|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
ความรอดกับความอ่อนแอ
คำเทศนา อธิบาย 2
โครินธ์ 12:9
โดย อจ. อีริค ชาง ชุดที่ 2
จงบากบั้นต่อไปจนบรรลุถึงความรอดด้วยความกลัวจนตัวสั่น "จงบากบั่นต่อไปจนบรรลุถึงความรอดด้วยความกลัวจนตัวสั่น" เป็นเวลานานตลอดชีวิตคริสเตียนที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินคำเทศนาข้อนี้มาก่อนทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะมันเกี่ยวกับความรอด จะบรรลุถึงความรอดนั้นเราจะต้องบากบั่นต่อไปด้วย"ความกลัวจนตัวสั่น" เรามักจะคิดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเรื่องของความรัก ความยินดี และสันติสุขเท่านั้น แต่เราไม่เคยรู้ว่าความกลัวจนตัวสั่นนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตคริสเตียนและความรอดของเรา ถ้าได้ดูหนังสืออธิบายฟิลิปปีที่มีมากมายก็จะไม่พบคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจความหมายของข้อนี้ได้ชัดนัก ข้าพเจ้าได้ถามหลายคนว่า"ช่วยบอกทีว่า ข้อนี้หมายความอย่างไร" แต่ไม่มีใครอธิบายข้าพเจ้าได้ ดูเหมือนเราได้สูญเสียกุญแจที่จะเข้าใจพระคัมภีร์และเข้าใจเรื่องความรอด ถ้าเราหากุญแจที่จะเข้าใจความรอดไม่เจอละก็ เราก็จะสูญเสียทุกสิ่ง แต่แม้เราจะศึกษาข้อนี้แบบคำต่อคำเราก็จะยังคงไม่ได้คำตอบ เราจะต้องเข้าใจลึกจากหลักที่มาจากคำเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงขอองค์พระเจ้าทรงช่วยเราให้เข้าใจข้อความตอนที่สำคัญอย่างมากนี้
เปาโลบากบั่นจนบรรลุถึงความรอดด้วยความกลัวจนตัวสั่น เปาโลใช้คำว่า "กลัว"และ"ตัวสั่น"แบบรวมกัน"เกรงกลัวจนตัวสั่น" ถึงสองสามครั้ง คำนี้มีความหมายแตกต่างจากเนื้อหาตอนอื่น บางครั้งมันหมายความว่าเป็นการยอมหรือเชื่อฟังในแบบที่ทาสยอมต่อเจ้านาย เราอาจจะตกใจที่เปาโลเตือนสติแบบนี้ แต่เปาโลก็ยังใช้คำ"กลัวและตัวสั่น"กับตัวท่านเองด้วย เช่นใน 1 โครินธ์ 2:2-3 เปาโลกล่าวว่า "เพราะข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าขณะอยู่กับท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรอีกเลยนอกจากเรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่ทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขนข้าพเจ้ามาหาท่านด้วยความอ่อนแอกับความกลัวและด้วยตัวสั่นอย่างมาก" ในที่นี้เปาโลกำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์ว่า "ถูกตรึง" ไม่ได้พูดถึงว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระสิริ หรือเป็นจอมเจ้านาย หรือเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ แต่เปาโลกำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึง ถูกแขวนอยู่บนกางเขนในสภาพที่อ่อนแอที่สุดและสิ้นอำนาจ เปาโลกล่าวกับชาวโครินธ์ว่า "เพราะข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่า ขณะอยู่กับท่านข้าพเจ้าไมรู้อะไรอื่นเลยนอกจากเรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่ทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขน" เปาโลบอกว่าท่านไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้เรื่องอะไรอีกเลยในตอนนี้แม้แต่การเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ นอกจากพระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขนเท่านั้นที่ท่านอยากรู้ เพราะว่าความตายของพระองค์บนไม้กางเขนนี่แหละที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกยอมรับว่าพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟิลิปปี 2:8-11) เปาโลพูดต่อไปว่า "ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็..." ก็อะไรล่ะ ก็ใช้สิทธิอำนาจในเป็นอัครทูตอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เลย เปาโลอยู่กับพวกเขาใน"ความอ่อนแอ" แค่นั้นยังไม่พอเปาโลยังพูดต่อไปอีกว่า "มีความกลัวและความตัวสั่นอย่างมาก" เป็นคำความหมายเดียวกันในจดหมายที่มีไปถึงชาวฟิลิปปี เราเข้าใจคำกล่าวที่น่าตกใจนี้อย่างไร เปาโลผู้เป็นอัครทูตที่มีพลังกำลังบอกกับชาวโครินธ์ว่าท่านเองอยู่กับพวกเขา"ในความอ่อนแอ" และ "ในความกลัวและตัวสั่น" เขาเองอ่อนแอจนตัวสั่น ท่านเคยมีประสบการณ์อย่างนี้บ้างไหม มีเป็นช่วงๆ ที่ข้าพเจ้าอยู่ในสภาวะที่ร่างกายอ่อนแอมาก เมื่อข้าพเจ้ายกแขนขึ้น แขนถึงกับสั่นทีเดียว ข้าพเจ้าก็จะพูดกับตัวเองว่า "แขนเราเป็นอะไรไป" หลายท่านก็คงจะเคยมีไข้ที่ทำให้อ่อนระโหยโรยแรงมากจนตัวท่านต้องสั่นเทิ้มอย่างนี้เช่นกัน แต่อัครทูตเปาโลมีความกลัว ทั้งกลัวและตัวสั่น นี่เป็นภาพที่เห็นถึงความอ่อนแออย่างสุดๆ ท่านเห็นภาพนั้นไหม ตลอดมาท่านคิดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเรื่องของพลังเป็นเรื่องของฤทธิ์เดช ในทุกวันนี้เราได้ยินถึงเรื่องฤทธิ์เดชกันมาก แม้แต่"การประกาศอย่างมีฤทธิ์เดช" ทุกๆ คนก็ต้องการฤทธิ์เดช มีคนหนึ่งที่ชื่อ เอ รอบบิ้น ใช้คำ "ฤทธิ์เดช" เป็นปกหนังสือของเขาและปรากฏว่าขายดีอย่างเทน้ำเทท่า ถ้าอยากจะขายหนังสือให้เป็นที่นิยมกันละก็เพียงแค่เขียนหัวข้อที่น่าสนใจตัวโตๆว่า"การได้ฤทธิ์เดช" นั่นแหละหนังสือก็จะขายดีทีเดียว แต่จะมีใครกันที่อยากจะขายหนังสือที่ขึ้นปกว่า "ความอ่อนแอ" ถ้าหนังสือขึ้นปกว่า "จะอ่อนแอได้อย่างไร" หนังสือเล่มนี้ก็คงจะขายไม่ออก ต้องตั้งแช่อยู่ในร้านไปตลอดกาล ลองคิดดูว่าโง่ไหมที่จะซื้อหนังสือที่ช่วยเราให้เป็นคนที่อ่อนแอ ฟังดูแล้วเป็นเรื่องน่าขำ และข้าพเจ้าก็กำลังจะสอนเรื่องที่น่าขำนี้ คือเรื่องของความอ่อนแอ
