CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

คำเทศนาอธิบาย 2 โครินธ์ 12:9 โดย อ.อิริค ชาง ชุดที่ 4
"ความอ่อนแอมีที่ไหนเดชของเราก็มีฤทธิ์เต็มขนาดที่นั่น"

เข้าใจความสำคัญจาก 2 โครินธ์ 12:7-10
"จึงทรงให้หนามในเนื้อของข้าพเจ้าเป็นทูตของซาตานคอยทรมานข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้ง  ให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า  แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า  พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า  ด้วยว่าฤทธิ์อำนาจของเราปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ  ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี  เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า  และด้วยเหตุนี้แหละ  เพื่อพระคริสต์ข้าพเจ้าจึงชื่นชมยินดีในความอ่อนแอ  ในการสบประมาท  ในความยากลำบาก  ในการกดขี่ข่มเหง  ในความอับจน  เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"

ท่านเคยอยากจะอวดความอ่อนแอของท่านบ้างไหม   เมื่อใดบ้างที่ท่านเคยคิดว่าปัญหา  อุปสรรค  ความยากลำบาก  และการถูกข่มเหงเป็นสิ่งที่เราควรจะชื่นชมยินดี

คริสเตียนแบบไหน
เราอยู่ในยุคที่คริสเตียนมักถูกสอนว่าพระเจ้าทรงอวยพรท่านๆจะไม่มีปัญหา  ทุกสิ่งจะราบรื่น  แต่เปาโลพูดถึงความยากลำบาก  การสบประมาท การกดขี่ข่มเหง  และความน่าอับอายสารพัดที่โถมเข้ามาว่าเป็นสิ่งที่เขาชื่นชมยินดีที่จะอวด  คริสเตียนแบบนี้อธิบายให้เห็นว่าเป็นคริสเตียนที่มีชัยชนะ และไม่มีวันพ่ายแพ้  เป็นคริสเตียนแบบที่หายากในปัจจุบันนี้

เราจะได้ยินในทุกที่ทั่วไปว่า   ความทุกข์ยากลำบากนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า  ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้ท่านเป็นคนยากจน  ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ได้อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า  ความเจ็บป่วยทุกอย่างจะต้องรักษาหาย  ความยากจนจะหมดไป  ถ้าท่านต้องจนลงแสดงว่าท่านไม่มีความเชื่อ  และถ้าท่านมีความเชื่อท่านก็ขอรถเบนซ์  รถโรลส์ลอยได้  ถ้าท่านไม่ได้รับก็หมายความว่าท่านไม่มีความเชื่อ  นี่คือสิ่งที่คริสเตียนสอนกัน

คริสเตียนเป็นอย่างที่กล่าวมานี้หรือ  ท่านก็คงจะเริ่มสงสัยว่าท่านได้อ่านพระคัมภีร์เล่มเดียวกันกับเปาโลหรือเปล่า  และถ้าเปาโลได้ยินเรื่องนี้เขาก็คงจะสงสัยเช่นกันว่ามีใครเข้าใจสิ่งที่เขาเขียนไหม

ชีวิตคริสเตียนของท่านเป็นชีวิตที่มีชัยชนะไหม
ลักษณะที่สำคัญของคริสเตียน คือชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ  ท่านดำเนินชีวิตอย่างนั้นไหม  อะไรเป็นเคล็ดลับของพลัง   ท่านมีพลังฝ่ายวิญญาณในชีวิตคุณไหม   การมีชีวิตฝ่ายวิญญาณอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร  ถ้าจะขอให้อธิบายท่านจะอธิบายได้ไหมว่าการมีชีวิตฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างไร  คำถามเหล่านี้สำคัญมาก   เพราะถ้าไม่มีพลังฝ่ายวิญญาณแล้วเราก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนได้

เมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง
ดูจาก 2 โครินธ์  12:10  " เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"   จงสังเกตทุกคำ  ข้อความนี้มีสองส่วน  ส่วนท้ายมีว่า "ข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"  ท่านเข้มแข็งหรือ  ท่านรู้สึกเข้มแข็งหรือ  ในอาทิตย์ที่ผ่านมาท่านเห็นว่าท่านเข้มแข็งในการรับมือกับปัญหาทั้งปวงที่เผชิญอยู่หรือ  เมื่อเราดูที่ประโยคเราก็จะเน้นแต่ส่วนหลังว่า "ข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง" ใช่หรือไม่  เพราะนี่คือส่วนที่เราต้องการ

ลองคิดถึงคำอุปมาอุปมัยที่อัครทูตเปาโลใช้  เช่นฟิลิปปี 4:13  "ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า"  ดูแล้วเป็นชีวิตคริสเตียนที่ช่างยอดจริงๆ  "ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้"  เปาโลมีกำลังที่จะเผชิญความยากลำบาก  เราจะโยนอะไรให้เปาโลก็ได้เขาก็ยังคงเข้มแข็งอยู่  เปาโลเป็นคริสเตียนขนานแท้  แล้วตัวท่านกับข้าพเจ้าเล่า  เราเจอปัญหาเล็กๆก็ท้อแล้ว  ที่น่าเศร้าก็คือว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหาเสียเหลือเกิน  จึงเป็นผลตามมาว่าเรามักจะท้อแท้เสียเป็นส่วนมาก  เราจะมีกำลังขึ้นมาเมื่อไร  อาจจะตอนมาคริสตจักร  หกวันของเราเราจะท้อแท้แต่ในวันที่เจ็ดเราจะรวบรวมกำลังที่มีเล็กน้อยให้มีแรงขึ้นมาได้บ้าง   แต่ด้วยกำลังเท่านี้เราก็จะขาดอยู่เรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุด  ข้าพเจ้ากลัวว่าการขาดดุลอย่างนี้จะทำให้ล้มละลายฝ่ายวิญญาณได้

เปาโลโอ้อวดอะไร
ถ้าจะเห็นว่าความทนทานของเปาโลนั้นน่าอัศจรรย์ใจมากแค่ไหน  ก็ต้องอ่านที่บันทึกไว้ใน 2 โครินธ์ 11:22-30   ท่านได้เห็นสิ่งมีค่าที่เปาโลอวดไหม   ผู้ที่เก่งกล้าสามารถ   ดูซิว่ามีอะไรบ้างที่ท่านทนได้  เรือแตกถึงสามครั้ง  ต้องลอยคออยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่หนาวเหน็บ  ท่านอยากลองแบบนั้นบ้างไหม   ท่านอาจคิดว่าเปาโลคงจะว่ายน้ำเก่ง  เมื่อเรือแตกก็ไม่น่าเป็นปัญหากับเขา  แต่ฉันว่ายน้ำไม่เป็นพระเจ้าคงไม่ทดสอบฉันแบบนี้หรอก

