CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

ลูกแกะหรือหมาป่า

คำเทศนาอธิบาย 2 โครินธ์ 12:9 โดย อ.อีริค ชาง ชุดที่ 1
"เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดขึ้นที่นั่น"

เคยเห็นสภาพชีวิตที่น่าสงสารของคนที่อยู่รอบ ๆ ท่านไหม
ในย่านที่ข้าพเจ้าเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่เมื่อเร็ว ๆ นี้ในประเทศฮ่องกง มีการสร้างถนนใหม่ ๆ และปลูกต้นไม้สองข้างทางให้ดูน่าอยู่เพื่อจะดึงผู้คนให้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในย่านนี้มากขึ้น  ข้าพเจ้าชอบไปเดินเล่น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าต้นไม้ต้นเล็ก ๆ สองข้างถนนเหล่านี้ดูแคระแกรน  มีกิ่งก้านหรอมแหรมบางตา มันคงจะต้องพยายามอย่างมากที่จะโตให้ได้ภายในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอำนวยอย่างนี้

ทำไมข้าพเจ้าจึงพูดว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าอำนวยนี้  ก็เพราะเป็นเรื่องยากที่ต้นอ่อนเหล่านี้จะมีโอกาสโตได้  ส่วนบริหารท้องถิ่นได้จัดทำท่อน้ำผ่านตามแนวของต้นไม้ ท่อแนวยาวนี้จะมีรูเล็ก ๆ หลายรูตามจุดที่ผ่านแนวต้นไม้ที่ปลูกไว้  เพื่อน้ำจะไปถึงตรงจุดและรดต้นไม้เหล่านั้นอย่างเพียงพอ   ต้นไม้ที่ยังอ่อนและเล็กอยู่จะได้รอดชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดในฤดูร้อนอย่างนี้   วันที่ข้าพเจ้าเดินเล่นนั้นข้าพเจ้าเห็นรูตามท่อเหล่านั้นอุดตันอยู่ ข้าพเจ้ามองต้นไม้เล็ก ๆ เหล่านั้นด้วยความรู้สึกเศร้าใจ  เห็นต้นไม้ส่วนมากกำลังคอพับและเหี่ยวเฉา     ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่ามันยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้วกันแน่  ใบของมันแห้ง  ลำต้นก็เกรียม  น่าเวทนามากเมื่อเห็นกิ่งที่กำลังจะล่วงอยู่แล้วพยายามจะชูก้านขึ้น

ที่น่าเศร้าใจก็คือว่า  แม้ท่อน้ำใหญ่สีดำนี้จะวางพาดไปตามรากของต้นไม้  แต่พวกมันกลับไม่ได้รับน้ำ มันกำลังตายอยู่ตรงหน้าท่อส่งน้ำที่อยู่เหนือมัน ชีวิตดูว่าใกล้เหลือเกินแต่กลับเหมือนไกลสุดกู่  ท่านลองคิดถึงภาพตัวเองเป็นต้นไม้เหล่านี้ที่กำลังมองดูน้ำไหลผ่านหัวท่านไปในขณะที่ท่านกำลังจะตายด้วยความกระหาย  ถูกแดดแผดเผา  ท่านรอคอยว่าเมื่อไรจะมีหยดน้ำสักสองสามหยดมารดท่าน  แต่น้ำกำลังไหลผ่านท่านไปเสียนี่   ตรงปลายท่อกลับมี 2-3 ต้นได้รับน้ำหล่อเลี้ยง ใบของมันเขียวชอุ่มและพุ่มมันกำลังโตขึ้น  แต่ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่อยู่ในแถวเดียวกันกำลังจะตาย  ข้าพเจ้าคิดอยู่ว่าคนที่ดูแลสวนนี้กำลังทำอะไรอยู่   เขากำลังคอยให้ต้นไม้เหล่านี้ตายหรืออย่างไรกัน

ดังนั้นเองทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเดินไปตามถนน ข้าพเจ้าจะคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้ ในชีวิตของเราเองที่เป็นคนของพระเจ้าเรามีน้ำแห่งชีวิต  อย่างที่เปาโลกล่าวว่า แต่ว่าเรามีของมีค่านี้(น้ำแห่งชีวิต)อยู่ในภาชนะดิน ( 2 โครินธ์ 4:7)

ข้าพเจ้าเคยคิดว่ามีคนข้างๆเรากี่คนที่มองเราและกำลังร้องขอ "ขอน้ำดื่มหน่อย  เราจะพินาศอยู่แล้ว  ถ้าคุณไม่รีบส่งน้ำมาให้เดี๋ยวนี้  ก็จะสายเกินไป" เป็นได้ไหมว่าเรากำลังยุ่งอยู่กับการให้น้ำกับคนที่อยู่ไกลออกไปแล้วข้ามคนที่อยู่ข้างๆเราไป  ปล่อยให้เขาต้องพินาศ  แต่เรายุ่งเหลือเกินกับการรดน้ำที่อื่นที่ตรงโน้น  ท่านอาจจะชื่นใจตัวเองว่า  "โน่นไง  มีบางต้นที่เราดูแลอยู่กำลังโตขึ้น  ท่อน้ำของเรายังทำงานอยู่"  แล้วส่วนใหญ่ที่กำลังจะตายด้วยความกระหายและกำลังจะพินาศตลอดทางล่ะจะทำอย่างไรกัน

น้ำแห่งชีวิตนี้อยู่ที่ไหน
คริสตจักรอยู่ที่ไหน คริสตจักรที่กำลังทำหน้าที่นี้อยู่ที่ไหนกัน เห็นมั้ยตรงนี้ตรงโน้นก็มีต้นไม้เล็ก ๆ กำลังโตและเรากำลังชื่นชมตัวเราเองว่าเป็นเพราะเราแท้ๆที่ทำให้ตรงโน้นมีต้นไม้กำลังโตขึ้น ดูโน่นสิมีอีกต้นหนึ่งด้วย

แต่กับคนส่วนใหญ่ที่กำลังจะพินาศล่ะ เราไม่มีเวลาที่จะคิดถึงพวกเขาหรอก  เราก็แค่ท่อน้ำท่อเดียวมีต้นไม้สักกี่ต้นกันล่ะที่เราควรจะดูแล  ในท่อใกล้บ้านของข้าพเจ้ามีน้ำเพียงพอที่จะรดต้นไม้ได้ทุกต้น ถ้าเพียงแต่จะเต็มใจเปิดมันสักนิดหนึ่ง ถ้าเพียงแต่คนสวนคอยดูให้แน่ว่าท่อเหล่านี้ไม่อุดตันเพื่อน้ำจะได้ไหลออกมาและก็ถึงต้นไม้แต่ละต้นไม่ใช่แค่บางต้นเท่านั้น  แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าเราอาจจะเป็นเหมือนท่อที่อุดตันเหล่านี้ก็ได้

(แต่วันนี้เรามีน้ำระลอกใหม่  โดยพระคุณของพระเจ้า  ข้าพเจ้าหวังว่าคนที่กระหายและโหยหาน้ำนี้อย่างจริงใจก็จะได้พบที่นี่)

ข้าพเจ้าพบความกระหายในทุกที่
ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าบินกลับจากตะวันออกกลางมามอลทรีออล  ข้าพเจ้าได้นั่งข้างสุภาพบุรุษท่านหนึ่งที่มากับลูกชายซึ่งเป็นนักโบราณคดีหน้าตาหล่อเหลาเอาการ  เมื่อคุยกันก็พบว่าชายผู้นี้ได้แสวงหาความจริงตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ  เขามองหาตอบให้กับชีวิตแต่ไม่พบ  ไม่มีใครบอกเขาได้ว่าชีวิตคืออะไร  เมื่อข้าพเจ้าคุยกับเขา ข้าพเจ้าก็ถามเรื่องชีวิตของเขา  เขาเล่าว่า "ผมน่ะ เป็นนักศึกษาแพทย์  ผมอยากรู้ว่าชีวิตคืออะไร  ผมก็ค้นหาคำตอบให้กับคำถามมากมายของผม"  เขายังได้หยุดเรียนแพทย์ไว้ชั่วคราวเพื่อศึกษาวิชาปรัชญาเพื่อหวังจะได้คำตอบของชีวิต แต่กลับเจอว่ามีคำถามเพิ่มมากขึ้นและก็ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย  เขาไม่ได้เป็นอาจารย์ภาควิชาปรัชญาแต่เป็นจิตแพทย์ฝึกหัด   แล้วได้ย้ายจากอายุรศาสตร์ไปจิตเวชศาสตร์และก็สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยด้วย

ตอนนี้ก็ยี่สิบกว่าปีผ่านไปข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่ข้างๆเขาและถามเขาว่า "ตอนนี้คุณมองชีวิตยังไงบ้าง เพราะจวบจนเวลานี้คุณยังไม่พบคำตอบเลย"  เขาตอบว่า "ผมสรุปว่าข้อเท็จจริงของชีวิตนั้นไม่มีคำตอบ  จะไม่พบคำตอบหรอก  จะมีแต่คำถามเท่านั้นและเราคงจะต้องยอมรับมัน"

ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า "แล้วคุณสอนอะไรนักศึกษาเล่า ในเมื่อคุณไม่มีคำตอบ"  เขาตอบว่า "ผมก็สอนพวกเขาให้ดูที่คำถามเหล่านั้น"  ข้าพเจ้าถามต่อว่า "แล้วกับคนที่มาเพื่อจะหาคำตอบล่ะ"  เขาตอบว่า "ก็จะเหมือนกับผมนั่นแหละ พวกเขาจะต้องเข้าใจว่ามันไม่มีคำตอบ"  ข้าพเจ้าถามเขาว่า "คุณไม่เคยคิดเลยหรือว่าอาจจะมีคำตอบอยู่บ้าง"  "คิดสิ  แต่ว่ามันอยู่ไหนล่ะ"  ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า "เป็นไรไหมถ้าผมจะเล่าเรื่องชีวิตของผมให้คุณฟัง"  เขาตอบว่า "เอาสิ"

ข้าพเจ้าจึงเล่าให้เขาฟังและเขาก็ประทับใจมาก  เขาถามข้าพเจ้าว่า "คุณได้พบกับพระเจ้าอย่างนั้นจริงๆหรือ"  เป็นไปได้หรือที่จะรู้จักกับพระเจ้า  ท้องฟ้าใหม่กำลังเปิดแย้มกับเขา  ทุกสิ่งเริ่มชูใจเขาใหม่อีกครั้ง  เขาพูดว่า "มันอาจจะยังมีคำตอบก็ได้นะ"  เมื่อถึงมอลทรีออลแล้วข้าพเจ้าก็ได้ติดต่อเขาอีก  ได้ให้พระคัมภีร์และหนังสืออื่นๆที่พูดถึงความจริงและหัตถกิจที่น่าอัศจรรย์ของพระเจ้า  ข้าพเจ้าต้องเดินทางต่อไปยังเอเชียจึงนัดแนะกับเขาว่าเมื่อข้าพเจ้าได้กลับไปมอลทรีออลอีกในปลายปีก็จะเจอกันอีกตามน้ำพระทัยพระเจ้า

ลองคิดดูสิที่คนคนหนึ่งเต็มใจจะเลิกศึกษาแพทย์ศาสตร์เพื่อจะค้นหาความจริงของชีวิตแต่ไม่พบอะไรเลย   เขาเป็นเหมือนกับต้นไม้ต้นอ่อนเหล่านั้น  นักศึกษาแพทย์หนุ่มผู้มองหาน้ำ  ในเวลาเดียวกันชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาได้เหี่ยวแห้งจากความกระหาย  เขากลายมาเป็นคนที่ถากถาง  มีคำถามมากมายแต่ไม่มีคำตอบและเขาก็ยอมรับสิ่งนี้อย่างหน้าชื่นตาบาน

จากมอลทรีออลไปฮ่องกงข้าพเจ้าก็อยู่บนเครื่องอีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้ได้นั่งข้างๆชายผู้หนึ่งมาจากกรุงเทพฯ  เมื่อคุยกันเขาก็เล่าเรื่องชีวิตของเขาให้ข้าพเจ้าฟัง  เขาเพิ่งกลับจากการเดินทางท่องยุโรปเพื่อพักผ่อนในช่วงปลายชีวิต  เขาพูดกับข้าพเจ้าว่า  "มันไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ  ความหมายของชีวิตคืออะไรกันเล่า   ผมไต่เต้าจนขึ้นมาถึงขั้นสูงสุด เป็นถึงผู้บริหารบริษัทเชลล์ บริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ของเมืองไทยและผมก็ตัดสินใจเกษียณตัวเองก่อนเวลา  ผมได้เงินมากมายและถ้าผมจะทำงานต่อไปครอบครัวคงจะต้องแตกแน่ ผมไม่มีเวลาให้ครอบครัวเพราะงานยุ่งเกินไป สุขภาพก็แย่ลง  แต่ตอนนี้ผมมีทุกอย่างที่ผมต้องการจะได้ก็พอแล้ว  ผมต้องการจะหาความสุขให้กับชีวิตที่เหลือของผม" สำหรับชายผู้นี้การได้มีความสุขกับชีวิตหมายถึง การไปโน่นไปนี่  ไปท่องยุโรป  เที่ยวจนเหน็ดเหนื่อย  ทัวร์ 7-8 ประเทศภายใน 10 วัน นี่แหละคือวิธีที่หาความสุขให้กับชีวิต ข้าพเจ้าคิดถึงทางที่จะมีความสุขในชีวิตที่ดีกว่านี้  การเดินทางเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อยและหมดแรง  ความคิดที่ว่าจะเดินทางท่องเที่ยวไป 7 ประเทศในเวลา 10 วันนั้น  เพียงแค่คิดข้าพเจ้าก็เหนื่อยแล้ว แต่ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขาก็ได้

เมื่อคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ เขาก็ให้นามบัตรข้าพเจ้า เมื่อเขาล้วงนามบัตรของเขาออกมา ข้าพเจ้าได้เห็นบัตรทองอเมริกันเอ็กซ์เพรส และเราก็คุยกันถึงเรื่องจุดหมายของชีวิต เขาเองไม่มีจุดหมาย   ข้าพเจ้าคิดกับตัวเองว่าผู้ชายคนนี้มาถึงอายุของการเกษียณแล้ว  ได้ไต่เต้าบันไดชีวิตมาจนถึงยอดสุดแต่ก็ยังหาจุดหมายของตัวเองไม่เจอ  ชายคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่เหมือนต้นไม้ตามถนนดังที่กล่าวมาแล้วว่า  ถ้าในเวลาที่ผ่านมา มีคนได้ให้น้ำกับเขาเขาก็จะได้น้ำแห่งชีวิต  แต่ในเวลานี้สิ่งที่เขาอิ่มอกอิ่มใจก็คือได้ท่องเที่ยวไปรอบโลก ข้าพเจ้าพูดว่า "คุณทำอะไรกับเวลาที่มีอยู่มันคงจะน่าเบื่อนะ" เขาตอบว่า "ผมก็ไปสนามกอล์ฟ"

ลองนึกดูซิว่าไม่มีอะไรเหลือให้ทำอีกแล้วในชีวิตนอกจากเล่นกอล์ฟ ไม่มีสิ่งอื่นอีกแล้วที่จะทำ   มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้า   ชีวิตเป็นเรื่องน่าเศร้า  เป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย  จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตฝ่ายวิญญาณได้เหี่ยวแห้งและตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่   ตอนนี้เขาก็เพียงแค่ใช้เวลาวัน ๆ หนึ่งตีลูกกลมๆในสนามกอล์ฟอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ข้าพเจ้าไม่ได้ถามเขาว่าแล้วเวลาที่เหลือใน 2 อาทิตย์เขาทำอะไร  เขาอาจจะนอนพักผ่อนตามระเบียงบ้านก็เป็นได้   

เราจะต้องนำน้ำแห่งชีวิตไปยังคนเหล่านี้  จะต้องเกิดอะไรขึ้นกับรากนิรันดร์ ในจิตวิญญาณของคนเหล่านี้ที่กำลังเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำ  น่ายินดีนักที่น้ำแห่งชีวิตมาถึงท่าน

เราจะทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ได้อย่างไร   มีทางใดบ้างที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้   คริสตจักรมีลักษณะอย่างไร   คริสตจักรจะต้องทำอะไร   และเราที่เป็นคริสตจักรและคริสเตียนทำไมเราจึงทำสิ่งนี้ไม่ได้

อาจเป็นได้ว่าบางทีตัวเราเองไม่ได้เข้าใจข่าวประเสริฐของเราอย่างถูกต้อง   เราไม่รู้ว่าข่าวประเสริฐคืออะไร   เมื่อข้าพเจ้าพูดถึงน้ำแห่งชีวิตซึ่งหมายถึงพระกิตติคุณข่าวประเสริฐของพระคริสต์   ท่านอาจจะเป็นคริสเตียนมานาน ท่านแน่ใจหรือว่าท่านรู้ว่าข่าวประเสริฐคืออะไร  ท่านรู้วิธีให้ข่าวประเสริฐแก่คนที่กระหายไหม  ถ้าท่านไม่รู้ว่าข่าวประเสริฐคืออะไร ข้าพเจ้าก็ไม่แปลกใจเลยที่ท่านไม่ได้นำน้ำแห่งชีวิตนี้ไปถึงผู้อื่น  ลักษณะสำคัญของข่าวประเสริฐเป็นอย่างไร  และจะให้ข่าวประเสริฐนี้แก่คนอื่นอย่างไร

ในลูกา 10:3  พระเยซูกำลังจะส่งสาวก 70 คนออกไป พระองค์ตรัสว่า "ไปเถิด ดูเถิด เราจะให้ท่านทั้งหลายไปดุจลูกแกะอยู่ท่ามกลางสุนัขป่า"