คริสตจักรปฏิเสธหลักของความอ่อนแอ แต่เปาโลอยู่ในท่ามกลางพวกเขาด้วยความ"อ่อนแอ" เราจะเห็นว่าคำกล่าวนี้แปลกมากดูไม่เข้าทีเลย สงสัยว่าคงมีใครใส่คำนี้เข้าไปในจดหมายของเปาโล ข้าพเจ้าเสียใจที่จะต้องบอกว่านี่เป็นคำของเปาโลเอง เปาโลเป็นคนอ่อนแอขนาดไหน ก็ถึงขนาดกลัวและตัวสั่น ลองนึกภาพว่าเปาโลกำลังยืนอยู่ตรงนั้นตัวสั่นเทิ้ม เป็นไปได้หรือที่จะเห็นเปาโลแบบนั้น แต่ความอ่อนแอคือหลักที่เกี่ยวข้องกับความรอด เปาโลบอกเราให้บากบั่นจนบรรลุถึงความรอดของเรา บากบั่นอย่างไร ก็ด้วยความกลัวและตัวสั่น คำสองคำนี้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแออย่างสุดๆ ท่านกำลังบากบั่นเพื่อบรรลุถึงความรอดของท่านด้วยความกลัวและตัวสั่นไหม ท่านรู้สึกถึงความอ่อนแอสุดๆในชีวิตของท่านไหม นี่เป็นปัญหาของเรา คริสเตียนหลายคนอ่อนแอภายใน แต่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะและจะดูว่าเป็นคริสเตียนที่ไม่ดีที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น ฉะนั้นเมื่อท่านไม่รู้สึกที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาท่านก็จะต้องฝืนยิ้ม ไม่เช่นนั้นแล้วพี่น้องก็จะต้องถามท่านว่า "เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือ มีปัญหาอะไรกับทางบ้านหรือเปล่า" เราจึงต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุด พยายามทำหน้าตาให้ยิ้มแย้มแจ่มใสแม้ภายในจะรู้สึกแย่ก็ตาม เราถูกฝึกให้ยิ้มอย่างคอลเกต เทคนิคนี้ทำได้ง่ายๆก็เพียงแค่ท่านฉีกยิ้มสักนิดหนึ่งตอบว่า"ก็สบายดี" ขณะเมื่อท่านไม่ได้หมายความอย่างที่พูด เราไม่กล้าที่จะยอมรับว่าเราอ่อนแอหรือเราแย่ เราจึงเดินวนอยู่กับการหลอกลวงคนอื่น ทุกค่ำวันอาทิตย์ท่านจะหมดแรงจากที่ต้องแสดงตัวในคริสตจักรตลอดทั้งวัน ท่านแสดงได้ดีทีเดียวจนทุกๆคนคิดว่าท่านคงจะมีความสุขดีแม้จริงๆจะอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ก็ตาม เราไม่กล้าที่จะยอมรับว่า "วันนี้ฉันแย่ ฉันเหนื่อย และหดหู่ใจ" ตลอดทั้งอาทิตย์ ฉันไม่สามารถจะดำเนินชีวิตคริสเตียนได้เลย ฉันเหนื่อยล้ากับการที่จะต้องแสดงตัวว่าเข้มแข็ง และยิ่งฉันเสแสร้างเท่าไรฉันก็ยิ่งเหนื่อยมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และฉันก็ไม่มีใจอีกแล้วที่จะแสดงต่อไปว่าฉันเข้มแข็ง ฉันไม่สนแล้วว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับฉัน" ถ้าท่านเป็นอย่างนี้ละก็ท่านก็มาถึงจุดที่ควรจะเริ่มต้นได้จากตรงนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคริสตจักรจะเป็นที่ที่ดีและเข้มแข็งถ้าเรามาอยู่ร่วมกันด้วยการประชุมอธิษฐาน พิธีศีลมหาสนิทและก็พูดกันอย่างเปิดอกว่า "พี่น้อง วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าตัวเองเลวจริงๆ แย่จริงๆ อย่าโกรธเลยนะ ให้อภัยให้ด้วย ถ้าพี่น้องจะระลึกข้าพเจ้าในคำอธิษฐานก็จะขอบคุณมาก ขอบอกด้วยความจริงใจว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะได้เลยในอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าทำหลายสิ่งที่ไม่ควรจะทำและพูดหลายสิ่งที่ไม่ควรจะพูด ขอโทษด้วยที่วันนี้ยิ้มไม่ออก ขอระลึกถึงข้าพเจ้าในคำอธิษฐานของพี่น้องด้วย" นี่จะจริงใจดีกว่าการเสแสร้งที่แสดงจนเป็นนิสัยของคริสเตียนที่มีให้เห็นบ่อยๆ "จงบากบั่นต่อไปจนบรรลุถึงความรอดด้วยความกลัวจนตัวสั่น" หมายความว่าอย่างน้อยที่สุดก็ให้จริงใจและรู้ถึงความอ่อนแอของเราอย่างแท้จริง" การเป็นคนจริงใจก็คือการรู้ว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือสำคัญหรือแข็งแกร่งอย่างที่เราคิดถึงตัวเราเอง หรืออยากให้คนอื่นคิดว่าเราเป็นอย่างนั้น