ถ้าท่านกำลังรับใช้พระเจ้า ทำงานประกาศเต็มตัว   ท่านคงจะคิดสิว่าพระเจ้าจะปูทางอย่างดีให้ท่าน  แต่ดูว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้าง  พระองค์อนุญาตให้เรือของท่านอับปาง   ท่านอาจแย้งว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่ควรจะทำแบบนี้กับผู้รับใช้ของพระองค์  ข้าพระองค์จะว่ายน้ำได้หรือไม่ได้นั้นไม่สำคัญ  แต่ที่ให้ผู้รับใช้ของพระองค์ต้องลอยคอในน้ำอย่างนั้นไม่ใช่วิธีที่พระองค์จะทรงทำกับผู้รับใช้แน่    แต่ถ้าพระองค์ลองให้เกิดกับข้าพระองค์ละก็ ขอโทษเถอะพระองค์เจ้าข้า   ตั้งสามครั้งนั้นข้าพระองค์รับไม่ไหว  แค่ครั้งเดียวก็แย่แล้ว  หมดกันพระคัมภีร์ก็เปียกและเสีย  คำเตรียมเทศนาก็จมหายหมด  ข้าพระองค์จำอะไรไม่ได้เลยว่าจะเทศน์อะไรบ้าง"

ข้าพเจ้าหวั่นใจเหลือเกินว่าความเชื่อแบบคริสเตียนของท่านแข็งแรงพอจะรับมือกับสิ่งนี้ได้ไหม  ข้าพเจ้าคิดว่าความเชื่อของท่านรับมือไม่ได้แน่ถ้าชีวิตคริสเตียนของท่านยังเป็นอย่างที่พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้สิ่งร้ายเกิดขึ้นกับท่านเลย  "ข้าพระองค์ผู้รับใช้ของพระองค์ยืนอยู่นี่แล้ว พร้อมที่จะออกไปเทศนาสั่งสอนพระคำของพระเจ้า  พระองค์จะต้องปูพรมให้ข้าพระองค์แน่ๆ ใช่ไหมพระเจ้าข้า"  แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม    ไฟดับ  ลิฟท์ค้าง  ต้องทนเสียเกียรติวิ่งกระหืดกระหอบลงบันไดหลายชั้น  เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์รถคันที่จะขึ้นเพิ่งออกไป  ดูอะไรๆก็ไม่เป็นใจไปหมด  พระเจ้าคงจะไม่ทำอย่างนี้กับผู้รับใช้ของพระองค์แบบนี้แน่ๆ

เมื่อท่านเจอแค่สองสามปัญหาก็พูดแล้วว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า ทำไมพระองค์จึงทำกับข้าพระองค์อย่างนี้"  นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านเข้าใจหัวใจของการเป็นคริสเตียน   ท่านอาจจะโตมากับการถูกสอนว่า ตราบใดที่ท่านยังอยู่ในศูนย์กลางของน้ำพระทัยพระเจ้า  ทุกๆสิ่งก็จะราบรื่น  พระองค์อาจไม่ได้ปูทางของท่านด้วยกลีบกุหลาบ แต่อย่างน้อยพระองค์ก็จะไม่ให้มีหนามมากจนเกินไป

เมื่อเปาโลเขียนถึงสิ่งเหล่านี้ใน 2 โครินธ์ 11 เปาโลมีจุดประสงค์อะไร  เขียนบ่นว่าพระเจ้าหรือ  เขาเขียนสิ่งเหล่านี้เพื่อพิสูจน์กับชาวโครินธ์ว่าเขาเป็นผู้รับใช้แท้ของพระเจ้า (ข้อ 23)  นี่เป็นข้อต่อของส่วนแรกกับส่วนหลังของ 2 โคริน์ 11  เปาโลกำลังพูดว่า "พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์หรือ  ข้าพเจ้าเป็นยิ่งกว่าเสียอีก   มีหลักฐานอะไรล่ะ  ก็เรือของข้าพเจ้าแตก"  วิเศษณ์จริงๆใช่ไหม  เรือของพวกเขาไม่แตกฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่สาวกแท้ของพระเจ้า  นี่เป็นเหตุผลหรือ  ข้าพเจ้ากำลังพูดเรื่องตลกหรือเปล่า    ลองอ่านและดูว่ามีอะไรอย่างอื่นที่เกี่ยวพันกัน

เรียนที่จะเดินกับพระเจ้า
ในการเดินกับพระเจ้านั้นข้าพเจ้าต้องเจอกับความประหลาดใจอยู่บ่อยๆ  ข้าพเจ้าเป็นคนอ่านหนังสือพอสมควร  อ่านเกือบจะทุกวัน  หนังสือส่วนใหญ่ที่อ่านจะเป็นแนวศาสนศาสตร์  แต่แม้ว่าจะอ่านอะไรก็น่าอัศจรรย์ใจกับการนำของพระองค์ทุกครั้ง  ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้วิธีฉวยหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วก็ลงมืออ่าน  แต่ข้าพเจ้าพูดว่า "พระองค์เจ้าข้า  พระองค์อยากให้ข้าพระองค์อ่านอะไรเป็นเล่มต่อไป"  หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือศาสนศาสตร์ไม่ใช่หนังสือเข้าเฝ้าพระเจ้า  เป็นหนังสือตีความพระคัมภีร์

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะสอนสองอาทิตย์ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งและเมื่ออ่านมาถึงหน้าสุดท้ายข้าพเจ้าก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง  มันเป็นหัวข้อเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะสอนพอดี   คือสิ่งพิสูจน์การเป็นอัครทูตของเปาโล  ซึ่งอ้างอิงตอนเดียวกันกับของข้าพเจ้าในสมุดจดที่เขียนมาห้าอาทิตย์กว่าๆแล้ว  ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม  ผู้เขียนพูดอย่างเดียวกันเปี๊ยบกับที่ข้าพเจ้ากำลังพูดอยู่นี้

สิ่งพิสูจน์การเป็นอัครทูต
เปาโลพูดถึงความยากลำบาก  การถูกโบยตี  ถูกหินขว้างให้ตายว่าเป็นสิ่งพิสูจน์การเป็นอัครทูตแท้  นี่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ  ในพระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลไม่ได้เอ่ยอ้างถึงนิมิตที่เกิดกับเขาบนถนนไปดามัสกัส  เมื่อเขียนถึงชาวโครินธ์ เปาโลก็ประกาศตัวเองว่าเป็นอัครทูตแท้ในแบบตรงกันข้ามกับคนอื่นๆที่ประกาศตัวเองว่าเป็นอัครทูตแท้   โดยชี้ว่าพวกเขาควรรู้ว่าเปาโลเป็นอัครทูตแท้  โดยเห็นได้ชัดจากการทนทุกข์เพื่อข่าวประเสริฐ เพราะถูกหินขว้างให้ตาย  ถูกโบยตี   และเรือแตก

