|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ
คำเทศนาอธิบาย 2 โครินธ์ 12:9 โดย อ.อิริค ชาง ชุดที่ 4
เข้าใจความสำคัญจาก 2
โครินธ์ 12:7-10 ท่านเคยอยากจะอวดความอ่อนแอของท่านบ้างไหม เมื่อใดบ้างที่ท่านเคยคิดว่าปัญหา อุปสรรค ความยากลำบาก และการถูกข่มเหงเป็นสิ่งที่เราควรจะชื่นชมยินดี
คริสเตียนแบบไหน เราจะได้ยินในทุกที่ทั่วไปว่า ความทุกข์ยากลำบากนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้ท่านเป็นคนยากจน ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ได้อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า ความเจ็บป่วยทุกอย่างจะต้องรักษาหาย ความยากจนจะหมดไป ถ้าท่านต้องจนลงแสดงว่าท่านไม่มีความเชื่อ และถ้าท่านมีความเชื่อท่านก็ขอรถเบนซ์ รถโรลส์ลอยได้ ถ้าท่านไม่ได้รับก็หมายความว่าท่านไม่มีความเชื่อ นี่คือสิ่งที่คริสเตียนสอนกัน คริสเตียนเป็นอย่างที่กล่าวมานี้หรือ ท่านก็คงจะเริ่มสงสัยว่าท่านได้อ่านพระคัมภีร์เล่มเดียวกันกับเปาโลหรือเปล่า และถ้าเปาโลได้ยินเรื่องนี้เขาก็คงจะสงสัยเช่นกันว่ามีใครเข้าใจสิ่งที่เขาเขียนไหม
ชีวิตคริสเตียนของท่านเป็นชีวิตที่มีชัยชนะไหม
เมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง ลองคิดถึงคำอุปมาอุปมัยที่อัครทูตเปาโลใช้ เช่นฟิลิปปี 4:13 "ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า" ดูแล้วเป็นชีวิตคริสเตียนที่ช่างยอดจริงๆ "ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้" เปาโลมีกำลังที่จะเผชิญความยากลำบาก เราจะโยนอะไรให้เปาโลก็ได้เขาก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ เปาโลเป็นคริสเตียนขนานแท้ แล้วตัวท่านกับข้าพเจ้าเล่า เราเจอปัญหาเล็กๆก็ท้อแล้ว ที่น่าเศร้าก็คือว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปัญหาเสียเหลือเกิน จึงเป็นผลตามมาว่าเรามักจะท้อแท้เสียเป็นส่วนมาก เราจะมีกำลังขึ้นมาเมื่อไร อาจจะตอนมาคริสตจักร หกวันของเราเราจะท้อแท้แต่ในวันที่เจ็ดเราจะรวบรวมกำลังที่มีเล็กน้อยให้มีแรงขึ้นมาได้บ้าง แต่ด้วยกำลังเท่านี้เราก็จะขาดอยู่เรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุด ข้าพเจ้ากลัวว่าการขาดดุลอย่างนี้จะทำให้ล้มละลายฝ่ายวิญญาณได้
เปาโลโอ้อวดอะไร ถ้าท่านกำลังรับใช้พระเจ้า ทำงานประกาศเต็มตัว ท่านคงจะคิดสิว่าพระเจ้าจะปูทางอย่างดีให้ท่าน แต่ดูว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้าง พระองค์อนุญาตให้เรือของท่านอับปาง ท่านอาจแย้งว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่ควรจะทำแบบนี้กับผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์จะว่ายน้ำได้หรือไม่ได้นั้นไม่สำคัญ แต่ที่ให้ผู้รับใช้ของพระองค์ต้องลอยคอในน้ำอย่างนั้นไม่ใช่วิธีที่พระองค์จะทรงทำกับผู้รับใช้แน่ แต่ถ้าพระองค์ลองให้เกิดกับข้าพระองค์ละก็ ขอโทษเถอะพระองค์เจ้าข้า ตั้งสามครั้งนั้นข้าพระองค์รับไม่ไหว แค่ครั้งเดียวก็แย่แล้ว หมดกันพระคัมภีร์ก็เปียกและเสีย คำเตรียมเทศนาก็จมหายหมด ข้าพระองค์จำอะไรไม่ได้เลยว่าจะเทศน์อะไรบ้าง" ข้าพเจ้าหวั่นใจเหลือเกินว่าความเชื่อแบบคริสเตียนของท่านแข็งแรงพอจะรับมือกับสิ่งนี้ได้ไหม ข้าพเจ้าคิดว่าความเชื่อของท่านรับมือไม่ได้แน่ถ้าชีวิตคริสเตียนของท่านยังเป็นอย่างที่พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้สิ่งร้ายเกิดขึ้นกับท่านเลย "ข้าพระองค์ผู้รับใช้ของพระองค์ยืนอยู่นี่แล้ว พร้อมที่จะออกไปเทศนาสั่งสอนพระคำของพระเจ้า พระองค์จะต้องปูพรมให้ข้าพระองค์แน่ๆ ใช่ไหมพระเจ้าข้า" แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม ไฟดับ ลิฟท์ค้าง ต้องทนเสียเกียรติวิ่งกระหืดกระหอบลงบันไดหลายชั้น เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์รถคันที่จะขึ้นเพิ่งออกไป ดูอะไรๆก็ไม่เป็นใจไปหมด พระเจ้าคงจะไม่ทำอย่างนี้กับผู้รับใช้ของพระองค์แบบนี้แน่ๆ เมื่อท่านเจอแค่สองสามปัญหาก็พูดแล้วว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า ทำไมพระองค์จึงทำกับข้าพระองค์อย่างนี้" นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านเข้าใจหัวใจของการเป็นคริสเตียน ท่านอาจจะโตมากับการถูกสอนว่า ตราบใดที่ท่านยังอยู่ในศูนย์กลางของน้ำพระทัยพระเจ้า ทุกๆสิ่งก็จะราบรื่น พระองค์อาจไม่ได้ปูทางของท่านด้วยกลีบกุหลาบ แต่อย่างน้อยพระองค์ก็จะไม่ให้มีหนามมากจนเกินไป เมื่อเปาโลเขียนถึงสิ่งเหล่านี้ใน 2 โครินธ์ 11 เปาโลมีจุดประสงค์อะไร เขียนบ่นว่าพระเจ้าหรือ เขาเขียนสิ่งเหล่านี้เพื่อพิสูจน์กับชาวโครินธ์ว่าเขาเป็นผู้รับใช้แท้ของพระเจ้า (ข้อ 23) นี่เป็นข้อต่อของส่วนแรกกับส่วนหลังของ 2 โคริน์ 11 เปาโลกำลังพูดว่า "พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์หรือ ข้าพเจ้าเป็นยิ่งกว่าเสียอีก มีหลักฐานอะไรล่ะ ก็เรือของข้าพเจ้าแตก" วิเศษณ์จริงๆใช่ไหม เรือของพวกเขาไม่แตกฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่สาวกแท้ของพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลหรือ ข้าพเจ้ากำลังพูดเรื่องตลกหรือเปล่า ลองอ่านและดูว่ามีอะไรอย่างอื่นที่เกี่ยวพันกัน
เรียนที่จะเดินกับพระเจ้า ก่อนที่ข้าพเจ้าจะสอนสองอาทิตย์ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งและเมื่ออ่านมาถึงหน้าสุดท้ายข้าพเจ้าก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง มันเป็นหัวข้อเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะสอนพอดี คือสิ่งพิสูจน์การเป็นอัครทูตของเปาโล ซึ่งอ้างอิงตอนเดียวกันกับของข้าพเจ้าในสมุดจดที่เขียนมาห้าอาทิตย์กว่าๆแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ผู้เขียนพูดอย่างเดียวกันเปี๊ยบกับที่ข้าพเจ้ากำลังพูดอยู่นี้