เปาโลเลือกที่จะอ่อนแอ ตัวอย่างหนึ่งจาก 2 โครินธ์ 10:10 เปาโลได้อ้างสิ่งที่ชาวโครินธ์พูดถึงเขา "จดหมายของเขาหนักแน่น ทรงอำนาจแต่ตัวเขาไม่น่าประทับใจ และการพูดของเขาก็ใช้ไม่ได้" เปาโลไม่ได้มีลักษณะที่โน้มน้าวหรือเป็นที่น่าสนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเลย จงสังเกตคำว่า "ใช้ไม่ได้" เปาโลบอกชาวโครินธ์ว่า เขาเป็นคนที่อ่อนแอ อยู่ในท่ามกลางพวกเขาดั่งคน "อ่อนแอ" รูปลักษณ์ของเขาดูไม่ได้และไม่มีอะไรน่าประทับใจ การพูดของเขาก็ใช้ไม่ได้ ทุกคนรู้ถึงความรอบรู้และความปราดเปรื่องของเปาโลดี แต่การพูดของเปาโลใช้ไม่ได้และไม่น่าประทับใจ และที่จริงแล้วมีคนพูดตะโกนกับเขาว่า "เปาโลเอ๋ย เจ้าคลั่งไปเสียแล้ว เจ้าเรียนรู้วิชามามากจึงทำให้เจ้าคลั่งไป" (กิจการ 26:24) เปาโลเรียนเยอะและการเรียนก็เป็นฐานของความคล่องและกว้างขวาง ถ้ามีการศึกษาที่ดีและมีสติปัญญาเป็นเลิศ ท่านก็จะสามารถแสดงตัวของท่านเองได้อย่างคล่องและมั่นใจ แต่ทำไมคำพูดของเปาโลจึงใช้ไม่ได้ อธิบายได้อย่างเดียวว่า ความรอบรู้และความปราดเปรื่องซึ่งทุกคนทราบนั่นแหละเป็นสิ่งที่ทำให้คำพูดของเขาใช้ไม่ได้ "ข้าพเจ้ามาหาท่านด้วยความอ่อนแอและความกลัวและด้วยตัวสั่นอย่างมาก" ( 1 โครินธ์ 2:3) เปาโลเลือกที่จะเป็นคนอ่อนแอมากกว่าจะทำให้คนประทับใจในความฉลาดหลักแหลมและปราดเปรื่องของเขา ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เขาอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 2:5 ว่า "เพื่อว่าความเชื่อของท่านจะไม่อาศัยสติปัญญาของมนุษย์ แต่พึ่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า" นี่แหละเป็นเหตุที่เปาโลได้วางสติปัญญาของมนุษย์เอาไว้ข้างหลัง และตอนนี้เราก็จะเริ่มเห็นว่าเปาโลกำลังดำเนินอย่างไร ซึ่งแตกต่างจากวิธีที่มนุษย์กระทำ อาจารย์หลายคนของเราที่จบการอบรมจากโรงเรียนพระคัมภีร์ได้ถูกสอนให้เทศน์อย่างคล่องแคล่วและก็ยืนอยู่บนธรรมาสน์อย่างสง่าผ่าเผยและน่าประทับใจ แต่เปาโลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ใน 2 โครินธ์ 10:1 "ข้าพเจ้าเปาโลขอวิงวอนต่อท่าน" เปาโลได้พูดว่า"ข้าพเจ้าเปาโล ผู้เป็นทั้งเจ้านายและอัครทูตของคริสตจักรโครินธ์ขอสั่งท่าน"เช่นนั้นหรือ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าเปาโล ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน โดยเห็นแก่ความอ่อนสุภาพและพระทัยกรุณาของพระคริสต์..." นี่ก็เป็นการอ้างอิงอย่างชัดเจนอีกถึงการถูกตรึงของพระคริสต์ ดังนั้นเขาจึงอ้อนวอนด้วยความอ่อนสุภาพและพระทัยกรุณาของพระองค์ผู้ทรงถูกตรึงเพื่อความผิดบาปของเราว่า "ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน แต่ใจกล้าเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าท่าน" (เขากล้าหาญ ตามจดหมายในข้อ 1) นี่เป็นเคล็ดลับของเปาโล เขาไม่ได้ใช้เทคนิคของมนุษย์ และนี่แหละที่ทำให้พระเจ้าสามารถใช้เขาได้
คริสตจักรได้ถูกเปลี่ยนไปหาโลก เราเองได้ไถลไปไกลจากพระกิตติคุณเหลือเกิน เราไม่ได้ตระหนักว่าหลักเหล่านี้ของโลกจะนำมาใช้กับคริสตจักรไม่ได้ หลักเหล่านี้มันตรงข้ามกับทางที่คริสตจักรควรจะเป็น แต่เปาโลก็เลือกที่จะเป็นคนต่ำต้อย เขาเลือกที่จะพูดในวิธีที่ทำให้สติปัญญาของมนุษย์นี้ต้องอับอาย และข่มใจที่จะไม่ทำให้คนอื่นประทับใจความรู้ความสามารถมากมายที่เขามี คนเป็นจำนวนมากได้ยกให้เปาโลเป็นอัจฉริยะซึ่งจะเห็นได้จากจดหมายของเขา (เช่นพระธรรมโรม) แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเองก็ได้เห็นจากจดหมายว่าเขาไม่ได้พยายามที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านด้วยสติปัญญาและความเป็นอัจฉริยะที่มากมายของเขา ถ้าไม่มีท่าทีแบบนี้ท่านก็ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตคริสเตียนได้ ก็จะไม่บากบั่นด้วยความกลัวและตัวสั่นจนบรรลุถึงความรอดของท่าน ท่านก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าความกลัวและตัวสั่นนั้นเป็นอย่างไร ความกลัวและตัวสั่นนั้นเป็นสิ่งที่ท่านเองต้องเลือก ไม่มีใครบังคับให้ท่านต้องกลัวและตัวสั่น แม้แต่เปาโลก็ไม่มีใครบังคับให้ใจอ่อนสุภาพและใจอ่อนโยน เขาเลือกเองที่จะเป็นอย่างนั้น เขาไม่ได้ใช้อำนาจหรือข่มขู่ ไม่ได้ชี้นิ้วเจ้ากี้เจ้าการสั่งคนรอบๆ แต่พูดว่า "โดยความอ่อนสุภาพและอ่อนโยนของพระคริสต์ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน" ไม่มีการทุบธรรมาสน์ คนที่ทุบธรรมาสน์จะต้องคิดว่าเขามีสิทธ์ทุบและตะโกนใส่คนฟัง ท่านเคยฟังเทศนาแบบนี้บ้างไหมที่ทุบธรรมาสน์ด้วยอำนาจและกำลังของนักเทศน์ ช่างน่าสังเวชจริงๆ
โรงเรียนของพระคริสต์ อะไรที่ดึงความประทับใจของท่าน ท่านอยากจะเป็นชายที่ร่างกำยำ มีกล้ามเป็นมัดๆไหม ทำไมผู้คนจึงถูกดึงดูดใจและอยากจะมีกล้ามเป็นมัดๆ อย่างนั้น มันเป็นพละกำลังและความแข็งแกร่ง เพราะถ้ามีใครมาทำมิดีมิร้ายท่าน ท่านก็จะสามารถจัดการและสอนบทเรียนเขาได้ แต่สมมุติว่ามีโฆษณาที่ตรงกันข้าม "ชายกำยำกล้ามใหญ่ทั้งหลาย เชิญรีบมาสมัครเข้าโรงเรียนของเราด่วน เราจะช่วยลดกล้ามของคุณให้เป็นไม้ซีก รับรองได้ผลแน่นอน" จะมีใครเข้าแถวมาเป็นไม้ซีกไหม ก็คงจะไม่มีแน่นอน มันฟังดูน่าขำนะ แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามโรงเรียนของพระคริสต์จะเป็นอย่างนั้น พระองค์กำลังจะรีดท่านให้เป็นไม้ซีก จะมีใครบ้างไหมที่กระหายอยากมาสมัครโรงเรียนของพระคริสต์ หลายปีมาแล้วข้าพเจ้าได้เข้าในโรงเรียนนั้น และดูสิว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ท่านเห็นรูปลักษณ์ที่ดูงามในข้าพเจ้าหรือไม่