เมื่อเปาโลออกไปสั่งสอน เขาไม่ได้คิดหวังให้พระเจ้าทรงยั้งใจของคนไม่ให้ขว้างหรือโบยตีเขา  บางครั้งข้าพเจ้าได้ยินหรือได้อ่านคำพยานที่พิสูจน์ความดีของพระเจ้า ที่ผู้ฟังได้รับการเตรียมใจไว้แล้วก่อนที่นักเทศน์จะไปถึง  พวกเขารับคำสอนอย่างอัศจรรย์  แม้ในตอนแรกๆ จะมีการต่อต้าน  แต่ใจของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อนักเทศน์ไปถึง  การเต็มใจรับจากฝ่ายผู้ฟังนั้นเป็นพยานว่าพระเจ้าทรงทำงานในใจของมนุษย์แน่ๆ  ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ   เราเข้าใจบ้างหรือยังว่าการต่อต้านอย่างรุนแรงต่อคำสอนนั้นมักจะเป็นพยานหลักฐานที่ชัดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในใจของผู้ฟังอย่างเต็มที่ให้เขาสำนึกบาปและต้องกลับมาหาพระเจ้าเพื่อจะรอด (อย่างในกิจการ 7)

น่าสงสารที่เปาโลถูกหินขว้าง และมีครั้งหนึ่งถูกทิ้งไว้ให้ตาย  ถูกหินขว้างอย่างสาหัสจนเลือดท่วมกาย  เขาถูกขว้างจนหมดสติอยู่ตรงนั้นจนพวกเขาคิดว่าเปาโลตายแล้ว  ถ้าท่านได้เห็นใบหน้าของอัครทูตท่านก็คงจะได้เห็นรอยแผลเต็มไปหมดอันเนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่เขาเจอมา   เปาโลพูดถึงรอยแผลเหล่านี้ว่า "เป็นการแบกความตายของพระเยซูคริสต์ไว้ในกายของเราเสมอ" (2 โครินธ์ 4:10)  เปาโลไม่ได้เจอกับการรับที่อบอุ่นเสมอไป

เปาโลต้องถูกเฆี่ยนกี่ครั้ง  แต่ละครั้งเขาจะถูกหวดด้วยแส้ที่กลางหลังถึง 39 ครั้ง  แส้ที่หวดแต่ละครั้งนั้นแรงจนหนังเปิด  เมื่อหวดถึงครั้งที่สี่ที่ห้าล่ะจะเป็นอย่างไรบ้าง   แต่นี่เขาถูกหวดถึง 39 ครั้ง ลดไป 1 ครั้งตามกำหนดกฎหมายของชาวยิว  ท่านจะทนกับการถูกโบยตีอย่างนี้ได้ไหม  หลังของเปาโลอยู่ในสภาพไหน   ผู้ฟังรับเขาอย่างดีหรือ

ท่านอาจคิดว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานผ่านเปาโลแล้วฤทธิ์อำนาจในคำสอนจะทำให้ผู้ฟังสำนึกบาปแน่ๆ  พวกเขาคงจะต้องคุกเข่าลงและกลับใจใหม่  เมื่อสเตฟาโนเทศนาพระวจนะด้วยฤทธิ์เดชในกิจการ 7 เขาก็ถูกหินขว้างตาย  ทำไมพระเจ้าจึงไม่ปกป้องชีวิตผู้รับใช้ที่มีค่ายิ่งของพระองค์คนนี้  แต่กลับยอมให้เขาถูกขว้างจนตาย

ท่านกล้าออกไปเทศนาสั่งสอนพระกิตติคุณไหม  อย่าคิดเลยว่าพระเจ้าจะทรงปูพรมให้ท่าน  พระองค์จะไม่ทำอย่างนั้น  แต่ถ้าจะมีก็น้อยมากที่จะเห็นอย่างนั้นในพระคัมภีร์

เข้าใจลักษณะชีวิตคริสเตียน
ถ้าท่านไม่เข้าใจลักษณะของชีวิตคริสเตียน  ท่านก็จะไปไม่รอด   เปาโลไม่ได้บ่นในเรื่องเหล่านี้เลย เขากลับอวดมันและชื่นชมยินดีกับการทนทุกข์ของเขา  เขาเป็นคนที่แกร่งกล้า  เขาคงจะเป็นซุปเปอร์แมนฝ่ายวิญญาณแน่จึงทนสิ่งนี้ได้

ท่านอาจจะแย้งว่า "การเป็นคริสเตียนนั้นเราต้องสามารถทนทานได้ใช่ไหม  แต่ว่าอัครทูตเปาโลเป็นซุปเปอร์แมนข้าพเจ้าไม่ใช่นะ  ข้าพเจ้าทำไม่ได้  ให้คนแกร่งกล้าทำไปเถอะ"  ท่านอยากเป็นซุปเปอร์แมนไหม

เปาโลเป็นยอดมนุษย์หรือ
ในโรม 8:37 จะพบว่าพระเจ้าทรงให้เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต   นี่เป็นภาพ"ฝัน"ของชีวิตคริสเตียนที่จะเป็น "ยิ่งกว่าผู้พิชิต"  แต่พวกเราจำนวนมากพอใจกับการเป็นผู้พิชิต  ไม่ต้องการเป็น"ยิ่งกว่า"  เราไม่รู้ว่า "ยิ่งกว่า" นั้นเป็นอย่างไร  แค่ได้มีชัยชนะก็ยุ่งยากพอแล้ว

ในการชกมวยบางครั้งคู่ต่อสู้ทั้งสองซัดอีกฝ่ายจนมีรอยฟกช้ำดำเขียวพอๆกัน  ทำให้ผู้ตัดสินตัดสินยากว่าจะให้ใครชนะคะแนน  แต่เมื่อมีคู่ชกที่คว่ำคู่ต่อสู้อย่างชัดๆ  ที่ผู้แพ้ลงไปนอนกองกับพื้นเวทีให้กรรมการนับ  ผู้ชนะแบบน็อกคู่ต่อสู้คนนี้คือตัวอย่างของการเป็น "ยิ่งกว่าผู้พิชิต"

เมื่อเปาโลพูดถึง "ยิ่งกว่าผู้พิชิต" ไม่ได้หมายถึงว่าท่านพอเอาชนะคะแนนคู่ต่อสู้  แต่ท่านต้องชนะอย่างท่วมท้น    นี่เองจึงดูเหมือนว่าเปาโลกำลังพูดถึงคริสเตียนบางคนที่เป็นแบบซุปเปอร์แมน   ควรเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ  แต่คริสเตียนส่วนมากไม่เคยเป็นแบบยิ่งกว่าผู้พิชิต