สิ่งพิสูจน์การเป็นอัครทูต เมื่อเปาโลออกไปสั่งสอน เขาไม่ได้คิดหวังให้พระเจ้าทรงยั้งใจของคนไม่ให้ขว้างหรือโบยตีเขา บางครั้งข้าพเจ้าได้ยินหรือได้อ่านคำพยานที่พิสูจน์ความดีของพระเจ้า ที่ผู้ฟังได้รับการเตรียมใจไว้แล้วก่อนที่นักเทศน์จะไปถึง พวกเขารับคำสอนอย่างอัศจรรย์ แม้ในตอนแรกๆ จะมีการต่อต้าน แต่ใจของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อนักเทศน์ไปถึง การเต็มใจรับจากฝ่ายผู้ฟังนั้นเป็นพยานว่าพระเจ้าทรงทำงานในใจของมนุษย์แน่ๆ ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ เราเข้าใจบ้างหรือยังว่าการต่อต้านอย่างรุนแรงต่อคำสอนนั้นมักจะเป็นพยานหลักฐานที่ชัดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในใจของผู้ฟังอย่างเต็มที่ให้เขาสำนึกบาปและต้องกลับมาหาพระเจ้าเพื่อจะรอด (อย่างในกิจการ 7) น่าสงสารที่เปาโลถูกหินขว้าง และมีครั้งหนึ่งถูกทิ้งไว้ให้ตาย ถูกหินขว้างอย่างสาหัสจนเลือดท่วมกาย เขาถูกขว้างจนหมดสติอยู่ตรงนั้นจนพวกเขาคิดว่าเปาโลตายแล้ว ถ้าท่านได้เห็นใบหน้าของอัครทูตท่านก็คงจะได้เห็นรอยแผลเต็มไปหมดอันเนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่เขาเจอมา เปาโลพูดถึงรอยแผลเหล่านี้ว่า "เป็นการแบกความตายของพระเยซูคริสต์ไว้ในกายของเราเสมอ" (2 โครินธ์ 4:10) เปาโลไม่ได้เจอกับการรับที่อบอุ่นเสมอไป เปาโลต้องถูกเฆี่ยนกี่ครั้ง แต่ละครั้งเขาจะถูกหวดด้วยแส้ที่กลางหลังถึง 39 ครั้ง แส้ที่หวดแต่ละครั้งนั้นแรงจนหนังเปิด เมื่อหวดถึงครั้งที่สี่ที่ห้าล่ะจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่นี่เขาถูกหวดถึง 39 ครั้ง ลดไป 1 ครั้งตามกำหนดกฎหมายของชาวยิว ท่านจะทนกับการถูกโบยตีอย่างนี้ได้ไหม หลังของเปาโลอยู่ในสภาพไหน ผู้ฟังรับเขาอย่างดีหรือ ท่านอาจคิดว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานผ่านเปาโลแล้วฤทธิ์อำนาจในคำสอนจะทำให้ผู้ฟังสำนึกบาปแน่ๆ พวกเขาคงจะต้องคุกเข่าลงและกลับใจใหม่ เมื่อสเตฟาโนเทศนาพระวจนะด้วยฤทธิ์เดชในกิจการ 7 เขาก็ถูกหินขว้างตาย ทำไมพระเจ้าจึงไม่ปกป้องชีวิตผู้รับใช้ที่มีค่ายิ่งของพระองค์คนนี้ แต่กลับยอมให้เขาถูกขว้างจนตาย ท่านกล้าออกไปเทศนาสั่งสอนพระกิตติคุณไหม อย่าคิดเลยว่าพระเจ้าจะทรงปูพรมให้ท่าน พระองค์จะไม่ทำอย่างนั้น แต่ถ้าจะมีก็น้อยมากที่จะเห็นอย่างนั้นในพระคัมภีร์
เข้าใจลักษณะชีวิตคริสเตียน ท่านอาจจะแย้งว่า "การเป็นคริสเตียนนั้นเราต้องสามารถทนทานได้ใช่ไหม แต่ว่าอัครทูตเปาโลเป็นซุปเปอร์แมนข้าพเจ้าไม่ใช่นะ ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ให้คนแกร่งกล้าทำไปเถอะ" ท่านอยากเป็นซุปเปอร์แมนไหม