พละกำลังในวัยหนุ่มของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะมองดูกล้ามเนื้อท้องที่เป็นแผ่นหนาของข้าพเจ้าในกระจก ข้าพเจ้าชกมวยบ้าง ฉะนั้นกล้ามเนื้อท้องจึงสำคัญเพราะเมื่อถูกต่อยกล้ามเนื้อจะช่วยรับได้ ข้าพเจ้าชื่นชมกับตัวเองทุกวัน คุณพ่อข้าพเจ้าเคยถามว่า"ทำอะไรอยู่ได้ในห้องน้ำ" ข้าพเจ้าตอบว่า"แปรงฟันอยู่ครับ" พ่อก็จะพูดว่า "ทำไมถึงนานอย่างนั้น" จริงๆแล้ว แปรงฟันนั้นใช้เวลาแค่ครึ่งนาทีแต่เวลาที่เหลือข้าพเจ้ากำลังชื่นชมกับตัวเอง แต่เมื่อท่านเห็นข้าพเจ้าตอนนี้ก็คงจะไม่เชื่อว่าข้าพเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ข้าพเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆในวัยหนุ่มของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ในสนามกีฬาตลอดทั้งวันเล่นซอฟบอล เบสบอล บาสเก็ตบอล แบดมินตัน และกีฬาสารพัดชนิด กีฬาที่ข้าพเจ้าโปรดก็คือว่ายน้ำ เบสบอล ซอฟบอล และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว(ข้าพเจ้าทุ่มเทเวลาให้กับมันเป็นอย่างมาก) แล้วเรื่องการเรียนของข้าพเจ้าล่ะ ในเวลาส่วนน้อยที่เหลือข้าพเจ้าก็พยายามบีบให้กับการศึกษา การศึกษาเป็นแค่กิจกรรมยามว่างเท่านั้น แต่ยุทธวิธีของข้าพเจ้าก็ได้ผลอย่างดี ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าทำไมคนจึงทุ่มเทเวลาเยอะแยะในการเรียน วิธีของข้าพเจ้านั้นง่ายมากคือเก่งแค่สองวิชาข้าพเจ้าก็สามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนประถมและมัธยมที่ไหนก็ได้ (ในประเทศจีน โรงเรียนจะรับนักเรียนด้วยการสอบเข้า) พ่อของข้าพเจ้าก็คงคิดว่าลูกชายคนนี้ที่ใช้เวลาอยู่กับสนามกีฬาทั้งวันคงจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมกับเขาไม่ได้หรอก ข้าพเจ้าไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมดังๆสี่โรงในเซี่ยงไฮ้และสอบได้ทุกที่ ทำเอาคุณพ่อของข้าพเจ้างงมาก เคล็ดลับของข้าพเจ้านี่ง่ายมาก นั่นก็คือข้าพเจ้าจะเก่งวิชาภาษาอังกฤษ (ซึ่งง่ายมากสำหรับข้าพเจ้าเพราะข้าพเจ้าเคยเรียนโรงเรียนประถมที่ใช้ภาษาอังกฤษสอน) ข้าพเจ้าอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมาเยอะแยะฉะนั้นมาตรฐานการใช้ภาษาอังกฤษของข้าพเจ้าในประเทศจีนจึงนับได้ว่าสูง กว่าคนในวัยเดียวกัน ข้าพเจ้าจะได้สูงกว่า 90 เปอร์เซนต์เสมอโดยไม่ต้องเรียนเลย ดังนั้นจึงเหลือเพียงวิชาเดียวที่ข้าพเจ้าจะต้องเรียนคือวิชาคณิต ข้าพเจ้ารักวิชาคณิตศาสตร์เพราะว่าเห็นว่ามันเหมือนกับการเล่มเกมส์ ที่สามารถเล่นกับมันได้และยังได้คะแนนดีด้วย การเล่นนี้มันสนุกและเป็นงานที่ไม่หนัก คณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ได้เกือบเต็ม 100 เสมอ ครูบางคนก็จะไม่ให้คะแนนเต็มหรอก เพราะฉะนั้นก็จะได้แค่ 99 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้คะแนนแค่วิชาสองวิชานี้ถึง 99 เปอร์เซนต์ท่านก็จะได้การรับรองจากโรงเรียนไหนๆก็ได้ทั้งนั้น ถ้าได้แค่สองวิชานี้และทำวิชาที่น่าเบื่ออื่นๆแค่พอผ่าน อย่างเช่นวิชาเคมี ที่ข้าพเจ้าได้แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาได้เล่นกีฬาทั้งวันและก็สร้างรูปลักษณ์ของตัวเองให้ดูดีได้อีกด้วย
พระเจ้าทรงสอนข้าพเจ้าให้มาเป็นคนที่อ่อนแอ คนที่เคยแข็งแรงก็จะรู้ว่ามันทำให้ท่านรู้สึกแย่แค่ไหน ใครๆก็อยากให้ร่างกายใหญ่บึกบึนสมชายชาตรีเพราะนอกจากจะดูดีแล้วยังยังเป็นผลดีทางจิตใจด้วย เพราะจะทำให้ท่านมีความมั่นใจว่าตัวเองน่ามอง เหมือนกับนักกีฬาสุดยอดของโลกยังไงก็ยังงั้น ณ.วันนี้ข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกแบบนั้นเป็นอย่างไร เวลานี้ข้าพเจ้าอ่อนแอเสียส่วนใหญ่ และยิ่งข้าพเจ้าก้าวหน้าในโรงเรียนของพระคริสต์มากเท่าใดข้าพเจ้าก็ยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น แต่ว่าพระเจ้าต้องการประทานกำลังกับเราพระองค์จึงต้องสอนให้เราเป็นคนอ่อนแอ นี่ไม่ได้หมายความว่า พระคำของพระเจ้าสอนให้เราละเลยสุขภาพของเรา กลับสอนให้ระวังที่จะไม่ทำลายมัน มีตัวอย่างที่ผิดๆของคนที่กระตือรืนร้นทำลายสุขภาพของตนด้วยการอดอาหารอย่างยาวนาน ท่านต้องไม่ลืมว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านด้วยราคาสูง" (1 โครินธ์ 6:19-20) ร่างกายของเราเป็นของพระเจ้า ทรงซื้อเราด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง และเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอันตรายกับร่างกายนี้ พระองค์เท่านั้นที่มีสิทธิ์กับร่างกายนี้เพราะด้วยพระปัญญาที่สมบูรณ์ของพระองค์นั้นพระองค์รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเราและสำหรับคริสตจักรของพระองค์ พระองค์เท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรกับเรา ที่ฤทธานุภาพและพระสิริของพระองค์จะได้สำแดงในความอ่อนแอของเรา
