือพระคัมภีรืใหม่ พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเจ้าอยากจะเป็นมิตรสหายของเรา เจ้าต้องรักเราด้วยทุกสิ่งที่เจ้ามี นี่หมายถึงว่าบางอย่างภายในเราจะต้องเปลี่ยนไป บางอย่างของตัวเราจำเป็นจะต้องตายไป ความเห็นแก่ตัวของเราจะต้องหมดไป ผมขอบอกว่าคนบางคนในอดีตที่ผ่านมานั้นเขาได้ยอมทิ้งความเห็นแก่ตัวของเขา คือสิ่งที่เรียกว่าตายต่อตัวเอง แต่เมื่อหลายปีผ่านไป เขาเริ่มรับตัวตนเดิมกลับมาอีก น่าเสียดายที่เป็นแบบนี้ บางคนตัดสินใจแล้วว่าราคาของการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้านั้นสูงเกินไป ราคาของมิตรภาพกับพระเจ้านั้นมันมากเกินไป พวกเขาก็เลยหันกลับไปหาโลกอีกครั้งหนึ่ง น่าเสียดายที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมสามารถบอกคุณได้ว่าเราทุกคนที่รับใช้พระเจ้าเต็มเวลาก็ถูกทดลองในแบบนี้ด้วย เรารู้สึกว่ามันเป็นราคาที่สูงกับเรามากจนบางทีเราควรต้องถอยออกมาสักหน่อย แล้วเราก็จะได้ยินถ้อยคำจากฮีบรู 10:38 ว่า ถ้าผู้ใดเสื่อมถอย ใจของเราจะไม่พอใจในคนนั้นเลย เมื่อพูดถึงมิตรภาพ ภาพของมิตรภาพที่มีพลังมากที่สุดในพระคัมภีร์ก็คือภาพของโจนาธานกับดาวิด ผมอยากหนุนใจคริสเตียนทุกคนให้อ่านพระคัมภีร์เจ็ดบทนี้อย่างถี่ถ้วน จาก 1 ซามูเอล บทที่ 18-24 คริสเตียนทุกคนควรอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ซ้ำหลายๆครั้ง การมอบชีวิตให้อย่างสุดๆของพวกเขาและการยอมให้ชีวิตของตนเองกับกันและกันนั้นเป็นที่เลื่องลือ แต่คริสเตียนจำนวนมากไม่ได้เข้าใจว่าที่จริงแล้วนี่เป็นแบบอย่างของมิตรภาพที่ควรเป็นระหว่างคริสเตียนกับองค์พระเยซูเจ้า นี่เองในพระคัมภีร์จึงมีเรื่องนี้เขียนเอาไว้หลายบท ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ แต่ควรเป็นความสัมพันธ์อันปกติของคริสเตียนทุกคนกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมขออธิบายดังนี้ เมื่อคุณมองดูความสัมพันธ์ระหว่างโจนาธานกับดาวิด คุณจะเห็นว่าโจนาธานไม่ได้รักบิดาของเขามากกว่าที่รักดาวิด โจนาธานรับรู้ว่าดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไม่ใช่บิดาของเขาเอง คำฮีบรูว่า มาซีฮา และคำกรีกว่า พระคริสต์ ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันว่า ผู้ที่ถูกเจิมไว้ พระเยซูทรงเป็นเชื้อสายของดาวิด ด้วยเหตุที่เป็นบรรพบุรุษของพระคริสต์ หลายครั้งดาวิดจึงถูกใช้ให้เป็นเครื่องหมายของพระคริสต์พระมาซีฮา นั่นหมายถึงว่าในการสถาปนาความสัมพันธ์กับดาวิดนั้น ก็เท่ากับโจนาธานกำลังสถาปนาความสัมพันธ์กับพระคริสต์ องค์พระเยซูยังทรงตรัสด้วยว่าผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่าพระองค์ก็ไม่คู่ควรกับพระองค์ โจนาธานไม่ได้รักบุตรชายหญิงของเขามากกว่ารักดาวิด ที่จริงแล้วเขาไม่ได้รักตัวของเขาเองมากกว่าที่รักดาวิด การที่เขารักดาวิดนั้นเขาได้ปฏิเสธตัวเอง มันเป็นอย่างไรหรือ ก็เพราะว่าในการเป็นโอรสของซาอูลกษัตริย์ของอิสราเอล เขาจึงเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ แต่การสนับสนุนดาวิดนั้นก็เท่ากับว่าเขายอมปล่อยสิทธิ์ในราชบัลลังก์ หรือเช่นเดียวกับที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์ให้กับบุตรและบุตรหลานของตนเอง ในมัทธิว 10:38 พระเยซูตรัสว่า ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนแบกและตามเราไป ก็ไม่คู่ควรกับเรา มิตรภาพของโจนาธานกับดาวิดเป็นเหมือนกางเขนที่หนักหน่วง เพราะไปกระตุ้นให้ความโกรธของบิดาพลุ่งขึ้นต่อเขา