เปาโลเป็นยอดมนุษย์หรือ ในการชกมวยบางครั้งคู่ต่อสู้ทั้งสองซัดอีกฝ่ายจนมีรอยฟกช้ำดำเขียวพอๆกัน ทำให้ผู้ตัดสินตัดสินยากว่าจะให้ใครชนะคะแนน แต่เมื่อมีคู่ชกที่คว่ำคู่ต่อสู้อย่างชัดๆ ที่ผู้แพ้ลงไปนอนกองกับพื้นเวทีให้กรรมการนับ ผู้ชนะแบบน็อกคู่ต่อสู้คนนี้คือตัวอย่างของการเป็น "ยิ่งกว่าผู้พิชิต" เมื่อเปาโลพูดถึง "ยิ่งกว่าผู้พิชิต" ไม่ได้หมายถึงว่าท่านพอเอาชนะคะแนนคู่ต่อสู้ แต่ท่านต้องชนะอย่างท่วมท้น นี่เองจึงดูเหมือนว่าเปาโลกำลังพูดถึงคริสเตียนบางคนที่เป็นแบบซุปเปอร์แมน ควรเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ แต่คริสเตียนส่วนมากไม่เคยเป็นแบบยิ่งกว่าผู้พิชิต เมื่อท่านไม่เคยมีชัยชนะอย่างท่วมท้นท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะท้อและผิดหวัง ความรู้สึกผิดก็จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นอันตรายมาก ท่านจะเริ่มคิดว่า "ผมเป็นคนใหม่หรือเปล่านี่ ผมอ่านในพระคัมภีร์ว่าเราจะเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำไมกัน" ท่านเป็นอย่างนี้บ้างไหม เมื่อท่านหันไปมองพี่น้องคนอื่นๆ คิดว่า ตัวเราเป็นคนเดียวที่ถูกโบยหรือนี่ ไม่นานหรอกท่านจะพบว่าพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าท่าน พวกเขาก็มีรอยฟกช้ำดำเขียว และพวกเขาก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ด้วย ท่านยังกวาดสายตาไปอีกว่ามียอดคนอยู่แถวนั้นหรือเปล่า อาจเป็นศิษยาภิบาล และผู้นำในคริสตจักรก็ได้ แต่แล้วก็พบว่าพวกเขาก็มีความอ่อนแอด้วย ผู้นำเหล่านี้ทำผิดกับเขาด้วยหรือ เขาอาจจะดีกว่าเราสักหน่อย แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนหรอก
เรากำลังต่อสู้กับสงครามที่ต้องพ่ายแพ้หรือ
ความคิดแบบซุปเปอร์แมนนี้มาจากไหนกัน ความคิดในเรื่องนี้มาจากนักปรัชญาชาวเยอรมันที่ชื่อเฟรเดอริก นิทช์ เป็นนักปรัชญาที่ต่อต้านคริสเตียน แม้เขาจะมีพ่อเป็นศิษยาภิบาลก็ตามแต่เขาก็ต่อต้านทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคริสเตียน มันเป็นเรื่องแปลกที่คนจากครอบครัวคริสเตียนหันมาต่อต้านคริสเตียนเพราะแบบอย่างของคริสเตียนที่เขาเห็นในบ้าน นิทช์เป็นคนฉลาดมากแต่เขาฝังความคิดที่ต่อต้านพระเจ้าไว้จนแน่น เขาได้เขียนหนังสือหลายเล่มและมีเล่มหนึ่งชื่อ "ปฏิปักษ์กับพระคริสต์" ที่เขาประกาศว่าตัวเขาเองเป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์ เขาต่อต้านพระเจ้าเพราะว่าพระเจ้าถูกนำให้เข้าใจในแบบที่ผิดๆ แต่จากที่เขาหันมาต่อต้านพระเจ้าเขาก็ได้สูญเสียความหมายแท้จริงของการมีชีวิตอยู่ เขาสูญเสียความหมายทั้งหมดของชีวิต การปฏิเสธข่าวประเสริฐก็เป็นการปฏิเสธรากฐานของความหวัง ไม่มีอะไรนิรันดร์ ทุกสิ่งไม่ยั่งยืน นิทช์เสียสติเมื่ออายุ 45 ปี และเสียชีวิตสิบเอ็ดปีต่อมาในปี 1900