ความเข้มแข็งก็มีฤทธิ์ขึ้นในความอ่อนแอ เปาโลได้อธิษฐานถึงสามครั้ง และพระเจ้าก็ตอบว่า "ไม่ได้" ฤทธานุภาพของพระองค์จะปรากฏขึ้นเต็มที่ได้อย่างไร ก็จะปรากฏได้ในความอ่อนแอ เปาโลเรียนรู้เคล็ดลับฤทธานุภาพของพระเจ้าที่ทรงสำแดงให้ในเมื่ออ่อนแอเท่านั้น เปาโลพูดต่อไปว่า "ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า" เขาไม่ได้เพียงแค่ยอมรับในความอ่อนแอเท่านั้นแต่ยังได้อวดมันด้วย เขายอมรับหนามในร่างกายของเขาด้วยความยินดี ท่านลองเด็ดหนามกุหลาบแล้วลองทิ่มเนื้อของท่านสิก็จะรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน คำว่า "หนาม" นั้นหมายถึงความเจ็บปวด เปาโลมีหนามอยู่ในเนื้อที่ทำให้มีความเจ็บปวดอย่างมาก เปาโลมีความเจ็บป่วยในร่างกายที่เป็นเหตุให้ต้องทรมานมาก เขาก็ไม่ได้พูดอย่างหมดอาลัยว่า "ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับหนามนี้" แต่ตรงกันข้ามเขาชื่นชมยินดีในความเจ็บปวดและความอ่อนแอ เปาโลบ้าไปแล้วหรือไม่ ไม่บ้าเลย เพราะเขารู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาอ่อนแอฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ก็จะ"อยู่ในเขา" (คำกรีกหมายความว่า "อาศัยอยู่") ในข้อ 10 เปาโลกล่าวว่า "ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง" แล้วเปาโลก็พูดถึงเคล็ดลับของความเข้มแข็งนี้ซ้ำอีกว่า "เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำไมเปาโลจึงเลือกที่จะเป็นคนอ่อนแอ นี่แหละก็คือด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำให้เราเป็นคนเข้มแข็ง เพราะว่าฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ในเรา ถ้าท่านได้รู้เคล็ดลับนี้ท่านก็จะไม่เสแสร้งเป็นคนเข้มแข็งและพยายามทำด้วยกำลังของตนเองให้คนอื่นประทับใจ ท่านรู้สึกแย่บ้างไหม ถ้ารู้สึกอย่างนั้นท่านก็กำลังรู้สึกอ่อนแอ เวลานี้แหละที่เป็นโอกาสให้พระเจ้าทรงสำแดงกำลังของพระองค์ในท่าน แล้วทำไมท่านจึงยังพยายามที่จะเก็บความรู้สึกอ่อนแอนั้นไว้อยู่ล่ะ ทำไมจึงไม่รับความจริงว่าพระเจ้าทรงนำท่านมาถึงจุดที่อ่อนแอ เหน็ดเหนื่อย และทุกข์ใจสุดๆ ล่ะ ความทุกข์ใจนั้นก็คือความผิดหวัง อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านผิดหวัง ความล้มเหลวก็อย่างหนึ่งหล่ะ ความล้มเหลวเป็นสิ่งเลวไหม ในความล้มเหลวนี่แหละที่พระเจ้าเริ่มสามารถทำงานในชีวิตของท่านได้ พระองค์จำต้องพาท่านไปถึงจุดต่ำ เมื่อพระคริสต์ถูกตรึงบนกางเขน สาวกของพระองค์คิดว่าพระองค์ทรงล้มเหลวอย่างสิ้นท่า ความตายของพระองค์ดูเหมือนว่าทำให้พันธกิจทั้งสิ้นในโลกนี้ของพระองค์กลายเป็นความล้มเหลวมหันต์ แต่ก็จะรู้สักนิดไหมว่า "ความล้มเหลว" ที่ว่านั้นเป็นชัยชนะของพระเจ้าเหนือความบาปและความตายอย่างชัดๆ เปาโลกล่าวใน 1 โครินธ์ 1:25 ว่า "ด้วยว่าความเขลาของพระเจ้าก็ยังฉลาดกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งกว่ากำลังของมนุษย์" เปาโลได้เรียนเคล็ดลับนี้อย่างอัศจรรย์ใจยิ่ง ให้เรามาดูห้าสิ่งที่เปาโลชื่นชมจาก 2 โครินธ์ 12:10
1.
ความอ่อนแอ ท่านคิดว่าแย่ไหมที่พระเจ้ายอมให้ท่านเจ็บป่วย เมื่อข้าพเจ้าเจ็บหลังพี่น้องรู้สึกสงสารข้าพเจ้าไหม ขอบคุณมากที่สงสาร แต่พี่น้องเคยคิดไหมว่าจากการเจ็บป่วยที่พระเจ้าให้นั้นจะทำให้ข้าพเจ้าแข็งแรงขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ ถ้าพี่น้องรู้อย่างนั้นพี่น้องก็จะขอบพระคุณพระเจ้ากับความอ่อนแอและความเจ็บป่วยทุกๆ อย่าง เราคิดอย่างนั้นเพราะไม่เข้าใจถึงเคล็ดลับในพระกำลังของพระเจ้า เมื่อปวดหัวเราก็จะคิดว่าทำไมพระเจ้าจึงไม่ห่วง แต่พระเจ้าจะสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์เมื่อเราอยู่ในความอ่อนแอเท่านั้น นี่แหละเกียรติทั้งสิ้นจึงกลับไปที่พระองค์ หลายปีมาแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้าเทศน์ที่เมืองลอนดอน ประเทศคานาดา ข้าพเจ้าก็ได้รับเชิญให้พูดกับกลุ่มสามัคคีธรรมของคนจีนในมหาวิทยาลัยเวสเทิน ออนตาริโอ ในตอนค่ำหลายคืน เช้าวันนั้นเมื่อลุกขึ้นก็ล้มลงบนเตียง ขาของข้าพเจ้าขยับไม่ได้ ข้าพเจ้ายืนไม่ได้ พยายามจะลุกขึ้นอีกและก็ล้มลงไปอีก ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่าเป็นอะไรไป ข้าพเจ้าอ่อนแอจริงๆ เพราะจากที่ต้องเทศน์วันแล้ววันเล่าเรื่อยมา หลังจากเมื่อลองอีกสองสามครั้งก็ยังขยับขาไม่ได้ ข้าพเจ้าพักอยู่กับสมาชิกของกลุ่มสามัคคีธรรมนี้ ข้าพเจ้าจึงเรียกเขาเข้ามาในห้องบอกเขาว่า "ขอโทษด้วย ผมลุกไม่ไหว ขาของผมไม่มีกำลัง" พวกเขาก็กังวลมากจึงได้บอกข้าพเจ้าว่า "เราได้ปิดประกาศไปแล้วว่าคุณจะเป็นนักเทศน์ในคืนนี้ คนจะมาฟังคุณเทศน์กันเยอะแยะ และตอนนี้คุณก็เกิดเทศน์ไม่ได้แล้ว เราไม่มีเวลาจะหานักเทศน์คนอื่นมาแทน แต่แม้เราหาใครมาแทนคุณได้คนก็จะผิดหวังไปตามๆกัน