เมื่อท่านไม่เคยมีชัยชนะอย่างท่วมท้นท่านจะเป็นอย่างไร  ท่านจะท้อและผิดหวัง  ความรู้สึกผิดก็จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นอันตรายมาก   ท่านจะเริ่มคิดว่า "ผมเป็นคนใหม่หรือเปล่านี่  ผมอ่านในพระคัมภีร์ว่าเราจะเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต  แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำไมกัน"  ท่านเป็นอย่างนี้บ้างไหม

เมื่อท่านหันไปมองพี่น้องคนอื่นๆ คิดว่า  ตัวเราเป็นคนเดียวที่ถูกโบยหรือนี่  ไม่นานหรอกท่านจะพบว่าพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าท่าน  พวกเขาก็มีรอยฟกช้ำดำเขียว  และพวกเขาก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ด้วย  ท่านยังกวาดสายตาไปอีกว่ามียอดคนอยู่แถวนั้นหรือเปล่า  อาจเป็นศิษยาภิบาล และผู้นำในคริสตจักรก็ได้  แต่แล้วก็พบว่าพวกเขาก็มีความอ่อนแอด้วย   ผู้นำเหล่านี้ทำผิดกับเขาด้วยหรือ เขาอาจจะดีกว่าเราสักหน่อย แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนหรอก

เรากำลังต่อสู้กับสงครามที่ต้องพ่ายแพ้หรือ
ท่านคงจะเห็นความจริงแล้วสิ  แล้วก็เริ่มถากถาง  เมื่อมันเลวร้ายลงท่านก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง  และอาจสรุปเอาว่าชีวิตคริสเตียนนั้นไม่สามารถดำเนินได้  แม้แต่ผู้นำในคริสตจักรที่เรายกย่องต่างก็ไม่ดีพร้อม  ความรู้สึกสิ้นหวังก็เข้ามาเกาะกุมท่าน  ทำให้ชีวิตคริสเตียนของท่านอ่อนแรงดิ่งลงๆ  ท่านพิชิตไม่ได้  ไม่มีใครเป็นผู้พิชิตแม้แต่พวกผู้นำเอง  เรากำลังต่อสู้อยู่กับสงครามที่ต้องพ่ายแพ้ จะมีทางออกไหนบ้าง  ข้าพเจ้าเคยเจอคริสเตียนที่ยิ่งคิดแง่ร้ายมากเรื่อยๆ  ทุกสิ่งที่พวกเขามองนั้นไร้ความหวัง  พวกเขากำลังอยู่ที่ขอบเหว  แต่เมื่อท่านอ่านจดหมายของเปาโลท่านเห็นว่าเปาโลคิดอย่างนั้นไหม   ที่เปาโลคิดอย่างนั้นเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้คิดอย่างเดียวกับท่านและข้าพเจ้า  เปาโลพิชิตได้แต่ไม่ได้เป็นซุปเปอร์แมน

ความคิดแบบซุปเปอร์แมนนี้มาจากไหนกัน
ข้าพเจ้าจะอธิบายความหมายทีหลัง  แต่ให้เราดูความคิดแบบ"ซุปเปอร์แมน"  กับความเข้าใจลักษณะฝ่ายวิญญาณที่แท้เสียก่อน   เราต้องรู้ว่าความเข้าใจผิดๆ แบบซุปเปอร์แมนนั้นมาจากไหน  เพราะถ้าเราเริ่มด้วยการคิดแบบซุปเปอร์แมนแล้วเราก็จะพลาดเป้าและทำผิดพลาดอย่างแรง

ความคิดในเรื่องนี้มาจากนักปรัชญาชาวเยอรมันที่ชื่อเฟรเดอริก นิทช์  เป็นนักปรัชญาที่ต่อต้านคริสเตียน  แม้เขาจะมีพ่อเป็นศิษยาภิบาลก็ตามแต่เขาก็ต่อต้านทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคริสเตียน  มันเป็นเรื่องแปลกที่คนจากครอบครัวคริสเตียนหันมาต่อต้านคริสเตียนเพราะแบบอย่างของคริสเตียนที่เขาเห็นในบ้าน  นิทช์เป็นคนฉลาดมากแต่เขาฝังความคิดที่ต่อต้านพระเจ้าไว้จนแน่น  เขาได้เขียนหนังสือหลายเล่มและมีเล่มหนึ่งชื่อ "ปฏิปักษ์กับพระคริสต์" ที่เขาประกาศว่าตัวเขาเองเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์  เขาต่อต้านพระเจ้าเพราะว่าพระเจ้าถูกนำให้เข้าใจในแบบที่ผิดๆ  แต่จากที่เขาหันมาต่อต้านพระเจ้าเขาก็ได้สูญเสียความหมายแท้จริงของการมีชีวิตอยู่  เขาสูญเสียความหมายทั้งหมดของชีวิต  การปฏิเสธข่าวประเสริฐก็เป็นการปฏิเสธรากฐานของความหวัง  ไม่มีอะไรนิรันดร์  ทุกสิ่งไม่ยั่งยืน  นิทช์เสียสติเมื่ออายุ 45 ปี และเสียชีวิตสิบเอ็ดปีต่อมาในปี 1900

ซุปเปอร์แมน - การยกย่องมนุษย์กันเอง
ด้วยเหตุเช่นนั้น นิทช์ได้พัฒนาความคิดแบบซุปเปอร์แมน  ความคิดที่มนุษย์สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นยอดของมนุษย์  อย่างน้อยก็มีบางคนเป็นได้   ความหวังของเขาก็คือการที่ได้พัฒนามนุษย์ให้มาถึงระดับที่ถึงความสำเร็จ  มนุษย์สามารถช่วยตัวเองได้ด้วยการพัฒนาตนเอง  เราบางคนสามารถพัฒนาเผ่าพันธุ์ให้ไปถึงระดับยอด  นี่แหละเป็นต้นความคิดการล้างเผ่าพันธุ์ที่พวกนาซีใช้

แม้สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองและการล่มสลายอุดมการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีแล้ว  มนุษย์ก็ยังพยายามที่จะไว้ใจในตัวของเขาเอง  แต่ว่าเราจะสามารถไว้ใจใครได้

ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องของชายคนหนึ่งในประเทศจีนที่บูชาเมาเซตุง  เขาสะสมรูปเมาเซตุงทุกๆแบบ มีตั้งแต่หนังสือ  ตรา-เข็ม หรือแม้แต่รูปปั้น  เขามีเป้าหมายที่จะสะสมให้ได้ถึง 25,000 ชิ้น  ในห้องของเขาก็มีรูปปั้นมหึมาของเมาเซตุง  เขาจุดธูปบูชารูปนั้นทุกๆวัน  ทำไมเขาจึงทำอย่างนั้น   คำตอบก็คือเพราะว่าเมาเซตุงเป็นซุปเปอร์แมนของเขานั่นเอง

เนื่องจากว่าไม่มีมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่คนไหนจะตรงกับภาพลักษณ์ของซุปเปอร์แมน  ผู้เขียนการ์ตูนก็เลยจินตนาการณ์ขึ้นมา ให้เป็นคนที่หล่อเหลา มีผมหยิกหยักศก  มีรูปรางบึกบึนเข็งแรง  มีผ้าหลุมหลังสีน้ำเงินผูกรอบคอเพื่อช่วยให้บินในอากาศได้  เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เราจะทำได้ในความฝันเท่านั้น  เพราะถ้าท่านเป็นซุปเปอร์แมนในชีวิตจริงไม่ได้  แต่อย่างน้อยก็ทำได้ในความฝัน

ท่านคงเข้าใจแล้วว่าทำไมเราจึงใช้ความคิดแบบ "ซุปเปอร์แมน" ไม่ได้ในชีวิตคริสเตียน  เพราะเป็นการยกย่องมนุษย์  เป็นเกียรติเป็นการยกย่องอำนาจและความสามารถของมนุษย์ที่สลัดพระเจ้าทิ้งอย่างสิ้นเชิง  ในหนังการ์ตูนนั้นซุปเปอร์แมนสามารถคว่ำจรวดได้  อันนี้หมายความว่าอย่างไร  มันหมายความว่ามนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาของตัวเขาเองและไม่ต้องการพระเจ้า  สิ่งที่ต้องการอย่างเดียวก็คือการพัฒนาให้สูงขึ้นไปและที่มนุษย์จะสามารถทำทุกสิ่งได้  ความคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย  เราจะเห็นสิ่งเดียวกันนี้ในปฐมกาล  เราเห็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า   พวกเขาสามารถสร้างหอบาเบลซึ่งสูงเทียมฟ้าได้สำเร็จ  มนุษย์กำลังจะสร้างทางของเขาเองไปสวรรค์  เขาอยากจะนั่งที่พระบัลลังก์ของพระเจ้า

การมุ่งไปสู่ความสำเร็จของมนุษย์นั้นน่าคิดมาก  เขาสามารถส่งจรวดได้และต้องการจะไปให้ถึงสวรรค์   ข้าพเจ้าได้อ่านรายงานเรื่องกล้องส่องทางไกลอันใหม่ซึ่งใหญ่กว่าในฮาวายที่จะช่วยให้มนุษย์มองเห็นจักรวาลได้  ยิ่งมนุษย์รู้เรื่องจักรวาลเท่าไรเราก็รู้ว่ามนุษย์เล็กและต่ำต้อยมากแค่ไหน   ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดของมนุษย์ในการส่งยานอวกาศนั้นไปไม่ได้ไกลนักในความเวิ้งว้างที่กว้างใหญ่ๆไพศาลของจักรวาลนี้

ความเชื่อที่ผิดๆในการเป็นซุปเปอร์แมนฝ่ายวิญญาณ
การยกย่องความสำเร็จของมนุษย์นี่แหละคือประเด็นของซุปเปอร์แมน  การใช้ความคิดของซุปเปอร์แมนกับชีวิตคริสเตียนนั้นเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์  ที่น่าเศร้าใจก็คือความคิดนี้ก็ยังคงมีอยู่ในคริสตจักร  เรายังคงเห็นความคิดที่พิสูจน์และพัฒนาตัวเองให้ไปสู่ความสำเร็จถึงระดับซุปเปอร์แมนฝ่ายวิญญาณ  เราถูกปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาในปัจจุบันให้เชื่อความคิดที่มุ่งพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมเราจึงต้องเรียนอย่างมากมายก่ายกอง  ก็เพื่อพัฒนาตัวเอง  ท่านเรียนก็เพื่อท่านจะได้ไปต่ออีกระดับหนึ่ง  ปริญญาหนึ่งไปอีกปริญญาหนึ่ง  เราศึกษาเพื่อจะพัฒนาความจำและความแน่นของเรา  เรายังหายา "เพื่อช่วยให้สมองมีพลัง" อีกด้วย   เรากำลังจะพิสูจน์ตัวเองด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้

เราก็ทำเหมือนกันเช่นนั้นไม่ใช่หรือเมื่อเรามาคริสตจักร  ทำไมท่านจึงศึกษาพระคัมภีร์  ท่านอาจบอกว่า "ผมอยากรู้น้ำพระทัยพระเจ้า"  การรู้น้ำพระทัยพระเจ้าเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น  แต่เหตุผลจริงๆ ก็เพื่อต้องการพิสูจน์ความเข้าใจพระคัมภีร์ใช่หรือไม่  คงจะดีไม่น้อยเมื่อมีคนถามในกลุ่มเรียนพระคัมภีร์แล้วท่านก็ได้เปิดพระคัมภีร์ให้และได้เปิดตาของพวกเขา   คนจะชื่นชมการรู้และเข้าใจพระคัมภีร์และมองดูท่าน  ท่านคงจะไม่บอกหรอกว่าท่านทำเพราะอยากให้ใครๆ ประทับใจท่าน   ท่านคงพูดแต่ว่าท่านอยากรู้น้ำพระทัยพระเจ้า  แต่เมื่อท่านรู้น้ำพระทัยพระเจ้าแล้วแล้วทำไมท่านยังมีชีวิตที่มีชัยชนะไม่ได้ล่ะ

ในเรื่องการอธิษฐาน  ท่านอาจจะดูน่าประทับใจฝ่ายวิญญาณ  แต่อาจจะไม่ได้ประทับใจขนาดนั้น  เราสามารถอธิษฐานได้อย่าง"ยอดเยี่ยมและลึกซึ้ง"  ตั้งและพิสูจน์สมาธิของเราได้  ให้ความคิดของเราสามารถมุ่งอยู่ที่หนึ่งได้  การมีสมาธิในใจและจิตวิญญาณเงียบๆสักสิบนาทีก็ดีนะ  เราถูกความคิดของการพิสูจน์ตัวเองซื้อเราไป  ถ้าท่านยังมีเหตุผลในการพิสูจน์ตัวเองอยู่บ้างในการศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐาน  นั่นหมายความว่าท่านยังไม่มีความเข้าใจและท่านก็จะไม่ก้าวหน้าขึ้นฝ่ายวิญญาณในชีวิตคริสเตียน