ซุปเปอร์แมน -
การยกย่องมนุษย์กันเอง แม้สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองและการล่มสลายอุดมการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีแล้ว มนุษย์ก็ยังพยายามที่จะไว้ใจในตัวของเขาเอง แต่ว่าเราจะสามารถไว้ใจใครได้ ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องของชายคนหนึ่งในประเทศจีนที่บูชาเมาเซตุง เขาสะสมรูปเมาเซตุงทุกๆแบบ มีตั้งแต่หนังสือ ตรา-เข็ม หรือแม้แต่รูปปั้น เขามีเป้าหมายที่จะสะสมให้ได้ถึง 25,000 ชิ้น ในห้องของเขาก็มีรูปปั้นมหึมาของเมาเซตุง เขาจุดธูปบูชารูปนั้นทุกๆวัน ทำไมเขาจึงทำอย่างนั้น คำตอบก็คือเพราะว่าเมาเซตุงเป็นซุปเปอร์แมนของเขานั่นเอง เนื่องจากว่าไม่มีมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่คนไหนจะตรงกับภาพลักษณ์ของซุปเปอร์แมน ผู้เขียนการ์ตูนก็เลยจินตนาการณ์ขึ้นมา ให้เป็นคนที่หล่อเหลา มีผมหยิกหยักศก มีรูปรางบึกบึนเข็งแรง มีผ้าหลุมหลังสีน้ำเงินผูกรอบคอเพื่อช่วยให้บินในอากาศได้ เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เราจะทำได้ในความฝันเท่านั้น เพราะถ้าท่านเป็นซุปเปอร์แมนในชีวิตจริงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำได้ในความฝัน ท่านคงเข้าใจแล้วว่าทำไมเราจึงใช้ความคิดแบบ "ซุปเปอร์แมน" ไม่ได้ในชีวิตคริสเตียน เพราะเป็นการยกย่องมนุษย์ เป็นเกียรติเป็นการยกย่องอำนาจและความสามารถของมนุษย์ที่สลัดพระเจ้าทิ้งอย่างสิ้นเชิง ในหนังการ์ตูนนั้นซุปเปอร์แมนสามารถคว่ำจรวดได้ อันนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่ามนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาของตัวเขาเองและไม่ต้องการพระเจ้า สิ่งที่ต้องการอย่างเดียวก็คือการพัฒนาให้สูงขึ้นไปและที่มนุษย์จะสามารถทำทุกสิ่งได้ ความคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย เราจะเห็นสิ่งเดียวกันนี้ในปฐมกาล เราเห็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า พวกเขาสามารถสร้างหอบาเบลซึ่งสูงเทียมฟ้าได้สำเร็จ มนุษย์กำลังจะสร้างทางของเขาเองไปสวรรค์ เขาอยากจะนั่งที่พระบัลลังก์ของพระเจ้า การมุ่งไปสู่ความสำเร็จของมนุษย์นั้นน่าคิดมาก เขาสามารถส่งจรวดได้และต้องการจะไปให้ถึงสวรรค์ ข้าพเจ้าได้อ่านรายงานเรื่องกล้องส่องทางไกลอันใหม่ซึ่งใหญ่กว่าในฮาวายที่จะช่วยให้มนุษย์มองเห็นจักรวาลได้ ยิ่งมนุษย์รู้เรื่องจักรวาลเท่าไรเราก็รู้ว่ามนุษย์เล็กและต่ำต้อยมากแค่ไหน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดของมนุษย์ในการส่งยานอวกาศนั้นไปไม่ได้ไกลนักในความเวิ้งว้างที่กว้างใหญ่ๆไพศาลของจักรวาลนี้