เพราะไม่ได้เป็นนักเทศน์ที่ประกาศเอาไว้" ข้าพเจ้าตอบว่า " ผมรู้ว่าทำให้พวกคุณต้องยุ่งยาก" พวกเขาจึงปรึกษาข้าพเจ้าว่าควรจะทำอย่างไรดี ข้าพเจ้าตอบว่า "ขอให้อธิษฐาน" พวกเขาจะตามหมอแต่ข้าพเจ้าบอกว่า "ไม่ต้องเรียกหมอ หมอทำอะไรไม่ได้หรอก ขอให้อธิษฐานก็แล้วกัน ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าผมก็จะได้เทศนาคืนนี้" พวกเขามองข้าพเจ้านอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงด้วยความกังวลว่าข้าพเจ้าจะไปประชุมได้อย่างไร แต่ข้าพเจ้าพูดกับพวกเขาว่า "ขอให้วางไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า" และเมื่อเวลาผ่านไปข้าพเจ้าก็ยังลุกขึ้นไม่ได้ ไม่มีกำลังเลย เป็นประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าไม่เคยเจอมาก่อน ข้าพเจ้าถูกเปลี่ยนจากชายที่แข็งแรงกำยำไปด้วยกล้ามเป็นมัดๆ มาเป็นคนที่ไม่สามารถแม้จะลุกขึ้นจากเตียง มันน่าเวทนาใช่ไหม แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นเพื่อว่าพระเจ้าจะสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ครึ่งชั่วโมงก่อนประชุมจะเริ่มพวกผู้นำก็ยังมีสีหน้ากังวล ข้าพเจ้าพูดว่า "เอาล่ะ โดยพระคุณของพระเจ้า ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นโดยความเชื่อ" แล้วข้าพเจ้าก็ลุกขึ้น "โอ้โฮ เขาลุกได้ แต่จะเดินไปที่ประตูโดยไม่ล้มอีกได้ยังไง" ข้าพเจ้าเดินไปที่ประตู "ดีจัง แต่จะเดินไปถึงรถมั้ย" และข้าพเจ้าก็เดินไปถึงรถจนได้ เมื่อข้าพเจ้ามาถึงมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าต้องขึ้นบันไดหลายขั้นมาก ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปตามขั้นบันได และในคืนวันนั้นข้าพเจ้าก็ได้เทศนาด้วยฤทธิ์อำนาจจากพระเจ้า (ข้าพเจ้ารู้ว่ามันไม่ได้มาจากข้าพเจ้าเอง) ที่พระเจ้าทรงยกข้าพเจ้าขึ้นเหมือนด้วยปีกของนกอินทรีย์ ข้าพเจ้าได้รับการอุ้มขึ้นบนปีกและเทศน์อย่างมีกำลังที่ข้าพเจ้าได้เห็นจากสีหน้าของผู้นำเหล่านั้นที่ชมชื่นข้าพเจ้าอย่างประหลาดใจว่า "เป็นไปได้หรือนี่" อันนั้นเป็นการสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในข้าพเจ้า นี่แหละคือวิธีที่เปาโลใช้เช่นเดียวกัน " เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ ขอทรงทำให้ข้าพเจ้าอ่อนแอเพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะได้ทรงสำแดง" หลายครั้งที่ข้าพเจ้าต้องเทศน์ในขณะเมื่ออ่อนแออย่างสุด ๆ เมื่อข้าพเจ้าเทศน์ในประเทศสิงคโปร์ข้าพเจ้าก็ป่วยและมีไข้ ตัวร้อน เหงื่อท่วมตัว ข้าพเจ้าก็ยันกายของข้าพเจ้าขึ้นที่ธรรมาสน์ พระเจ้าทรงให้ความอ่อนแอกับข้าพเจ้าเพื่อว่าฤทธิ์อำนาจจะได้มาจากพระองค์ มีอีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเทศนาที่เอ็ดมันตั้นประเทศคานาดา ข้าพเจ้ากำลังมีไข้สูง และพวกเขาก็บอกว่า "คุณเป็นนักเทศน์ที่ลงประกาศ คนจะมาฟังคุณเทศน์คืนนี้กัน" ข้าพเจ้าขอให้ศิษยาภิบาลอีกคนหนึ่งมาเทศน์แทนแต่เขาพูดว่า "พวกเขาไม่อยากฟังผมหรอก พวกเขาอยากจะฟังคุณ" ข้าพเจ้าจึงพูดว่า "ดูข้าพเจ้าสิ ไข้สูงออกอย่างนี้ เหงื่อชุ่มไปหมดทั้งๆที่ห้องแสนจะเย็น" เขาตอบว่า "ไม่ได้ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ คนจะผิดหวังมาก" แม้แต่ตัวเขาเองเขาก็เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงแต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเทศน์แทนข้าพเจ้า ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำต้องไปที่ธรรมาสน์เทศน์ด้วยเหงื่อที่ท่วมตัวเพราะพิษไข้ ข้าพเจ้าเทศน์ด้วยความเจ็บป่วยและอ่อนแออย่างที่สุด ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พระองค์ทรงรู้ว่าข้าพเจ้าจะต้องเทศน์แล้วทำไมไม่ให้ไข้ลดลง แต่พระองค์กลับปล่อยให้ข้าพเจ้าเทศน์ในความเจ็บป่วยและความอ่อนแอ ในเวลาที่มีไข้สูง ในเวลาที่คิดอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ชัด แต่นี่แหละคือเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียน ความอ่อนแอนั้นไม่ใช่เป็นความอ่อนแอในร่างกายเท่านั้นแต่ยังเป็นความรู้สึกอ่อนแอภายในด้วย ใน 2 โครินธ์ 11:32-33 เปาโลก็นับความอ่อนแอของเขาอีกในเมืองดามัสกัสว่าเขาถูกหย่อนตัวลงมาทางหน้าต่างยังไง ลงมาในเข่งผัก มันน่าอดสูและไร้เกียรติยังไง ลองนึกดูสิว่า อัครทูตคนสำคัญถูกหย่อนลงมาจากกำแพงเมืองในตะกร้าผักเน่าๆ ไม่มีวงดุริยางค์หรือพรมไว้คอยรับอัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับอยู่ในตะกร้าผักซึ่งอาจซ่อนตัวอย่างมิดชิดในกองผักที่จะได้ไม่มีไครมองเห็น เกียรติอยู่ที่ไหน นี่แหละคือความอ่อนแอที่เป็นความรู้สึกอ่อนแออยู่ข้างใน เมื่อท่านรู้สึกถึงความอ่อนแอ ท่านสามารถขอบคุณพระเจ้ากับความอ่อนแอนั้นได้ไหม เปาโลได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี" นี่เป็นความคิดแบบใหม่หมด
2.