เหตุที่ข้อนี้สำคัญมากก็เพราะว่ามันเจาะลึกลงไปว่าข่าวประเสริฐคืออะไร   และที่มากกว่านั้นก็คือ ข้อนี้ให้ความหมายชัดมาก  เป็นภาพสองภาพที่ตรงข้ามกันของหมาป่ากับลูกแกะ   และเห็นสังคมของหมาป่ากับสังคมของลูกแกะชัดเจนมากยิ่งขึ้น

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า "ดูเถิด เราใช้ท่านทั้งหลายไปดุจลูกแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า" ยิ่งท่านคิดถึงภาพนี้มากเท่าไหร่ท่านต้องยิ่งสะดุ้งกลัวมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องจินตนาการอะไรมากมายก็สามารถเห็นภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกแกะที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในฝูงหมาป่า   ลองคิดดูซิว่า ลูกแกะเหล่านี้จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน  จะอยู่ได้กี่อึดใจ   ลูกแกะที่น่าสงสารและไม่มีทางต่อสู้  ป้องกันตัวเองไม่ได้จะถูกถลกเป็นชิ้น ๆ ในพริบตา  องค์พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ได้ใช้คำว่า "แกะ"  เพราะว่าอย่างน้อยแกะก็ตัวใหญ่ขนาดพอ ๆ กับหมาป่า แต่นี่พระองค์ใช้คำว่า "ลูกแกะ" สู้กับหมาป่า นี่แหละคือลูกแกะที่ถูกส่งไปฆ่า

ตรงนี้พระเยซูตรัสว่า "เรากำลังจะส่งเจ้าออกไป  อยู่กับหมาป่า"  เราเห็นการต่อสู้หรือยุทธวิธีตรงนี้หรือไม่    มันเป็นเรื่องตลกหรือ  และถ้าเป็นเรื่องตลกก็เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดของลูกแกะ  พระเยซูคริสต์กำลังจะบอกอะไรเราหรือ        ไม่ทราบว่าเมื่อท่านอ่านพระคัมภีร์มโนภาพเหล่านี้เกาะตรึงในความคิดของท่านหรือเปล่า  เราลองมาวิเคราะห์จุดใหญ่ ๆ 2-3 จุดนี้ด้วยกัน

ลักษณะของหมาป่า
ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับหมาป่าบ้าง  ชาวปาเลสไตน์รู้เรื่องเกี่ยวกับหมาป่าดีเพราะเขาเป็นพวกเร่ร่อน  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงแกะ  พวกเขาจะต้องปกป้องชีวิตแกะของเขาทุกวิถีทางและอันตรายที่ร้ายที่สุดของแกะก็คือฝูงหมาป่า

ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องหนึ่งในหนังสือเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ของปี 1989 เป็นเรื่องของหมาป่า  โดยเฉพาะหมาป่าที่อยู่ขั้วโลกซึ่งก็เหมือนหมาป่าในที่อื่น ๆ ต่างกันตรงที่พวกมันอาศัยอยู่ตามน้ำแข็งขั้วโลก  นักวิจัยบางคนสามารถเข้าไปถึงหมาป่าเหล่านี้ได้ใกล้ๆและทำให้พวกมันคุ้นเคย   พวกเขาจึงมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมและนิสัยของมัน

พวกเขาสรุปลักษณะของหมาป่าได้ 3 ประการคือ ก้าวร้าว รุกราน และเห็นแก่ตัวที่สุด นี่เป็นลักษณะของหมาป่า  ข้อสรุปนี้ไม่ได้มาจากคริสเตียนเพื่อจะเอามาใช้สอนตอนนี้เลย   นักวิจัยเขียนสรุปตามการสังเกตชีวิตของหมาป่าอย่างใกล้ชิด  สังคมของหมาป่านั้นมีแบบแผน  มีการปกครองโดยจ่าฝูงที่เป็นตัวผู้เพียงตัวเดียว ระบบทั้งหมดนั้นอยู่ที่จ่าฝูงตัวเดียวนำตัวอื่น ๆ    ตัวไหนที่แข็งแรงกว่า ใหญ่กว่า มีเรี่ยวแรงมากกว่า  มีฟันที่แหลมคมกว่า  มีความฉลาดหลักแหลมกว่า  มีความดุร้ายและเด็ดเดี่ยวมากกว่า  ตัวนั้นแหละจะครองฝูงเป็นผู้นำฝูงให้ไปตามทิศทางที่มันต้องการ  สังคมของหมาป่าเป็นไปตามระบบนี้ซึ่งน่าสนใจมาก

นี่ก็เป็นวิธีที่สังคมมนุษย์ดำเนินเช่นกัน แม้ว่าบางครั้งจะเป็นวิธีที่เข้าใจยากกว่าดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ใน มัทธิว 20:25 ว่า "ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขาและผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ"

สังคมของมนุษย์ก็อยู่บนหลักเดียวกันกับสังคมหมาป่า ใครกันที่เป็นผู้ครอบครองในที่สุด  ก็คือคนที่มีพละกำลัง  คนที่เป็นตัวตั้งตัวตี  คนที่มีความหลักแหลม  มีความเชี่ยวชาญที่จะควบคุมคนอื่น  คนที่จะชนะการเลือกตั้งไม่ว่าจะด้วยวิธีใดที่จะได้ชัยชนะให้ได้   เขาเป็นคนที่ไม่มีธรรมะ   เขาต้องการให้คนอื่นประทับใจว่าเขาเป็นคนดี  เป็นผู้ที่มาช่วยโลก  เป็นผู้ที่มาช่วยชาติ  ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อจะมาช่วยท่าน  ตราบใดที่ท่านติดตามพวกเขาแล้วท่านจะไม่กระหาย  เขาจะปกป้องท่านและจะทำทุกสิ่งเพื่อท่าน เขาเป็นผู้ครอบครองที่ยิ่งใหญ่  นี่แหละคือคนที่จะมาเป็นผู้นำ

เมื่อองค์พระเยซูคริสต์พูดเรื่องฝูงแกะกับสังคมของหมาป่า พระองค์ก็กำลังพูดถึงสังคมของโลกนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เราทุกคนที่อยู่ในสังคมนี้รู้ดีว่าใครเป็นผู้ที่มีอิทธิพล   ในบริษัทหนึ่งๆก็จะมีคนที่จะต้องไปถึงตำแหน่งสูงสุดให้ได้  หรือไม่ก็จะมีคนเหยียบคนอื่นเพื่อจะข้ามไปถึงจุดยอด    ถ้าเขาเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้เขาก็จะเป็นเบอร์สองให้ได้ด้วยการประจบประแจงติดสอยห้อยตามคนที่มีอำนาจเพื่อจะไต่เต้าขึ้นไป  นี่เป็นสิ่งที่สังคมของมนุษย์ทำกัน

ดังนั้นเมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสว่า เราจะใช้ท่านทั้งหลายไปอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า พระเยซูกำลังตรัสว่านี่เป็นสังคมของโลก   เห็นคนต่างชาติทำกันมั้ย เขาใช้อำนาจเหนือกันและกัน  ทุกคนต่างต้องการเป็นใหญ่  พวกอันธพาลก็ยิ่งฮึกเหิม  "จะเอาให้ตาย  ถ้าไม่ทำตามที่อั๊วสั่ง" ผู้มีอำนาจมากมายก็ทำอย่างเดียวกันแต่ด้วยวิธีที่ดีกว่า  ทุกที่เป็นเหมือนกันหมดคือเป็นสังคมของหมาป่า

เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสว่า "เราใช้ให้ท่านไป" พระองค์กำลังหมายถึงว่า  เรากำลังส่งเจ้าออกไปในโลกของหมาป่า

ท่านรู้สึกอย่างไรที่จะออกไปอยู่ในสังคมอย่างนี้   พวกสาวกรู้สึกอย่างไรเมื่อพระองค์ตรัสกับเขาว่า "เรากำลังจะส่งเจ้าออกไปให้ถูกหมาป่าฆ่า" พวกเขาจะถูกฆ่าอย่างนั้นหรือ   ข้าพเจ้าจะอธิบายในตอนต่อไป

การเป็นคริสเตียนที่แท้จริงก็คือการถูกเปลี่ยนแปลงจากหมาป่ามาเป็นลูกแกะ
ท่านคงคิดว่า "ก่อนที่จะมาเป็นคริสเตียน เราไม่ได้เป็นหมาป่ากันหมดนะ " ที่จริง ข้าพเจ้าก็เป็นหมาป่าเมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้เป็นคริสเตียน  ข้าพเจ้าเป็นหมาป่าที่มีความสามารถที่จะชนหรือเหยียบข้ามคนอื่นเหมือนที่ใครๆเขาทำกัน   ทำร้ายแทนการร้าย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ขอให้มีใครท้าข้าพเจ้าเถอะ   ข้าพเจ้าไม่เคยกลัวการท้า  ก่อนมาเป็นคริสเตียนข้าพเจ้ามีความตั้งใจจะเป็นนายทหาร   ในกองทัพนั้นท่านจะต้องเหี้ยมจึงจะไปถึงระดับสูงสุดได้  ข้าพเจ้าพร้อมจะทำอะไรก็ได้เพื่อข้าพเจ้าจะไปให้สูงที่สุดเพื่อจะช่วยชาติ  แต่ไม่ถึงกับระดับผู้นำประเทศ  เป็นความทะนงเงียบๆลึก ๆ  เราเองก็ยังซ่อนแรงจูงใจของเราเองไว้  สำหรับตัวข้าพเจ้าข้าพเจ้าเคยเป็นหมาป่าแน่ๆ

พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับเหล่าสาวกว่า "เราจะใช้เจ้าออกไปดังลูกแกะ" ลูกแกะเหล่านี้อยู่ที่ไหนกัน   เขาจะต้องเป็นลูกแกะเสียก่อน ก่อนที่เขาจะถูกส่งออกไป จากประโยคที่สำคัญนี้ พระเยซูคริสต์กำลังตรัสว่า การเป็นคริสเตียนอย่างแท้จริงนั้นจะต้องถูกเปลี่ยนจากหมาป่ามาเป็นลูกแกะ  พระเจ้าจะต้องเปลี่ยนเราเสียก่อน พระองค์ต้องเอาเขี้ยวเล็บแหลมคม   ความหลักแหลม ความหยาบช้านี้ออกไปเสียแล้วเปลี่ยนนิสัยเราอย่างสิ้นเชิงมาเป็นลูกแกะ

ท่านอาจแย้งว่า "เดี๋ยวก่อน  ฉันมีความสุขที่เป็นหมาป่านะ  ฉันชอบฟันอันแหลมคมของฉัน เพราะถ้าไม่มีฟันอันแหลมคมแล้วฉันก็จะปกป้องตัวเองไม่ได้น่ะสิ   คุณเพิ่งบอกว่านี่เป็นสังคมของหมาป่า  ฉันก็กำลังไปได้ดีในสังคมของหมาป่า   ฉันมีฐานะมีหน้าที่อยู่ในสังคม   นี่คุณจะให้ฉันไปเป็นแกะเหรอ จะให้กลายเป็นเนื้อแกะรสโอชะของพวกหมาป่าเหรอ   พวกมันคงจะกินฉันในพริบตา  ฉันไม่ชอบถูกทิ้งให้ตาย  ถูกทิ้งให้ช่วยตัวเองไม่ได้  ฉันไม่อยากเปลี่ยน"

ท่านรู้ไหมว่า มีคริสเตียนจำนวนมากที่ไม่ยอมเปลี่ยนเพราะเหตุผลนี้  มีบางคนที่กลับใจใหม่เพียงแค่ผิวนอกเท่านั้น คือเป็นหมาป่าที่มีหนังเป็นแกะ  เป็นลูกแกะเพียงแต่ภายนอกเท่านั้น แต่ภายใต้ผิวหนังนั้นแล้วยังเป็นหมาป่า  คำเปรียบเทียบนี้เป็นภาพที่พระเยซูทรงใช้ใน มัทธิว 7:15

มีคนจำนวนมากในคริสตจักรที่มองดูเผินๆแล้วเหมือนลูกแกะ แต่ถ้าลองได้สนิทกับพวกเขาซักหน่อยท่านจะแปลกใจว่าลูกแกะเหล่านี้มีฟันแหลมคมเหลือเกิน พวกเขาจะเผยอฟันที่แหลมคมให้เราเห็นจนท่านต้องอุทานว่า "ไม่เคยรู้ว่าลูกแกะมีฟันแหลมอย่างนี้  คิดว่ามีหมาป่าเท่านั้นที่มีฟันอย่างนี้" ท่านเคยเห็นคริสเตียนต่อสู้กันมั้ย   เมื่อทั้งคู่ต้องเลือดตกและมีแผลเหวอะหวะ   ท่านสงสัยไหมว่ามีลูกแกะอยู่แถวนี้ด้วยหรือ  นี่เป็นสังคมของลูกแกะหรือเปล่า

"นกอินทรี" เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่คริสเตียนชอบกันมากในปัจจุบัน  หลายครั้งข้าพเจ้าเคยได้รับคำข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจจากอิสยาห์ 40:31 ว่า "ผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี" เมื่อคิดถึงนกอินทรีเราจะมักคิดถึงความสง่างาม  จะงอยปากและกรงเล็บอันแหลมคม(ที่สามารถฉีกลูกหมาป่าได้)  แต่เราลืมว่า "บินขึ้นด้วยปีก" ตรงนี้ปีกไม่มีกรงเล็บไม่มีจะงอยปากแหลมคม

เราจะชอบสัญลักษณ์ของอำนาจและสิ่งที่ทรงพลัง   เมื่อมองหาสัญลักษณ์ประจำแต่ละชาติ ท่านจะเห็นลูกแกะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบ้างมั้ย ไม่มีหรอก   ท่านจะเห็นแต่พวกมังกรที่นิยมกันมากในฮ่องกง และจีน และบางทีก็ม้าบินซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาด หรือสิงห์เจ้าแห่งพลัง   มีใครบ้างที่อยากเอาลูกแกะมาเป็นสัญลักษณ์  จะหาคริสเตียนที่อยากจะมาเป็นลูกแกะได้ยากนัก

เปาโลใช้ภาพของ "การกัดและกินเนื้อกันและกัน" เปาโลพูดกับชาวกาลาเทียให้ระวังให้ดี  "แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกันจงระวังให้ดี เกรงว่าจะย่อยยับไปตาม ๆ กัน"  กาลาเทีย 5:15  ท่านรู้ไหมว่าเปาโลกำลังพูดอะไรกับชาวกาลาเทีย "ข้าพเจ้าไม่คิดว่าท่านเป็นลูกแกะเลยเพราะข้างในท่านยังเป็นหมาป่าอยู่" มีคนมากมายอ่านข้อที่เปาโลมีต่อชาวกาลาเทียนี้แล้วก็ยังไม่เข้าใจความหมาย

ท่านถูกเปลี่ยนหรือยัง  ฟันของท่านยังคงแหลมคมอยู่หรือเปล่า เมื่อท่านกลายมาเป็นลูกแกะท่านพูดว่า ฟันอันแหลมคมของหมาป่าในข้าพเจ้าได้หมดไปแล้ว   แล้วทำไมเขี้ยวเล็บและฟันที่แหลมคมยังออกมาให้เห็นอีก "ข้าพเจ้าต้องป้องกันตัวเองที่นี่  ถ้ามีหมาป่ามาทำร้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้ข่วนมันสัก 2-3ที" เราเปลี่ยนจริงๆแล้วหรือ

พระเยซูคริสต์ถูกเรียกว่าลูกแกะ
พระคริสต์ถูกเรียกว่า พระเมษโปดกของพระเจ้า  (ยอห์น 1:29, 36 , กิจการ 8:32, 1 เปโตร  1:19 ) ในวิวรณ์พระองค์ถูกเรียกว่า "พระเมษโปดก" ถึง 28 ครั้ง  ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังเป็นพระเมษโปดกที่ถูกนำไปฆ่า (วิวรณ์ 5:6)   ท่านลองนึกดูซิว่าลูกแกะที่บาดเจ็บและถูกนำไปฆ่านี้จะเป็นอย่างไร  นี่เป็นภาพของสัตว์ที่มีฤทธิ์เดชมีอำนาจหรือเปล่า  แม้แต่แกะที่แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีที่สุดก็ยังอ่อนแอเลย   แต่นี่พูดถึงแกะที่บาดเจ็บที่กำลังนำไปถูกฆ่า   นี่เป็นการถูกเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง  ถ้าท่านไม่ชอบที่จะมาเป็นแกะก็อย่าคิดที่จะมาเป็นคริสเตียนเลย    มิฉะนั้นแล้วท่านอาจจะเป็นคนที่นำข่าวประเสริฐไปถึงคนอื่นอย่างผิด ๆ

ลูกแกะถูกส่งออกไปท่ามกลางหมาป่า
นี่เป็น "ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้" อย่างที่ได้พูดมาแล้วว่า แกะจะไม่สามารถยังชีวิตอยู่ได้เกินกว่า 2-3 นาที ท่ามกลางหมาป่า  ไม่เชื่อก็ลองไปสวนสัตว์แล้วโยนลูกแกะ 2-3 ตัวลงในกรงหมาป่า  ดูซิว่าลูกแกะเหล่านั้นจะรอดอยู่ได้นานเกิน 2-3 นาทีไหม   ลูกแกะจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆในพริบตาด้วยฟันที่แหลมคมมากของหมาป่า  ท่านกลัวมั้ยที่ท่านจะไม่มีชีวิตรอด

ดังนั้นอะไรเป็นเคล็ดลับ  อะไรเป็นยุทธวิธีของพระเจ้า

วันหนึ่งข้าพเจ้ากระหายมาก  ข้าพเจ้าจึงดื่มกาแฟร้อนถ้วยหนึ่ง ข้าพเจ้ากระหายมากๆ แต่จะดื่มกาแฟร้อนๆ ตอนอากาศที่ร้อนมากขนาดนี้ได้ยังไง   เฮเลนภรรยาของข้าพเจ้าจึงเดินไปขอน้ำแข้งสองสามก้อนจากเคาท์เตอร์   เราใส่น้ำแข็งลงไปในกาแฟและกาแฟก็เย็นขึ้นทันทีในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ  อันนี้เป็นยุทธวิธีของพระเจ้าหรือเปล่า