หลักสูตรการอบรมสาวกจะทำให้เราเป็นซุปเปอร์แมนไหม
แล้วเรื่องการอบรมสาวกล่ะ  ท่านอาจบอกว่าเมื่ออบรมขั้นต่างๆในการเป็นสาวกนั้น  ท่านจะเติบโตก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณและสามารถมีชีวิตคริสเตียนที่ชัยชนะได้แน่  เมื่อท่านได้ผ่านระดับพื้นฐานแล้วท่านก็ยังคงสู้อยู่กับการมีชีวิตอย่างชัยชนะ  และก็คอยหาการอบรมระดับสูงไปอีกเพื่อจะได้คำตอบ  การอบรมนี้จะพาท่านไปถึงระดับซุปเปอร์แมน   แต่การเป็นคนฝ่ายวิญญาณแท้ไม่ได้ไกลเกินอย่างนั้นหรอก

ชีวิตของท่านมีชัยชนะไหม  การอบรมช่วยได้ไหม  ท่านเป็นอย่างนี้ไหมเมื่ออบรมเสร็จแล้วท่านก็บรรลุขั้นซุปเปอร์แมน  ท่านเริ่มรู้ตัวว่าอยู่แค่ครึ่งทางของซุปเปอร์แมนแค่นั้นเอง  ท่านจำต้องถ่อมใจ   แต่แม้ว่าจะมาถึงครึ่งทางของซุปเปอร์แมนแล้วก็ตามการที่จะถ่อมใจต่อไปอีกนั้นไม่ง่ายเลย  แต่ท่านก็ยังอยากจะพยายาม   ฉะนั้นจึงมีคนดีมากมายในคริสตจักรที่พยายามจะเข้าใจวิธีที่จะถ่อมใจมากยิ่งขึ้น   พละกำลังทั้งหมดใช้ไปกับการต่อสู้ที่จะให้ได้ถ่อมใจลง

ท่านก็ยิ่งผิดหวังว่า "อบรมตั้งหลายอย่างแล้ว  เมื่อไรผมจะได้มีชีวิตที่มีชัยชนะเสียที  ถ้าการอบรมขั้นต่อๆ ไปเป็นทางเดียวที่จะมีชัยชนะได้ละก็ ผมไม่รู้ว่าจะไปถึงขั้นนั้นไหม   ชีวิตคริสเตียนนี้ยากจัง"

ข้าพเจ้าอยากบอกท่านว่า  ถ้าท่านเข้ารับการอบรมเป็นสาวกที่มีทั้งหมดนี้ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะได้ก้าวหน้าขึ้นตามแนวคิดแบบซุปเปอร์แมนละก็  ท่านมาผิดทางแล้ว  และการอบรมเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อท่าน  มันเป็นอันตรายที่จะเข้ามาด้วยแรงจูงใจที่ผิดๆ  การอบรมมีประโยชน์ แต่สิ่งที่มีประโยชน์ทุกสิ่งสามารถนำไปใช้อย่างผิดๆได้   นี่แหละคืออันตราย

หัวใจของความเติบโตฝ่ายวิญญาณ
แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไป  เราจะต้องเข้าใจหัวใจสำคัญที่เปาโลกำลังบอกกับเรา  เราจะมีชีวิตที่มีชัยชนะได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้   ลองไตร่ตรอง 2 โครินธ์ 12:10 ให้ดีๆ "เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"  เปาโลไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นซุปเปอร์แมน(เหนือมนุษย์)  ที่น่าตะลึงก็คือสิ่งที่เปาโลพูดใน 2 โครินธ์ 13:4 ("พระองค์ทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขนในความอ่อนแอ")   แม้ว่าพระคริสต์เองก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมน  พูดง่ายๆว่า  "พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงในสภาพของคนอ่อนแอ"  ในพระคัมภีร์ใหม่พระเยซูไม่เคยสำแดงพระองค์ว่าทรงเป็นซุปเปอร์แมน  ตลอดพระกิตติคุณยอห์นพระเยซูไม่เคยใช้อำนาจของพระองค์เอง  เมื่อท่านไม่ได้ทำสิ่งต่างๆด้วยกำลังของตัวท่านเองก็หมายความว่าตัวท่านไม่มีอะไรเลย  แต่พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นทุกสิ่งในชีวิตให้กับท่าน

ถ้าท่านไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ท่านก็ไม่เข้าใจชีวิตคริสเตียนเลย  อย่าคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ท่านจะสามารถไปถึงระดับที่ท่านจะทำทุกสิ่งได้ด้วยพลังของซุปเปอร์แมน  เพราะเมื่อถึงระดับนั้นท่านก็จะไม่ต้องการพระเจ้าอีกแล้ว  แต่ตราบใดที่ท่านเชื่อพึ่งในพระเจ้าอย่างที่สุดนั่นก็หมายความว่าท่านเป็นคนอ่อนแอเสมอ

ท่านเห็นอันตรายของความคิดแบบซุปเปอร์แมนหรือยัง  ท่านต้องเข้าใจให้ดีโดยจะต้องไม่วาดฝันว่าท่านจะไต่เต้าขึ้นไปถึงขั้นที่มีพลังมากจนดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณด้วยตัวของท่านเองได้  ไม่ควรจะคิดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเหมือนแบตเตอรี่ที่ต้องถูกชาร์จไฟด้วยการอบรมต่างๆมากมาย  ด้วยการศึกษาพระคัมภีร์หรือการอธิษฐาน  และท่านก็ชาร์จแรงขึ้น ๆ  เพื่อว่าเมื่อธิษฐานและศึกษาพระคัมภีร์เสร็จจะได้ออกไปใช้แรงที่ได้รับการชาร์จได้นานๆ   แล้วท่านจะกลับมาหาพระเจ้าก็ต่อเมื่อต้องการรับการชาร์จใหม่เมื่อรู้สึกว่ากำลังถดถอยลง  ซึ่งไม่ใช่วิธีการอย่างนั้นแน่นอน  เพราะจะไม่มีเวลาไหนเลยในชีวิตที่เราไม่ต้องเดินในความอ่อนแอของเรา   และไม่มีเวลาไหนเลยที่เราไม่ต้องพึ่งพากำลังจากพระองค์ทุก ๆ ขณะ

ความเป็นคริสเตียนที่แตกต่าง - อวดในความอ่อนแอ
เมื่อเปาโลพูดว่า "เมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"  นั่นหมายความว่าถ้าท่านอยากจะเข็มแข็งเมื่อใดท่านจำต้องอ่อนแอ"  เป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องเข้าใจว่า  ท่านจะแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากกันไม่ได้เลย  ถ้าท่านรู้สึกอ่อนแอเมื่อใดนั่นแหละเป็นเวลาที่ท่านควรจะขอบคุณพระเจ้า  เพราะนี่แหละคือสิ่งที่เปาโลกำลังอวดอยู่