การสบประมาท ข้าพเจ้าเคยไปประกาศตามบ้าน ท่านเคยทำอย่างนี้ไหมที่เคาะตามประตูบ้านและพูดกับคนที่มาเปิดประตูว่า "สวัสดีครับ นี่เป็นใบปลิวข่าวดีสำหรับคุณ" แล้วก็มีเสียงดังปัง ประตูก็ปิดดังปังใส่หน้าท่าน ท่านจะทำยังไงดี จะพูดว่า "รู้หรือเปล่าว่า คนที่พูดคุณกำลังพูดด้วยนี้เป็นใคร ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นใครละก็คุณคงจะไม่ปิดประตู้ใส่หน้าผมอย่างนี้" ท่านรู้สึกว่าถูกสบประมาทและรู้สึกน่าขายหน้า แต่ท่านรู้ไหมว่าข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้ากับสิ่งนั้น "ขอบคุณพระเจ้าที่ประตูปิดใส่หน้าข้าพเจ้า ขอบคุณที่ข้าพเจ้าได้ทนทุกข์ ที่ต้องรู้สึกขายหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อพระองค์" เพราะว่าจากพื้นหลังครอบครัวของข้าพเจ้านั้น การปิดประตูใส่หน้าอย่างนี้เป็นสิ่งที่หยาบช้ามาก เป็นใครก็รับไม่ได้จริงๆ ในประเทศจีนสมัยก่อนถ้ามีใครทำอย่างนี้ใส่หน้าคนที่มีอำนาจ คนนั้นก็จะต้องถูกยิงเป้าแน่นอน เพราะฉะนั้นการกระทำที่ดูถูกและหมิ่นประมาทอย่างนี้เป็นประสบการณ์ใหม่อย่างมากที่ข้าพเจ้าเจอ คำว่า "หมิ่นประมาท" ยังหมายความอีกว่า ความย่อยยับ ความเสียหาย หรือการสุดจะทนได้ การสุดจะทนได้นี่หมายถึงการถูกไล่ออกจากบ้านเพราะความเชื่อในพระคริสต์ แม้ในที่สุดท่านต้องไปอาศัยมานั่งในสวนสาธารณะหลับนอนในยามค่ำคืน หรือไม่ท่านก็จะเป็นตัวตลกขบขันของพวกเพื่อนและญาติพี่น้องของท่าน เขาจะเรียกท่านว่าเป็นคนเสียสติไปแล้วที่มาเป็นคริสเตียน ทุกคนมองท่านด้วยสีหน้าที่ดูถูกหรือไม่ก็ด้วยยิ้มอย่างสังเวชว่า "น่าจะส่งไปโรงพยาบาลประสาทได้แล้ว" นี่เป็นการสบประมาทที่ต้องอดทนนานเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ วันหนึ่งท่านอาจต้องพูดกับเจ้านายของท่านว่า "ขอโทษครับ ผมช่วยคุณให้รักษาหน้าของคุณไม่ได้" สักวันหนึ่งท่านอาจะต้องพูดกับเจ้านายของท่านว่า "ขอโทษครับ ผมช่วยคุณทุจริตไม่ได้" "ไม่ได้เหรอ คุณโง่มาก รู้ไหมว่าคุณต้องเจออะไร ขั้นคุณก็จะไม่เลื่อน ผมกำลังจะตัด เงินเดือนของคุณด้วย" ท่านกำลังเจอการสบประมาท เงินเดือนของท่านก็ถูกตัดและจะมีสิ่งอื่นๆเกิดขึ้นกับท่าน ท่านจะรู้สึกอย่างไร ท่านจะพูดเหมือนกับเปาโลได้ไหมว่า "ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในสิ่งเหล่านี้" ให้เรามาดูเรื่องใกล้ตัว เมื่อท่านอธิษฐานต่อหน้าคนอื่นๆและมีคนมาพูดกับท่านว่า "ไม่เคยรู้ว่าคุณเป็นคนจริงจังมาก่อนเลย คุณขยันเฝ้าเดี่ยวอธิษฐานแต่เช้าเหรอ" ท่านชอบที่เขาพูดอย่างนี้ไหม ไม่มีใครชอบหรอก แต่ว่าท่านจะยังชื่นชมได้หรือเปล่า การจะชื่นชมในสถานการณ์นี้ได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกับเราเสียก่อน
3.
ความยากลำบาก สมมุติว่าท่านกำลังจะนำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่มีพี่น้องสมาชิกในกลุ่มคาดหวังกับท่านสูงมาก ความกดดันและความเครียดก็จะเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องหนักที่ทำให้ท่านไม่อยากจะนำกลุ่มอีกเลย และซ้ำร้ายไปกว่าเดิมก็คือท่านกลับถูกวิจารณ์การนำอีกด้วย ท่านเตรียมอย่างหนักแต่พวกเขาก็ยังพูดกับท่านว่า "ทำไมคุณทำได้ไม่ดี คุณอ้างข้อพระคัมภีร์ผิด เปิดหน้าพระคัมภีร์ก็ผิดด้วย" ท่านตอบกับตัวเองว่า "ผมทำดีที่สุดแล้ว ดูสิกลับได้รับแต่คำตำหนิ" นี่แหละคือความกดดันและความเครียด แต่เปาโลขอบคุณพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เปาโลหมายถึง การบากบั่นจนบรรลุถึงความรอดและยอมรับความอ่อนแอ ความยังไม่ดีพอ และความอดสูอย่างชื่นชมยินดี ท่านเข้าใจเปาโลหรือยัง เขามีความคิดที่ต่างกับคนอื่น การบากบั่นให้บรรลุถึงความรอดไม่ใช่เป็นการเสแสร้งว่าเข้มแข็ง หรือเป็นในสิ่งที่ท่านไม่ได้เป็น แต่ให้ยอมรับความกดดันทุกอย่างที่มีทั้งภายในและภายนอกด้วยความชื่นชมยินดี นี่แหละคือชีวิตคริสเตียนจริงๆ เปาโลได้กล่าวต่อไปถึงสิ่งที่มากขึ้น คำแปลในภาษากรีกว่า "ความเครียด" หรือ "ความยากลำบาก"ยังหมายถึงการข่มเหง หรือการทรมานได้ด้วย เปาโลขอบคุณพระเจ้าสำหรับความเจ็บปวด การถูกโบยตี และการถูกหินขว้าง ไม่ใช่เพราะแค่ถูกปฏิเสธหรือถูกเยาะเย้ย ( 2 โครินธ์ 11:24-27)
4.