ท่านจะเอาลูกแกะเหล่านี้ไปปล่อยในฝูงหมาป่า เพื่อว่าฝูงหมาป่าจะได้หมดความกระหายแล้วก็กลายมาเป็นลูกแกะอย่างนั้นหรือ   ไม่ใช่วิธีนี้แน่ๆ  เพราะฝูงหมาป่าจะไม่กลายมาเป็นลูกแกะด้วยการที่มันกินลูกแกะแล้วจะกลายเป็นลูกแกะ   ท่านอาจเคยได้ยินคนพูดว่า "กินอะไรก็จะเป็นอย่างนั้น" ถ้านี่เป็นความจริงละก็ วิธีนี้ก็คงจะใช้ได้กับหมาป่า เพราะยิ่งกินแกะมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเหมือนแกะมากขึ้นเท่านั้น แต่อนิจจาที่มันไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นยุทธวิธีนี้ใช้ไม่ได้

ฉะนั้นความคิดที่ว่าจะส่งลูกแกะเข้าไปอยู่ท่ามกลางหมาป่านี้คืออะไร  นั่นก็คือยุทธวิธีที่ขึ้นอยู่กับฤทธานุภาพของพระเจ้า   ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทำงานผ่านลูกแกะที่จะเปลี่ยนแปลงฝูงหมาป่า  ซึ่งไม่เป็นผลและเป็นไปไม่ได้ด้วยวิถีทางธรรมชาติ   เว้นแต่ยุทธวิธีที่จะเปลี่ยนหมาป่าด้วยชีวิตของลูกแกะเอง  และจุดประสงค์ที่ส่งลูกแกะไปตายล่ะคืออะไร   ลูกแกะที่ถูกส่งไปในฝูงหมาป่าจะต้องเตรียมพร้อมที่จะตายแน่นอน และบางตัวก็จะถูกหมาป่ากัดตายจริงๆ แต่หมาป่าก็จะไม่ถูกเปลี่ยนด้วยวิธีธรรมชาติของมัน  วิธีธรรมชาติก็คือการกินลูกแกะ   เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนแล้วว่าต้องด้วยฤทธานุภาพที่พระเจ้าทรงให้เกิดขึ้นเท่านั้นที่จะทำงานผ่านทางลูกแกะจึงสามารถจะเปลี่ยนแปลงฝูงหมาป่าได้

พระกิตติคุณ-จะต้องถูกนำออกไปด้วยชีวิตของท่าน
พวกสาวกได้ถูกส่งออกไปโดยพระเยซูคริสต์เพื่อจะประกาศข่าวประเสริฐ   ตอนนี้ข่าวประเสริฐก็กำลังจะถูกนำไปยังพวกฝูงหมาป่าด้วยชีวิตของลูกแกะ  เนื่องจากลูกแกะในพระคัมภีร์ถูกใช้ถวายเป็นเครื่องบูชา ดังนั้นพระกิตติคุณนี้จะต้องประกาศด้วยชีวิตของท่านเองเช่นกัน  ไม่มีทางที่สบายหรือง่ายกว่านี้ที่จะนำพระกิตติคุณไปถึงคนอื่นๆ   ท่านคงไม่เชื่อวิธีประกาศพระกิตติคุณที่สอนในวันนี้   ท่านอาจจะเชื่อว่าการประกาศพระกิตติคุณเป็นเรื่องกล้วยๆที่สุดภายใต้ดวงอาทิตย์นี้   เมื่อโซเวียตเพิ่งเปิดประเทศขึ้นใหม่หลังจากปิดมานาน   เราจะเห็นในข่าวว่าใครๆต่างก็เฮโลกันไปประกาศข่าวประเสริฐที่นั่น  จัดการประกาศกันตรงจัตุรัสแดง มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเข้ามาฟัง     จากภาพที่เห็นในข่าวนั้นดูว่าการประกาศข่าวประเสริฐนั้นทำได้ง่ายเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนชีวิตของหมาป่าให้มาเป็นลูกแกะอีกแล้ว เพียงแค่พูดๆ  สอนๆ ยิ่งพูดได้ดีก็ยิ่งทำได้สำเร็จ   คนจีนมีภาษิตว่า  "ใช้ลิ้นของท่านเต็มที่พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะได้ผล  ถ้าเป็นอย่างนั้นท่านก็สามารถพูดกับโลกให้ยอมรับ ยอมจำนนได้นะสิ   ลูกแกะคงพูดกับฝูงหมาป่าให้กลายมาเป็นลูกแกะได้นะสิ

แต่นี่ไม่ใช่ภาพที่พระเยซูให้ไว้  ข้าพเจ้าจึงได้พูดเมื่อก่อนหน้านี้ว่า เราอาจจะไม่เข้าใจวิธีที่พระกิตติคุณจะประกาศออกไป เราจะไม่เข้าใจว่าทำอย่างไร  แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้นเราอาจจะไม่เข้าใจลักษณะของพระกิตติคุณเลย  ขอโปรดเข้าใจว่าพระกิตติคุณนี้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงของท่าน  และท่านเองเท่านั้นที่รู้ว่าท่านได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง  ท่านอาจจะไม่ต้องการ   ถ้าท่านเองรู้ว่าจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงท่านอาจจะไม่ต้องการให้เปลี่ยนก็ได้ เพราะท่านรู้ว่าท่านจะไม่สามารถกลับไปทำตามอย่างวิถีของโลกได้เมื่อท่านถูกเปลี่ยนไปแล้ว   นี่แหละจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมคริสเตียนจำนวนมากจึงไม่ต้องการรับการเปลี่ยนแปลง   ท่านจะสูญเสียความสำคัญในสังคมของหมาป่า   ลูกแกะจะไม่มีความสำคัญในฝูงหมาป่าเลย   ไม่สามารถแม้จะปริปากพูด

ที่พูดมานี้หมายความว่ามีคริสเตียนจำนวนน้อยจริง ๆ ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง  ให้เรามาดูสิ่งที่พระเยซูคริสต์เองได้พูดเอาไว้กันให้ชัดๆ   พระองค์พูดว่า "ผู้ที่หาพบก็มีน้อย" (มัทธิว 7:14, 22:14, 1 เปโตร 3:20) ข้าพเจ้าได้เคยคิดเรื่องนี้บ่อย ๆ  แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีจำนวนคริสเตียนเช่นนั้นไม่มาก  เป็นเพราะว่าเราจะต้องมาเป็นลูกแกะน่ะสิ   เมื่อเรามาเป็นลูกแกะเราจะอยู่ในโลกนี้ไม่รอด (ในสังคมของหมาป่า) นอกจากว่าจะมีวิธีการเป็นพิเศษที่เราจะมาทำความเข้าใจด้วยกัน

พระกิตติคุณประกาศกันอย่างไร
จะต้องใช้หลักอะไรบ้างในการประกาศพระกิตติคุณ   หลักที่ใช้เป็นหลักที่น่าอัศจรรย์ใจและก็มีค่างวดสูงกับเรา  นี่แหละจึงเป็นเหตุให้เห็นว่ามีคริสเตียนที่แท้จริงให้เห็นในจำนวนน้อยมาก ๆ  ถ้าท่านพบคริสเตียนแท้ได้ที่ไหนก็ให้รีบไปหาเขาและดื่มน้ำที่มีค่านั้น  อย่าปล่อยให้น้ำไหลผ่านไปเพราะว่าท่านจะพบวิธีที่เราควรจะประกาศพระกิตติคุณซึ่งจะพบได้ไม่ง่ายนัก   ไม่ใช่เพราะคนจะไม่อยากประกาศกันแต่ไม่มีให้เห็น  พวกเขาเห็นว่าพระกิตติคุณเป็นเรื่องยากเกินเข้าใจ

พระกิตติคุณประกาศกันอย่างไรและมีลักษณะอย่างไร

หัวใจของพระกิตติคุณก็คือองค์พระเยซูคริสต์เอง  พิเคราะห์ดูว่าทำไว้อย่างไร   เมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกพระองค์ไม่ได้เสด็จมาบังเกิดมาในพระราชวัง เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่   ไม่มีแม้แต่ที่คลอดที่เหมาะสม พระองค์บังเกิดในคอกสัตว์   ที่ที่มนุษย์ก็ไม่ใช้เกิดกัน  พระองค์เกิดในความจำกัด ในความอ่อนแอ

พระองค์ใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อพระองค์เริ่มพันธกิจของพระองค์   พระองค์ตรัสว่า "เราไม่สามารถทำอะไรโดยลำพังตัวของเราเอง" พระองค์ใช้ชีวิตอย่างที่ทำอะไรไม่ได้  อย่างอ่อนแอจริง ๆ พระองค์เลือกที่จะอ่อนแอ  ดังที่ยอห์น 5:19, 30 และ ยอห์น 5:30 บอกเอาไว้ว่า

"พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า พระบุตรไม่อาจทำสิ่งใดโดยลำพัง

พระองค์เอง พระองค์สามารถทำได้แต่เพียงสิ่งที่เห็นพระบิดาของพระองค์ทรงกระทำ เพราะพระบิดาทรงกระทำสิ่งใด พระบุตรก็ทรงกระทำสิ่งนั้นด้วย"

"เราทำสิ่งใดโดยลำพังตัวเราเองไม่ได้เลย เราพิพากษาตามที่เราได้ยินเท่านั้น และคำพิพากษาของเรายุติธรรมเพราะเราไม่ได้มุ่งทำให้ตนเองพอใจ แต่มุ่งให้พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาพอพระทัย"

พระเยซูตรัสว่า "เราทำสิ่งใดโดยลำพังตัวเราเองไม่ได้เลย เพราะพระบิดาทรงกระทำสิ่งใดเราก็กระทำสิ่งนั้น  เพราะว่าเราไม่ได้มุ่งทำให้ตัวเราเองพอใจแต่มุ่งทำให้พระบิดาพอใจ  เราไม่มีกำลังของเราเอง  เราไม่มีอำนาจอะไรของเราเอง  เราไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอำนาจของเราเอง  เราทำด้วยตัวเองไม่ได้และพระองค์เป็นทุกสิ่งให้กับเรา" พระเยซูคริสต์กำเนิดในความอ่อนแอ  ดำเนินชีวิตในความอ่อนแอ

ท่านรู้เรื่องที่พระเยซูทรงอยู่ในสวนเก็ธเสมาเนมั้ย   ท่านได้เห็นความเข้มแข็งของพระองค์มั๊ย  เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์  เห็นว่าพระองค์ทรงสวมเสื้อผ้าของปุโรหิตที่เต็มไปด้วยสง่าราศีมั้ย  ก็ไม่เลย   สิ่งที่ท่านเห็นในสวนเก็ธเสมาเนก็คือ   ชายคนหนึ่งที่ซบหน้ากับดินและพระพักตร์ของพระองค์อาบด้วยน้ำตา  "ข้าแต่พระบิดา ขอทรงเลื่อนถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์ด้วยเถิดข้าพระองค์ไม่สามารถจะดื่มจากถ้วยนี้ได้ ข้าพระองค์ไม่สามารถ" นี่หรือคือวีรบุรุษ  บุรุษที่เต็มไปด้วยน้ำตาเต็มหน้าคนนี้หรือที่กำลังจะครอบครองโลก   ช่างน่าเวทนาจริง ๆ พระองค์คุกเข่าเหยียดอยู่บนพื้นแล้วร้องคร่ำครวญ   ในธรรมเนียมของเราถ้าผู้ชายร้องไห้จะเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก  และนี่พระองค์กำลังร้องคร่ำครวญอยู่กับพื้น

"ในระหว่างที่พระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำร้องทูลอ้อนวอนด้วยเสียงอันดังและน้ำพระเนตรของพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์จากความตาย และพระเจ้าทรงสดับว่าพระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยำเกรงฮีบรู 5:7

อะไรกัน  จะช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายเหรอ  มันน่าอายจริง ๆ   ดูพวกทหารสิ  ยังสวนสนามเข้าไปสู่ความตายอย่างกล้าหาญเลย   อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างสง่าผ่าเผยด้วย  ร้องว่า "ประจัญบาน" ที่ๆพวกเขาบุกเข้าไปข้างหน้านั้นราบเรียบเป็นหน้ากอง  ไม่กลัวว่าจะต้องตาย  ไม่รีรอและไม่บ่นจนตัวตาย   นี่แหละลูกผู้ชายแท้    แต่เรากลับเห็นอะไรในพระเยซู    เห็นแต่ลูกแกะของพระเจ้าที่อ่อนแอ เราเคยมองพระองค์อย่างนี้ไหม   สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง 

"ร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก และน้ำตานองหน้า" เป็นภาพที่อ่อนแอสุด ๆ   เราได้ยินว่าพระองค์กล้าหาญไม่กลัวอะไรอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่เลย เราได้ยินว่าพระองค์มีความกลัว (ในเนื้อหาภาษากรีกใช้หมายถึง "ความกลัว ความกังวลทั่ว ๆ ไป"   แต่หลายคนคิดว่าตอนนี้และตอนอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ใหม่ คำนี้มีความหมายเจาะจงว่า  "ยำเกรงหรือกลัวพระเจ้า")  พระเยซูไม่ได้เป็นวีรบุรุษและพระองค์ก็ไม่มีเป้าหมายที่จะเป็นวีรบุรุษด้วย พระองค์เป็นลูกแกะของพระเจ้าที่อ่อนแอ   ช่วยตัวเองไม่ได้  ต่อสู้ไม่ได้  กำเนิดในความอ่อนแอและพระองค์ดำเนินชีวิตอยู่ในความอ่อนแอตามที่พระองค์เลือกเอง   ในสวนเก็ธเสมเนนั้นเราจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความอ่อนแอ  ไม่มีความเข้มแข็ง  ไม่มีพลังอำนาจให้เราเห็น   นี่หรือคือวีรบุรุษที่เราอยากจะติดตามที่ท่านเห็นบนไม้กางเขน  ได้เห็นวีรบุรุษที่ทรงสง่าราศี   ถูกตรึงโดยไม่บ่นเลยสักคำเดียว   เราก็ได้ยินที่พระองค์พูดว่า "พระบิดา พระบิดาของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพระองค์"  ฟังดูแล้วเหมือนบ่นต่อพระเจ้าใช่ไหม   เกิดอะไรขึ้นหรือ   คนที่อยู่รอบๆกางเขนรู้ไหมว่าพระเยซูกำลังยกสดุดี 22   ท่านรู้ไหมว่าสดุดีบทนี้เป็นการร้องออกจากใจต่อพระเจ้าจากสถานการณ์ที่อ่อนแอสุด ๆในเวลาที่ไว้วางใจพระเจ้าเท่านั้น เพื่อจะได้ชัยชนะอย่างแท้จริง

เปาโลสรุปจาก 2 โครินธ์ 13:4  ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงตายบนกางเขนในความอ่อนแอ กระนั้นพระองค์ก็ทรงพระชนม์อยู่โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง พระองค์ถูกตรึงตายในความอ่อนแอให้เราซึมซาบสิ่งนี้ในใจของเราว่าพระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในความอ่อนแอตั้งแต่ต้นจนจบ  ตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงที่ฝังศพ  พระองค์เป็นเหมือนลูกแกะ  พระองค์ไม่มีลักษณะของหมาป่าในพระองค์เลย  ทรงเป็นเพียงแค่ลูกแกะแต่แข็งแกร่งในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า   มันน่าทึ่งที่ วิวรณ์ 5:5  พระเยซูคริสต์ถูกกล่าวถึงกษัตริย์ในความหมายว่าทรงเป็นกษัตริย์ "เป็นสิงห์แห่งเผ่ายูดาห์" แต่ในข้อที่ตามมาพระองค์ก็ถูกเรียกว่า "ลูกแกะของพระเจ้า" และก็มีอีกสามครั้งในบทนี้ (วิวรณ์ 5:8, 12, 13) ที่พระองค์ถูกเรียกว่า "ลูกแกะของพระเจ้า พระเมษโปดก" ที่ได้รับการนมัสการจากผู้ที่สัตย์ซื่อของพระเจ้า

ภาพของพระเยซูแบบนี้ทำให้ท่านผิดหวังไหม
ท่านอาจจะคิดว่า "ไม่เคยรู้ว่าพระเยซูทรงอ่อนแออย่างนี้   เห็นทีจะต้องไปหาผู้นำที่เข้มแข็งคนอื่นเสียแล้ว" ท่านเองยังคงชินกับสังคมของหมาป่าที่คอยมองหาแต่หัวหน้าหมาป่า (หมาป่าหมายเลย 1) ที่จะติดตาม   ท่านยังไม่รู้วิธีที่จะติดตามพระเยซูคริสต์พระองค์นี้หรอก

เคล็ดลับสำคัญคือว่า  ท่านไม่เข้าใจลักษณะของข่าวประเสริฐ   เพราะท่านจะไม่เข้าใจข่าวประเสริฐแบบนี้ว่าคืออะไร  ข่าวประเสริฐคือ ความอ่อนแอของพระคริสต์แต่ว่ามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในพระคริสต์