ร่างกายของท่านเจ็บปวดเหมือนกับข้าพเจ้าไหม  เปาโลกำลังพูดถึงหนามในร่างกาย  ลองเอาหนามทิ่มตัวท่านเองสิแล้วจะรู้ว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง  นี่เป็นภาพของความแปลบร้าวในร่างกาย  ผู้รู้มากมายก็พยายามจะเข้าใจ  แต่ไม่มีใครอธิบายได้  ถ้าท่านยังบ่นเรื่อยๆ กับพระเจ้าว่าทำไมท่านจึงเจ็บปวดอย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านยังไม่เข้าใจเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียน  ว่าในความอ่อนแอนั้นฤทธานุภาพของพระเจ้าจะสำแดงในท่าน  ในพระคัมภีร์ตอนนั้นเปาโลอวดได้ถึงความเจ็บปวดทรมานนี้  นี่เป็นคริสเตียนแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เมื่อท่านต้องการการช่วยเหลือ  นั่นแหละคือโอกาสที่พระเจ้าจะสำแดงฤทธานุภาพกับท่าน และผ่านท่านไปถึงคนอื่น  ท่านคงจะรู้จักจอห์นนี่  นักกีฬาสาวสวยที่กระดูกคอหักจนต้องเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอถึงปลายเท้า  เธออายุยังน้อยมากและจะต้องนั่งในรถเข็นไปตลอดชีวิต ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเล่า  แต่กลับเป็นว่าคนเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนได้รับพระพรผ่านชีวิตของเธอ  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือ   ก็เป็นเพราะฤทธานุภาพของพระเจ้าสำแดงในความอ่อนแอของเธอนะสิ

เราจะเผชิญปัญหาของเราเองอย่างไร
ตามธรรมดาแล้วเมื่อท่านมีปัญหาสุขภาพก็จะรู้สึกแย่เอามาก ๆ  ข้าพเจ้าเองรู้สึกปวดหลังมากปวดร้าวจนอ่อนแรง  สังเกตคำว่า  "อ่อนแรง"  ความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดทุกชนิดมีผลทำให้เราอ่อนกำลังลง  พระเจ้าจะให้เปาโลมีความเข้มแข็งได้นั้นพระองค์จำต้องทำให้เปาโลอ่อนกำลังก่อนด้วยความเจ็บปวดจากหนามในเนื้อ   ท่านเข้าใจหลักการนี้ไหม  บางทีเราอาจจะยังไม่ได้อยู่ในขั้นที่พระเจ้าจะให้หนามในเนื้อของเรา  เพราะเรายังไม่สามารถรับกับปัญหาเล็กๆ ที่เจออยู่ทุกๆ วันได้  คุณภาพของคริสเตียนในเราจะเห็นได้จากวิธีที่เราเผชิญปัญหาของเรา

ความอ่อนแอของเราคือโอกาสของพระเจ้า
ความอ่อนแอของเราเป็นโอกาสของพระเจ้าที่จะทรงสำแดงฤทธานุภาพที่เกินธรรมดาในชีวิตของท่าน  นี่คือสง่าราศีของคริสเตียน  ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่มีปัญหาแต่ว่าในทุกๆ ปัญหานั้นมีฤทธานุภาพที่จะเอาชนะแม้แต่กระดูกคอหักหรือเป็นอัมพาต  มีที่ไหนอีกไหมที่พระเจ้าจะทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ในชีวิตของท่านได้    ท่านคิดว่าพระสิริของพระเจ้าสำแดงในข้าพเจ้าเพราะว่าข้าพเจ้าได้ขับรถเบนซ์หรือ  ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องมาเป็นคริสเตียนเพื่อจะขับรถเบนซ์  แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเป็นคริสเตียนที่ถวายพระสิริแด่พระเจ้า  ให้ฤทธานุภาพของพระองค์สำแดงในข้าพเจ้าด้วยหนามในเนื้อ  ข้าพเจ้าไม่ต้องการฤทธานุภาพของพระเจ้าที่จะอยู่ในบ้านหลังงามและใหญ่โต  แต่ข้าพเจ้าต้องการฤทธานุภาพของพระเจ้าเมื่อข้าพเจ้าไม่มีที่คุ้มหัวเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ

การอ่อนแอนั้นเป็นพระพร
เมื่อข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนใหม่ ๆ ข้าพเจ้าเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าที่ทรงสำแดงในชีวิตของอาจารย์ยัง   ผู้ซึ่งมีเคล็ดลับของอัครทูตเปาโลในชีวิตคริสเตียนของเขา  เขายอมรับความแร้นแค้นเพราะสั่งสอนข่าวประเสริฐ   เป็นสิ่งที่เขาได้ถวายเกียรติและชื่นชมยินดี  ข้าพเจ้าได้อยู่กับเขาหลายเดือนข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากเขา  ไม่ได้เรียนว่าอ่านพระคัมภีร์อย่างไร หรืออธิษฐานหลายๆชั่วโมงอย่างไร   แต่เรียนที่จะรับกับปัญหาและความยากลำบากต่างๆ อย่างไรต่างหาก  ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าพระสิริของพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร  เราทั้งสองคนไม่มีเงินเลย  บางครั้งเราสองคนมีแต่ปลาตัวนิดเดียวที่ต้องแบ่งกันกิน  ไม่มีเงินจะซื้อผัก มีพอแค่ซื้อข้าวสุก  ข้าพเจ้าจดจำได้ดีที่เขาขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าสำหรับปลาตัวเล็กๆ   เขาถูกตำรวจลับตามจับในเซี่ยงไฮ้   ความยินดีในพระเจ้าของเขาอยู่ในทุกปัญหา  ข้าพเจ้าได้เห็นพระสิริขององค์พระเจ้า  ท่านเข้าใจเคล็ดลับนี้ไหม

เปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์" (กาลาเทีย 2:20)  ไม่ใช่ "ข้าพเจ้าเคย" แต่ "ข้าพเจ้าถูกอยู่"  การถูกตรึงนั้นเป็นการประจานว่าเป็นอาชญากร  มันยังหมายถึงความทุกข์ทรมานและความตายด้วย  การถูกตรึงบนกางเขนเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแออย่างที่สุด  แต่ที่เปาโลให้สิ่งนี้เป็นศูนย์กลางของชีวิตเขา   เราเห็นอย่างชัดเจนว่าเขามีสามัคคีธรรมกับพระคริสต์  แล้วท่านล่ะท่านมีประสบการณ์แบบนี้กับพระคริสต์ไหม