ความเชื่อที่ผิดๆในการเป็นซุปเปอร์แมนฝ่ายวิญญาณ ทำไมเราจึงต้องเรียนอย่างมากมายก่ายกอง ก็เพื่อพัฒนาตัวเอง ท่านเรียนก็เพื่อท่านจะได้ไปต่ออีกระดับหนึ่ง ปริญญาหนึ่งไปอีกปริญญาหนึ่ง เราศึกษาเพื่อจะพัฒนาความจำและความแน่นของเรา เรายังหายา "เพื่อช่วยให้สมองมีพลัง" อีกด้วย เรากำลังจะพิสูจน์ตัวเองด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราก็ทำเหมือนกันเช่นนั้นไม่ใช่หรือเมื่อเรามาคริสตจักร ทำไมท่านจึงศึกษาพระคัมภีร์ ท่านอาจบอกว่า "ผมอยากรู้น้ำพระทัยพระเจ้า" การรู้น้ำพระทัยพระเจ้าเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่เหตุผลจริงๆ ก็เพื่อต้องการพิสูจน์ความเข้าใจพระคัมภีร์ใช่หรือไม่ คงจะดีไม่น้อยเมื่อมีคนถามในกลุ่มเรียนพระคัมภีร์แล้วท่านก็ได้เปิดพระคัมภีร์ให้และได้เปิดตาของพวกเขา คนจะชื่นชมการรู้และเข้าใจพระคัมภีร์และมองดูท่าน ท่านคงจะไม่บอกหรอกว่าท่านทำเพราะอยากให้ใครๆ ประทับใจท่าน ท่านคงพูดแต่ว่าท่านอยากรู้น้ำพระทัยพระเจ้า แต่เมื่อท่านรู้น้ำพระทัยพระเจ้าแล้วแล้วทำไมท่านยังมีชีวิตที่มีชัยชนะไม่ได้ล่ะ ในเรื่องการอธิษฐาน ท่านอาจจะดูน่าประทับใจฝ่ายวิญญาณ แต่อาจจะไม่ได้ประทับใจขนาดนั้น เราสามารถอธิษฐานได้อย่าง"ยอดเยี่ยมและลึกซึ้ง" ตั้งและพิสูจน์สมาธิของเราได้ ให้ความคิดของเราสามารถมุ่งอยู่ที่หนึ่งได้ การมีสมาธิในใจและจิตวิญญาณเงียบๆสักสิบนาทีก็ดีนะ เราถูกความคิดของการพิสูจน์ตัวเองซื้อเราไป ถ้าท่านยังมีเหตุผลในการพิสูจน์ตัวเองอยู่บ้างในการศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐาน นั่นหมายความว่าท่านยังไม่มีความเข้าใจและท่านก็จะไม่ก้าวหน้าขึ้นฝ่ายวิญญาณในชีวิตคริสเตียน
หลักสูตรการอบรมสาวกจะทำให้เราเป็นซุปเปอร์แมนไหม ชีวิตของท่านมีชัยชนะไหม การอบรมช่วยได้ไหม ท่านเป็นอย่างนี้ไหมเมื่ออบรมเสร็จแล้วท่านก็บรรลุขั้นซุปเปอร์แมน ท่านเริ่มรู้ตัวว่าอยู่แค่ครึ่งทางของซุปเปอร์แมนแค่นั้นเอง ท่านจำต้องถ่อมใจ แต่แม้ว่าจะมาถึงครึ่งทางของซุปเปอร์แมนแล้วก็ตามการที่จะถ่อมใจต่อไปอีกนั้นไม่ง่ายเลย แต่ท่านก็ยังอยากจะพยายาม ฉะนั้นจึงมีคนดีมากมายในคริสตจักรที่พยายามจะเข้าใจวิธีที่จะถ่อมใจมากยิ่งขึ้น พละกำลังทั้งหมดใช้ไปกับการต่อสู้ที่จะให้ได้ถ่อมใจลง ท่านก็ยิ่งผิดหวังว่า "อบรมตั้งหลายอย่างแล้ว เมื่อไรผมจะได้มีชีวิตที่มีชัยชนะเสียที ถ้าการอบรมขั้นต่อๆ ไปเป็นทางเดียวที่จะมีชัยชนะได้ละก็ ผมไม่รู้ว่าจะไปถึงขั้นนั้นไหม ชีวิตคริสเตียนนี้ยากจัง" ข้าพเจ้าอยากบอกท่านว่า ถ้าท่านเข้ารับการอบรมเป็นสาวกที่มีทั้งหมดนี้ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะได้ก้าวหน้าขึ้นตามแนวคิดแบบซุปเปอร์แมนละก็ ท่านมาผิดทางแล้ว และการอบรมเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อท่าน มันเป็นอันตรายที่จะเข้ามาด้วยแรงจูงใจที่ผิดๆ การอบรมมีประโยชน์ แต่สิ่งที่มีประโยชน์ทุกสิ่งสามารถนำไปใช้อย่างผิดๆได้ นี่แหละคืออันตราย