การข่มเหง ลองคิดถึงการถูกหินขว้างให้ตายที่เปาโลได้รับในเมืองลิสตรา เขาถูกขว้างจนสิ้นสติและเลือดอาบ ถูกทิ้งอยู่ข้างทางและใครๆ คิดว่าตายแล้ว พวกสาวกก็ยังคิดด้วยว่าเขาตายแล้ว แต่เขาก็ลุกขึ้นด้วยกำลังของพระเจ้าและทำพันธกิจต่อไป การที่คนคิดว่าเขาตายแล้วนั้นก็แสดงว่าหินเหล่านั้นจะต้องถูกเขาอย่างแรงมาก รุนแรงมากจนอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดไว้บนใบหน้าเขา เขายอมรับรอยแผลนั้นเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ ท่านจะยอมมีแผลเป็นแบบนั้นไหม พี่น้องไม่ว่าทั้งหญิงหรือพี่น้องชายคงจะไม่อยากให้เกิดกับตัวเองแน่ ท่านจะรู้สึกอับอายไหมเมื่อต้องเดินผ่านผู้คนด้วยใบหน้าที่มีรอยแผลฉกรรจ์จากที่ถูกหินขว้าง แต่เปาโลก็หน้าชื่นกับมัน เขาไม่ได้รู้สึกอับอายกับความอัปลักษณ์ทางกาย เชื่อแน่ว่ามันคงจะดูน่าอับอายแต่เปาโลกับหน้าชื่นตาบานกับมัน ตอนท้ายของกาลาเทีย (6:17) เปาโลกล่าวว่า "อย่าให้ใครมาก่อความเดือดร้อนแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีเครื่องหมายของพระเยซูบนกายของข้าพเจ้า" ตอนนี้เราคงจะเริ่มเห็นความสำคัญของอัครทูตเปาโลแล้วว่าทำไมพระเจ้าจึงใช้เขามาก เปาโลเป็นคนที่ชื่นชมยินดีในทุกๆความอ่อนแอ จากการเจ็บป่วยจนถึงขั้นอัปลักษณ์ เจ็บปวดในร่างกายจนทรมาน เขาพูดถึงความเจ็บปวดทรมาน ค่ำคืนที่อดหลับอดนอน และความทุกข์ทรมานทุกอย่างดังเช่น ความอดอยากและความหิวโหย
5.
ความทุกข์ยาก ท่านจะสามารถชื่นชมยินดีกับความอ่อนแอของท่านไหม ท่านรู้สึกแย่ไหมเมื่อระดับการศึกษาของท่านไม่ถึงมาตรฐานของคนอื่น มันทำให้ท่านน้อยเนื้อต่ำใจบ้างไหม พี่น้องที่รักถ้ามันมีผลกับท่านก็หมายความว่าท่านยังไม่เข้าใจหลักของความอ่อนแอ พระเจ้าไม่ใส่พระทัยกับการศึกษาของท่าน มนุษย์ใส่ใจ ท่านใส่ใจ แต่พระเจ้าไม่ทรงใส่พระทัย พระเจ้าไม่ห่วงว่าท่านมีปริญญาหรือไม่มี ในคริสตจักรของพระคริสต์ถ้ามีพี่น้องคนใดมีชีวิตที่น้อยเนื้อต่ำใจเพราะด้อยการศึกษาละก็เขาก็ยังไม่เข้าใจการที่เราจะต้องบากบั่นจนไปถึงความรอดในความอ่อนแอและด้วยความกลัวจนตัวสั่น พระเจ้าจะทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ก็เมื่อท่านอ่อนแอเท่านั้น มีหลายคนวิตกกับความทุกข์ยากที่เล็กปะติ๋ว บางคนวิตกว่าเตี้ยหรือสูงเกินไป บางคนน้อยใจที่เตี้ยก็พยายามเสริมด้วยรองเท้าส้นสูงๆ เพราะความสูงนั้นสำคัญกับตน ข้าพเจ้าพยายามจะเข้าใจว่าทำไมเรื่องเหล่านี้จึงสำคัญอย่างนั้นกับเราส่วนมาก มีกี่คนกันที่สู้อยู่กับเรื่องอนุบาลแบบนี้ เขาคิดว่าการเงยหน้าคุยกับคนที่ตัวสูงกว่าเป็นเรื่องน่าอาย มีอาจารย์สอนพระคัมภีร์ท่านหนึ่งสูงมาก ( 195 เซนติเมตร) ข้าพเจ้ายอมรับว่ามันลำบากอยู่เหมือนกันที่ต้องคอเคล็ดเมื่อแหงนหน้าพูดกับเขานานๆ แต่ก็เป็นแค่ความไม่สะดวกสบายเท่านั้นเองนอกนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย ทำไมท่านจึงยังหมดความสุขกับเรื่องความสูงความเตี้ยอยู่เล่า บางคนยังมีปัญหาที่เกาะกินใจกับเรื่องนี้อย่างแรงโดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในหมู่คนที่สูงๆ ความสูงของท่านทำให้อะไรมันเปลี่ยนไปหรือ พระเจ้าใส่พระทัยกับความสูงของท่านหรือ พระองค์ทรงวัดความสูงของท่านเมื่อเข้าอาณาจักรของพระองค์ว่า "คุณเตี้ยเกินไป เข้าไม่ได้" หรือกลับกันว่าคนที่สูงเกินไปจะเข้าอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ อย่างนั้นหรือ ข้าพเจ้าหยิบยกสิ่งเหล่านี้ เพราะมีคนจำนวนมากวุ่นวายใจมากกับเรื่องการศึกษา รูปลักษณ์ของตัวเอง ยี่ห้อสิ่งของหรือรถที่ใช้ และอื่นๆ รถของข้าพเจ้าเองเป็นรถที่เก่ามากเหมือนถอยออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็ว่าได้ ความนึกคิดกับคุณค่าของเราต้องกลับทางกัน เราควรจะชื่นชมยินดีต่างจากที่โลกชื่นชมยินดีกัน มีทางเดียวเท่านั้นที่จะเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าได้ ทางนั้นก็คือชื่นชมยินดีในความอ่อนแอของเรา ในความต่ำต้อยของเรา ในความไม่มีอะไรของเรา เปาโลเข้าใจฤทธานุภาพของพระเจ้า และข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านจะเข้าใจด้วยเช่นกัน "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อ่อนแอ ข้าพระองค์ไม่มีกำลังอยู่ในตัวเอง ข้าพระองค์ไม่มีค่าอะไร ไม่รู้อะไร ขอทรงโปรดให้ฤทธานุภาพของพระองค์เข้ามาในชีวิตของข้าพระองค์ด้วยเถิด" พี่น้องที่รักท่านไม่ได้รับความรอดเพียงแค่ท่านรับของประทานแห่งความรอดของพระองค์ แต่ต้องให้ความรอดของพระองค์ทำงานอยู่ในท่าน นี่เป็นทางเดียวที่จะไปถึงความรอดได้ ท่านเคยได้ยินคำอธิบายครบถ้วนแบบนี้ไหม ข้าพเจ้าไม่เคย ข้าพเจ้าเองก็ยังอยู่ในกระบวนการการเรียนรู้ ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ทรงสอนข้าพเจ้าว่าจะเป็นคนอ่อนแอได้อย่างไร และมีชีวิตในความอ่อนแอของพระคริสต์ได้อย่างไร โดยธรรมชาติแล้วข้าพเจ้าไม่ใช่คนอ่อนแอและรวมทั้งเปาโลด้วย ดังนั้นความอ่อนแอจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเรียน เราเรียนที่จะรับมันและแม้แต่จะชื่นชมยินดีกับมัน แล้วผู้คนก็จะพูดได้ว่า "ข้าพเจ้าเห็นฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าในชีวิตคุณแล้ว |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||