ในคำเทศนาบนภูเขา (มัทธิว 5:3-12)  เราจะเห็นได้ว่าความสุขเกี่ยวด้วยกับความอ่อนแอ  "ความสุขมีแก่คนที่บกพร่องและขัดสน"  คนบกพร่องนั้นอ่อนแอ  "ความสุขมีแก่คนที่มีใจอ่อนโยน"  คนใจอ่อนโยนเป็นคนที่อ่อนแอ "ความสุขมีแก่ผู้ที่ถูกติเตียนข่มเหง"  พวกเขาถูกข่มเหงเพราะต่อสู้ไม่ได้   พระองค์กำลังพยายามให้เราเห็นความเข้าใจที่เชื่องช้าและบกพร่องของเราซึ่งเป็นเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียนที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของความอ่อนแอ  ฤทธานุภาพของพระองค์จะสำแดงโดยผ่านความอ่อนแอเท่านั้น

ดาวิดได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงชอบพระทัยยิ่งนัก(กิจการ 13:22)  เป็นเพราะว่าเขาเป็นซุปเปอร์แมนหรือ  แต่กลับตรงกันข้ามเขาเป็นผู้ประทับใจกับความจริงว่าพระเจ้าทรงรักและอยู่ด้วยกับคนบกพร่อง คนใจอ่อนสุภาพ  และคนที่อ่อนแอขัดสน  ดาวิดเขียนว่า "พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำและทรงช่วยผู้ที่จิตใจสำนึกผิด" (สดุดี 34:18)  จริงๆแล้วในคำเทศนาบนภูเขา " ความสุขมีแก่คนที่ใจอ่อนโยน" นั้นมาจากคำของดาวิดในสดุดี 37:11 "แต่คนที่ใจอ่อนสุภาพจะได้แผ่นดิน(โลก)ตกเป็นมรดก"

ท่านมีพอเพียงท่านจึงไม่ต้องพึ่งพระเจ้า
ข้าพเจ้าได้พบกับความอัศจรรย์ของพระเจ้าในชีวิตของข้าพเจ้าเอง  ข้าพเจ้าได้เห็นฤทธานุภาพมากมายของพระเจ้าในชีวิตของข้าพเจ้า  แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเป็นห่วงก็คือข้าพเจ้าไม่ค่อยจะได้ยินคนอื่นๆแบ่งปันเรื่องแบบนี้เลย  ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมพวกท่านจึงไม่เคยเจอกับความอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำ  มันเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าเป็นซุปเปอร์แมนแต่ท่านไม่ใช่อย่างนั้นหรือ  ข้าพเจ้าไม่ใช่ซุปเปอร์แมน  ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นอะไรเลย  นี่แหละพระเจ้าจึงทรงทำงานอย่างที่พระองค์ต้องการในชีวิตข้าพเจ้า  เป็นเพราะว่าในความอ่อนแอและความบกพร่องของข้าพเจ้าพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์เองกับข้าพเจ้า

ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านเองนั้น "ดียิ่งกว่า"ข้าพเจ้า   ท่านไม่มีความบกพร่องที่ข้าพเจ้ามีนั่นเองท่านจึงไม่ได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะกินเลย  พระเจ้าทรงทำสิ่งอัศจรรย์กับข้าพเจ้า  พระเจ้าจะไม่ให้ข้าพเจ้าอดอยาก   ถึงแม้พระองค์จะให้ข้าพเจ้าอดอยากข้าพเจ้าก็จะรับสิ่งนั้นด้วย  แต่พระองค์จะไม่ให้ข้าพเจ้าต้องอดอยาก  ข้าพเจ้าได้เห็นการอัศจรรย์อันน่าอัศจรรย์ใจที่พระองค์ทรงสรรหาอาหารให้ข้าพเจ้าดังที่ข้าพเจ้าได้แบ่งปันไว้ในคำพยานชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว

พระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงกับท่านไหม
น่าสงสารจริงๆ ที่ท่านดีเกินไป สมบูรณ์เกินไป  ท่านมีหนังสือเดินทางและการเป็นพลเมืองของสวรรค์แล้วก็เลยไม่ต้องให้พระเจ้าทรงช่วยท่าน  ลองมองชีวิตของท่านแล้วถามตัวเองว่า  ความบกพร่องและความขาดแขลนของเรามีอยู่ที่ไหนบ้าง  ความสุขมีแก่คนขัดสน  พวกเขาแร้นแค้นและอ่อนแอพระเจ้าจะทรงเข้ามาช่วย   ถ้าความขัดสนของท่านเป็นแค่จิตใจ  สิ่งที่ท่านต้องการก็คือการปลอบใจ   ถ้าต้องการเพียงแค่นั้นก็จงเพ่งตาดูการนำเสนอของทีวีก็จะช่วยแก้ปัญหาของท่านได้   ถ้าท่านมีปัญหาทางใจท่านต้องมองหาคำตอบทางใจ  ท่านไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่   เมื่อข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้ามีประสบการณ์ท่านอาจจะพูดว่าต้องยกเว้นข้าพเจ้า  หรือไม่ข้าพเจ้าก็สุดขั้วเกินไป  มันยากที่จะเชื่อเรื่องเหล่านี้ถ้าท่านไม่ได้เจอด้วยตัวเอง  แต่เมื่อท่านเจอด้วยตัวเองมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการมาเล่าให้ฟังเสียอีก   ท่านนึกความรู้สึกออกไหมเมื่อท่านมองหม้อที่เห็นว่าอาหารหมดแล้วแต่กลับพบว่าอาหารยังมีอยู่อย่างเดิม  ท่านลองนึกความรู้สึกตอนที่ท่านตักอาหารออกจากหม้อแล้วยังเห็นอาหารเหลืออยู่เท่าเดิมเหมือนตอนก่อนตัก  มันจะน่าอัศจรรย์ใจเมื่อท่านเจอด้วยตัวท่านเอง

ท่านอยากจะมีประสบการณ์ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะอย่างของเปาโลไหม  ท่านอยากจะมีความแข็งแรงฝ่ายวิญญาณอย่างของเปาโลนี้ในชีวิตคริสเตียนของท่านไหม  พระเจ้าของเราเป็นจริงอย่างนั้นกับท่านไหม

ความสุขมีแก่คนอ่อนแอและขัดสนเพราะพระเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์กับพวกเขา ท่านเตรียมตัวที่จะเป็นคนขัดสนและคนอ่อนแอเพื่อจะได้มีประสบการณ์ที่มีชัยชนะแบบเดียวกับเปาโลไหม

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.