มีพระคัมภีร์หลายตอนมากที่ท่านจะไม่เข้าใจจนเมื่อท่านรู้หลักเสียก่อน   ถ้าดูใน 2 โครินธ์ 12  ท่านจะได้เห็นเคล็ดลับว่าพระกิตติคุณนั้นทำงานอย่างไร  ใช้อย่างไร  ประกาศอย่างไร  เปาโลเป็นผู้นำที่มีแรงจูงใจสูงหรือเปล่า  เปาโลเป็นคนฉลาดหลักแหลม   แต่ตามบันทึกของคริสตจักรในยุคแรก   เปาโลเป็นคนเตี้ย  เป็นคนหัวล้าน และมีลักษณะที่ไม่น่าประทับใจเลย   ไม่มีลักษณะที่โดดเด่นของหมาป่าเลยกลับเป็นลูกแค่ลูกแกะตัวหนึ่ง เมื่ออ่านจดหมายของเปาโลท่านจะเห็นว่าเปาโลมีใจที่ไม่มีใครเทียบได้  แต่ชาวโครินธ์กล่าวว่าเปาโลเป็นคนที่อ่อนแอสุดในบรรดาคนที่อ่อนแอทั้งหลาย (2 โครินธ์ 10:10, 1 โครินธ์ 2:3, 4:10) จริง ๆแล้วพวกเขาดูหมิ่น  เปาโลเสียด้วยซ้ำ (2 โครินธ์ 11:5, 6, 16)  พวกเขากล้าเอาเรื่องกับเปาโล   ตัดสินเปาโล (1 โครินธ์ 4:3, 5)   ความประทับใจและความคาดหวังของเรานั้นมีผิดๆ   และพี่น้องรู้มั้ยว่าเปาโลต้องการให้เป็นอย่างนั้น ท่านต้องการที่จะเป็นคน "อ่อนแอ" (1 โครินธ์ 2:1-3)  ซึ่งแน่นอนที่วิถีชีวิตของพี่น้องคริสเตียนในเมืองโครินธ์ทำให้เปาโลเสียใจผิดหวัง  แต่แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นเปาโลก็เลือกที่จะ "เป็นผู้รับใช้เพื่อพระเยซูคริสต์" (2 โครินธ์ 4:5)  นี่แหละเป็นทางเลือกที่เปาโลต้องการเพราะเปาโลรู้เคล็ดลับที่เราไม่รู้

อะไรคือลักษณะของข่าวประเสริฐ
"ด้วยเหตุนี้แหละ เพื่อพระคริสต์ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง" 2 โครินธ์ 12:10

ถ้าท่านจำเรื่องตอนนี้ไม่ได้เลยก็ขอให้จำคำเหล่านี้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของข่าวประเสริฐ "เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ นั่นแหละข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง" ท่านเข้าใจคำพูดนี้มั้ย ข้าพเจ้าเองต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตที่จะเข้าใจความหมายนี้ เพราะโดยธรรมชาติแล้วข้าพเจ้าไม่ใช่คนที่อ่อนแอ มันยากสำหรับข้าพเจ้าที่จะเข้าใจเรื่องนี้แต่ข้าพเจ้าจะต้องเข้าใจมันและต้องเข้าใจให้ได้   ไม่เช่นนั้นแล้วฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็จะทำงานไม่ได้เต็มที่   ถ้าข้าพเจ้าจะนำคนมาหาพระเจ้า   สิ่งที่ข้าพเจ้าคงจะทำก็คือให้พวกหมาป่าเห็นดีด้วยที่จะมาเป็นคริสเตียน  ข้าพเจ้าจะจูงใจพวกเขาด้วยความคิดที่ดีกว่าแต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นหมาป่าอยู่ดี   พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนชีวิตภายในหรอก พวกเขาไม่ยอมมาเป็นคนอ่อนแอ   พวกเขาต้องการจะคงความเป็นคนที่แข็งแกร่ง  พวกเขาเพียงต้องการความคิดที่ดีกว่า และข้าพเจ้าก็มีความสามารถโน้มน้าวโลกด้วยสิ่งนี้ได้  ซึ่งคริสตจักรก็ได้ประกาศกับโลกด้วยวิธีนี้จริงๆ   พวกเขาพยายามปรับชีวิตคริสเตียนให้เข้ากับโลกและก็ผลิตสังคมหมาป่าแบบคริสเตียน   คริสตจักรก็กลายมาเป็นฐานอำนาจของพวกหมาป่า   เป็นสถาบันที่ร่ำรวยที่สุด  มีอิทธิพลมากที่สุด  และมีการดำเนินจัดการได้ดี

เราอยู่ในโลกที่มีหมาป่าที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน   นี่แหละที่ข้าพเจ้าหมายถึง   ว่าเราจะหาพระกิตติคุณที่แท้จริงที่ไหนๆไม่ได้อีกแล้ว  เราสามารถทำให้โลกกลับใจได้ง่ายๆโดยแค่บอกว่า "คุณจะคงความเป็นหมาป่าของคุณเอาไว้ก็ได้นะ" เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถทำให้โลกกลับใจได้  แค่ทำดีแก่กันและกัน  และก็มีศีลธรรมที่ดีขึ้นกว่าเดิม  หรือแค่เชื่อหลักคำสอนบางข้อ  ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาเชื่อทุกอย่าง  เพียงแค่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลก และพระองค์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ในโลกและพระเยซูตายเพื่อท่าน  ตราบใดที่พระเยซูคริสต์ตายเพื่อข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องตาย  ให้พระองค์ทำงานของพระองค์ในส่วนของการตายเถอะ และข้าพเจ้าจะทำในส่วนของการมีชีวิตอยู่  เพราะพระองค์ได้ชดใช้ความผิดบาปให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตในความผิดบาปได้ต่อไป  ทำบาปเมื่อไรข้าพเจ้าก็ค่อยมาสารภาพทีหลัง  ข้าพเจ้าได้รับการยกโทษและข้าพเจ้าก็ดำเนินชีวิตของข้าพเจ้าได้ต่อไปและรู้สึกมั่นคง  การเป็นคริสเตียนนี่เหมาะกับข้าพเจ้าพอดี๊พอดี  ข้าพเจ้าจะเขมือบลูกแกะอีกสักสองสามตัวในวันอาทิตย์หน้า   แล้วข้าพเจ้าก็จะสารภาพและกลับใจใหม่ว่า "พระบิดา(หรืออาจารย์)  ผมเสียใจที่เมื่อคืนนี้ได้เขมือบลูกแกะไปสองสามตัว"  "งั้นเหรอ เจ้าหมาป่าชั่วร้าย  หรือเจ้าแกะที่ชั่วร้าย (ถ้าคุณรู้สึกว่าเป็นแกะ)  ออกไปสำนึกตัวซะ แล้วผมจะลงวินัยคุณซะมั่ง   คุณจะต้องคุกเข้าอธิษฐานสิบห้านาทีทุกวัน  ต่อไปอีกสามเดือน  ไปซะ  แล้วก็ทำตัวให้ดีขึ้นล่ะ"

นี่แหละก็คือคริสเตียนที่เห็นในปัจจุบันนี้  พออาทิตย์ต่อไปก็จะกลืนแกะตัวอื่นๆอีกแล้วพูดว่า "พระบิดา ขอทรงยกโทษให้ด้วย  ข้าพระองค์หิวหน้ามืดไปหน่อย  เพราะข้าพระองค์ยังกินหญ้าไม่เป็น การเปลี่ยนอาหารก็ต้องใช้เวลาปรับตัวนะพระองค์   ข้าพระองค์พยายามที่จะกลืนหญ้าแต่ว่ามันยังไม่เข้ากับระบบในกระเพาะของข้าพระองค์เลย"

เคล็ดลับของชีวิตคริสเตียน -- ฤทธิ์อำนาจโดยใช้ความอ่อนแอ
เราไม่รู้ว่าเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียนนี้คือความอ่อนแอ  ที่จะมีอำนาจที่จะมีกำลังนั้นก็โดยการอ่อนแอ  คืออำนาจของพระเจ้าในความอ่อนแอของเรา  "เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง ท่านเข้าใจพระคัมภีร์ตอนนี้หรือยัง   ข้าพเจ้ารู้ว่ามันยากที่จะเคี้ยว  ยากที่จะเข้าใจ  ท่านก็คงแย้งว่า "ไม่รู้ว่า  ฉันจะเกี่ยวอะไรด้วยกับพระคัมภีร์ตอนนี้  ฉันเปลี่ยนอาหารไม่ได้  ฉันยังชอบเนื้อลูกแกะอยู่เพราะเมื่อกินหญ้าก็ไม่รู้สึกว่าได้กินอาหารเลย  และไม่ได้เป็นมังสวิรัตด้วย"  ท่านเองก็คงเที่ยวเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนกับนิสัยหมาป่าที่อยู่ข้างในท่าน  ในวันที่ท่านพบกับพระเยซูคริสต์ท่านเองจะต้องตะขิดตะขวงใจเมื่อท่านพบกับพระเมษโปดก  พระองค์จะมองแล้วตรัสว่า  "มาที่นี่ได้ยังไง"

ท่านตอบพระองค์ว่า "ข้าพระองค์เป็นคริสเตียน  และข้าพระองค์ก็เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า"

"เจ้าไม่ได้เป็นแกะของเรา เพราะว่าเจ้าไม่มีนิสัยของแกะ  เจ้ายังเป็นหมาป่าอยู่"