บิดาของเขาโกรธเขาอย่างแรง จนเรียกชื่อเขาด้วยคำนานาประการ นี่เป็นเพราะความจงรักภักดีและมิตรภาพของเขาที่มีให้กับดาวิด ที่จริงบิดาโกรธเอามากๆที่โจนาธานรักดาวิดถึงขนาดต้องเสี่ยงชีวิตของตนเอง อย่างเรื่องของพ่อที่ฆ่าลูกชายของตัวเองนั้น ซาอูลเองก็เช่นกันที่มีปัญหากับบุตรชายของเขา เขาคงทำแบบนั้นได้ด้วยเช่นกัน องค์พระเจ้าตรัสในมัทธิว 16:24 ด้วยว่า ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา นี่คือสิ่งที่โจนาธานได้ทำ เขาต้องการจะตามดาวิด แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์ก็ตาม เขาพูดกับดาวิดว่า เมื่อท่านได้เป็นกษัตริย์ขอให้ฉันเป็นอุปราชของท่านด้วย ที่จริงตัวของเขาจะต้องเป็นกษัตริย์เสียเอง แต่เขายอมให้บัลลังก์กับดาวิดอย่างยินดี ฉันจะยืนอยู่ข้างขวาของท่านดั่งผู้ตาม ดั่งผู้รับใช้ของท่าน นี่เป็นมิตรภาพที่ยอมให้ตัวเอง ก่อนหน้านี้ เขายังได้ถอดอาวุธของเขา ทั้งดาบและเกราะให้กับดาวิด การที่ทหารทำอย่างนั้นเป็นการให้สิ่งรักที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดกับสหายของเขา และยิ่งกว่านั้นอีกศาสตราวุธของเขาก็ไม่ใช่อย่างของทหารธรรมดาแต่เป็นของรัชทายาท การถอดศาสตราวุธให้นั้นเท่ากับเป็นการมอบฐานะของตนเองให้กับดาวิด ในลูกา 9:26 ถ้าผู้ใดอับอายในตัวเราและถ้อยคำของเรา บุตรมนุษย์ก็จะอับอายในตัวเขา เมื่อท่านมาด้วยสง่าราศีของพระองค์และของพระบิดาและของเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์ โจนาธานไม่ได้มีความอับอายเพราะดาวิดเลย อย่าเพิ่งคิดว่ามันง่ายกับโจนาธานที่จะไม่มีความอับอายเพราะดาวิด ในเวลานั้นดาวิดเป็นผู้ร้าย เป็นคนที่ไม่สำคัญอะไร ที่จริงกับซาอูลแล้วดาวิดเป็นอาชญากรเสียด้วยซ้ำ ดาวิดต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะซาอูลคอยตามฆ่าเขาอย่างไม่รามือ แม้ดาวิดจะเป็นอาชญากรและมีความผิดทางอาญา แต่โจนาธานก็ไม่ได้อับอายที่จะให้บิดาของเขารู้ว่าเขารักดาวิด เขายังได้พยายามโน้มน้าวให้บิดาของเขารับดาวิดกลับมา ตรงนี้เราเห็นแบบอย่างของการเป็นสาวก เป็นมิตรภาพที่ยอมให้ตัวเอง มันสวยงามเกินกว่าอธิบาย นี่คือความสำคัญของเรื่องราวในพระคัมภีร์ระหว่างโจนาธานกับดาวิด ถ้าคุณเห็นว่าคำศัพท์ทางพระคัมภีร์ว่า การปฎิเสธตัวเอง การแบกกางเขนของตน เป็นเรื่องที่เข้าใจยากก็จงดูเรื่องราวของโจนาธานกับดาวิด ที่ดูเหมือนกับองค์พระเยซูเจ้ากำลังตรัสกับเราว่า ถ้าเจ้าอยากจะเป็นสาวกของเรา เจ้าก็เรียนจากโจนาธาน ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นเหมือนโจนาธาน เจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นสาวกของเรา พระเจ้าต้องการจะเป็นสหายของเรา เป็นสิทธิพิเศษที่ไม่ได้ให้กับเหล่าทูตสวรรค์ แต่มิตรภาพเป็นความสัมพันธ์แบบสองทาง การเป็นสาวกของพระองค์ก็คือการเป็นสหายของพระองค์ มีคนแบบเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าต้องการเป็นสหายด้วย คือคนที่ทิ้งความเห็นแก่ตัวของเขา และรักพระเยซูด้วยทุกสิ่งที่เขามี อย่างที่โจนาธานได้ทำ นั่นแหละคุณจึงจะได้เข้าในชีวิตแบบใหม่ และเข้าในมิตรภาพกับพระเจ้าที่คุณไม่เคยรู้ว่ามันเป็นไปได้ แล้วคุณจะมาเป็นคนหนึ่งในบรรดาแบบอย่างที่มีไม่มากในประวัติศาสตร์ คือผู้ที่จะถูกเรียกได้ว่าเป็นสหายของพระเจ้า คุณจะเป็นดาวดวงหนึ่งในบรรดาไม่กี่ดวงในฟ้าสวรรค์ฝ่ายวิญญาณเหมือนอย่างกับอับราฮัมกับโมเสส |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||