"ครึ่งหนึ่งข้าพระองค์ก็กินหญ้าด้วยนะ" เขาอ้อนวอน

สิ่งนี้ไม่พอที่จะให้เห็นความแตกต่าง

มีเคล็ดลับที่เราต้องเข้าใจ  ตลอดชีวิตคริสเตียนนั้นเริ่มต้นด้วยความอ่อนแอไปจนถึงปลายชีวิตก็ยังอยู่ในความอ่อนแอ  ท่านได้ยอมรับและรู้ว่าท่านเป็นคนบาปและกลับใจเสียจากความผิดบาปของท่าน  มีอะไรที่จะอ่อนแอและน่าสังเวชไปกว่าการที่คนบาปคนหนึ่งคุกเข่าลงกลับใจเสียใหม่   คุณเคยยืนเชิดหน้าอย่างเข้มแข็งแต่ตอนนี้ต้องคุกเข่าลงในความอ่อนแอเพื่อกลับใจเสียใหม่   เมื่อรับบัพติสมาก็จะมีคนกดท่านลงไปในน้ำ ปล่อยให้ท่านสำลัก เปียกปอนทั้งตัว  นี่เป็นความถ่อมใจไหม  นี่ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคริสเตียนแล้วมีใครทำกับข้าพเจ้าแบบนี้ละก็ข้าพเจ้าก็คงจะซัดหน้าเขาเข้าให้    แต่นี่ท่านยอมที่จะให้คนอื่นจับคอและกดท่านลงไปในน้ำ   นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอหรอกหรือ 

การกลับใจใหม่เป็นการแสดงออกอย่างหมดเปลือกถึงความอ่อนแอ  ถ้าไม่มีการแสดงความอ่อนแออย่างหมดเปลือกนี้แล้วละก็  ก็จะไม่มีการกลับใจใหม่  เมื่อก่อนนี้คนอื่นๆตาละห้อยมองรอรับความเมตตาจากท่าน  ท่านเป็นผู้ที่จะให้ความเมตตากับพวกเขาหรือว่าจะขย้ำคอของพวกเขาด้วยฟันอันแหลมคม  แต่ว่าบัดนี้ท่านกำลังเป็นผู้ร้องขอความเมตตา  ไปหาคนที่ท่านทำผิดบาปกับเขาและขอการยกโทษ 

แล้วท่านก็จะดำเนินในความอ่อนแอต่อไปหรือ  ท่านไม่ทำอย่านั้นหรอก   ยังไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงในท่าน   ยังเป็นเหมือนเดิมที่เป็นมาก่อน   ยังคงคิดแบบเดิม และประพฤติแบบเดิม  ท่านคิดว่าท่านมาเป็นคริสเตียนเพื่อที่ว่าท่านจะได้เข้มแข็ง   พระองค์ตรัสมิใช่หรือว่าพระองค์จะประทานชีวิตนิรันดร์  ความยินดี และสันติสุขให้กับข้าพเจ้า  สันติสุขและความยินดีนี้ไม่ได้เป็นกำลังและความเข้มแข็งหรือ  ข้าพเจ้าควรจะเปลี่ยนแปลงตรงไหนหรือ

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ล้ำลึกกับข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเห็นบ่อยๆที่ผู้เชื่ออยู่ในคริสตจักรเป็นเวลาหลายปีทีเดียวแล้วก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย  ถ้าท่านยังไม่ได้มาถึงจุดที่อ่อนแออย่างสุดๆละก็ท่านก็ยังไม่เคยได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า   ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้ามีกับพระเจ้าครั้งแรกก็คือความอ่อนแอสุดๆของข้าพเจ้า   คือเมื่อข้าพเจ้าถ่อมตัวข้าพเจ้าเองต่อพระเจ้า  จริงใจที่จะหมอบคลุกฝุ่นกับพื้นอยู่ต่อหน้าพระองค์  เต็มใจที่จะเป็นคนที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย  ไม่สำคัญอะไรเลยต่อหน้าพระองค์  และพระองค์ก็ได้ทรงสำแดงการทรงสถิตอยู่ด้วยกับข้าพเจ้า  นี่แหละเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียน เพราะข้าพเจ้าได้พบกับพระสิริ และพระบารมีของพระองค์ที่ทรงสำแดงกับข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าไม่สามารถหันหลังกลับได้อีกแล้ว  ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าอ่อนแอและเต็มใจที่จะอ่อนแอต่อหน้าพระองค์  พระองค์ก็ได้ทรงสำแดงพระองค์กับข้าพเจ้าเรื่อยมา  ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์แล้วประสบการณ์เล่าเมื่อพระองค์ให้ข้าพเจ้าอ่อนแอ  อย่างเช่น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อดอยาก  สถานการณ์แบบนี้แหละที่พระองค์ได้ทรงทำให้ข้าพเจ้าอ่อนแอเพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าตลอดเวลา

นี่เป็นเหตุที่เปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอของข้าพเจ้า"  เพราะเปาโลจะได้รับประสบการณ์จากพระเจ้า   ท่านน่ะมั่งคั่งเกินไป  ท่านสุขภาพดีเกินไป  ท่านเข้มแข็งเกินไป  ท่านอยู่ในตำแหน่งสูงเกินไป  จึงเป็นเหตุให้ท่านไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า  ข้าพเจ้าขอรับประกันได้เลยว่าถ้าท่านยังมั่งคั่ง ท่านก็จะไม่ได้รับประสบการณ์ในการเลี้ยงดูของพระเจ้าเพราะว่าท่านไม่จำเป็นต้องให้พระองค์ทำ   ถ้าท่านอยู่ในตำแหน่งสูงท่านก็อิ่มอกอิ่มใจกับตัวท่านเองแล้วท่านจะได้รับประสบการณ์ที่อิ่มใจกับพระเจ้าไหม  รับประกันได้เลยว่าไม่ ท่านอาจจะพะงึมพะงำบอกแต่ว่ามีประสบการณ์บ้าง โน่นนิดนี่หน่อยกับพระเจ้า  แต่ท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่าท่านไม่มีประสบการณ์ลึกกับพระเจ้าเลย  ถ้าท่านต้องการจะมีประสบการณ์ที่ลึกขึ้นกับพระเจ้า  ท่านจะต้องลงมาอยู่ในจุดของความอ่อนแอ

ลงไปอยู่ในความอ่อนแอ
"เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ  เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะว่าสองข้อก่อนหน้านี้พระเยซูพูดกับเปาโลว่า  "เพราะความอ่อนแอมีที่ไหนเดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น"  จะเป็นอย่างนี้เสมอ  ทุกครั้งเมื่อท่านเป็นคนอ่อนแอ เป็นลูกแกะ และถ่อมตัวลงเป็นธุลี  พระเจ้าก็จะทรงสำแดงพระกำลังของพระองค์และพระสิริของพระองค์กับท่าน  ท่านสามารถลองดูได้  ถ้าจะไม่เป็นจริงอย่างนั้นพระคัมภีร์ก็ไม่เป็นเรื่องจริงแน่นอน  ถ้าพระคัมภีร์ไม่เป็นความจริงท่านก็ไม่ต้องมาเป็นคริสเตียนหรอก  ไม่ต้องมาคริสตจักรอีกเพราะเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่นอกเสียจากว่าพระกิตติคุณจะเป็นความจริง  มีทางแค่สองทางว่าเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง  มันเป็นเรื่องของฤทธิ์เดชของพระเจ้าในความอ่อนแอของเรา  เป็นเรื่องของชีวิตและความตาย  อย่าทำเป็นเล่นกับพระกิตติคุณเลย  ข้าพเจ้าไม่มีเวลาเช่นนั้นหรอก   มีอยู่เพียงว่าพระเจ้าทรงเป็นจริงหรือว่าเรากำลังเสียเวลากับพระคัมภีร์ตอนนี้

มีสามสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระกิตติคุณ

  1. ได้รับความรอด  เราทุกคนได้รับความรอดและความรอดนี้หมายถึงการรับการเปลี่ยนแปลงใหม่

  2. ถูกส่งออก  เราถูกส่งออกไปในฐานะลูกแกะออกไปอยู่ท่ามกลางหมาป่า  อันนี้เป็นความอัศจรรย์ เพราะด้วยความอ่อนแอของลูกแกะนั้นฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็จะทรงสำแดง  ลูกแกะจะมีชัยชนะเหนือฝูงหมาป่าโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ( โรม 12:21  1 ยอห์น 5:4)

  3. ความเข้มแข็ง  เป็นประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องอย่างมั่นคง  เมื่อเรายอมรับความอ่อนแอของเราด้วยความยินดี  จริงๆแล้วเรามีความยินดีในความอ่อนแอของเรา  เราภูมิใจในความอ่อนแอของเรา  นี่เป็นวิธีที่เราจะมีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆทุกวัน   เป็นวิธีที่เราจะมาเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง   มาเป็นลูกแกะที่มีอำนาจเหนือหมาป่า  โลกทั้งโลกจะมองด้วยความอัศจรรย์ใจ  พระเมษโปดก(ลูกแกะ)ของพระเจ้าทรงครอบครองโลกด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (ยอห์น 16:33)  ลูกแกะของพระเจ้า(พระเมษโปดก)ผู้อ่อนแอที่ท่านเห็นในโลกทรงมีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง (วิวรณ์ 17:14)

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.