หัวใจของความเติบโตฝ่ายวิญญาณ ถ้าท่านไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ท่านก็ไม่เข้าใจชีวิตคริสเตียนเลย อย่าคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ท่านจะสามารถไปถึงระดับที่ท่านจะทำทุกสิ่งได้ด้วยพลังของซุปเปอร์แมน เพราะเมื่อถึงระดับนั้นท่านก็จะไม่ต้องการพระเจ้าอีกแล้ว แต่ตราบใดที่ท่านเชื่อพึ่งในพระเจ้าอย่างที่สุดนั่นก็หมายความว่าท่านเป็นคนอ่อนแอเสมอ ท่านเห็นอันตรายของความคิดแบบซุปเปอร์แมนหรือยัง ท่านต้องเข้าใจให้ดีโดยจะต้องไม่วาดฝันว่าท่านจะไต่เต้าขึ้นไปถึงขั้นที่มีพลังมากจนดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณด้วยตัวของท่านเองได้ ไม่ควรจะคิดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเหมือนแบตเตอรี่ที่ต้องถูกชาร์จไฟด้วยการอบรมต่างๆมากมาย ด้วยการศึกษาพระคัมภีร์หรือการอธิษฐาน และท่านก็ชาร์จแรงขึ้น ๆ เพื่อว่าเมื่อธิษฐานและศึกษาพระคัมภีร์เสร็จจะได้ออกไปใช้แรงที่ได้รับการชาร์จได้นานๆ แล้วท่านจะกลับมาหาพระเจ้าก็ต่อเมื่อต้องการรับการชาร์จใหม่เมื่อรู้สึกว่ากำลังถดถอยลง ซึ่งไม่ใช่วิธีการอย่างนั้นแน่นอน เพราะจะไม่มีเวลาไหนเลยในชีวิตที่เราไม่ต้องเดินในความอ่อนแอของเรา และไม่มีเวลาไหนเลยที่เราไม่ต้องพึ่งพากำลังจากพระองค์ทุก ๆ ขณะ
ความเป็นคริสเตียนที่แตกต่าง - อวดในความอ่อนแอ ร่างกายของท่านเจ็บปวดเหมือนกับข้าพเจ้าไหม เปาโลกำลังพูดถึงหนามในร่างกาย ลองเอาหนามทิ่มตัวท่านเองสิแล้วจะรู้ว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง นี่เป็นภาพของความแปลบร้าวในร่างกาย ผู้รู้มากมายก็พยายามจะเข้าใจ แต่ไม่มีใครอธิบายได้ ถ้าท่านยังบ่นเรื่อยๆ กับพระเจ้าว่าทำไมท่านจึงเจ็บปวดอย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านยังไม่เข้าใจเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียน ว่าในความอ่อนแอนั้นฤทธานุภาพของพระเจ้าจะสำแดงในท่าน ในพระคัมภีร์ตอนนั้นเปาโลอวดได้ถึงความเจ็บปวดทรมานนี้ นี่เป็นคริสเตียนแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เมื่อท่านต้องการการช่วยเหลือ นั่นแหละคือโอกาสที่พระเจ้าจะสำแดงฤทธานุภาพกับท่าน และผ่านท่านไปถึงคนอื่น ท่านคงจะรู้จักจอห์นนี่ นักกีฬาสาวสวยที่กระดูกคอหักจนต้องเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอถึงปลายเท้า เธออายุยังน้อยมากและจะต้องนั่งในรถเข็นไปตลอดชีวิต ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเล่า แต่กลับเป็นว่าคนเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนได้รับพระพรผ่านชีวิตของเธอ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือ ก็เป็นเพราะฤทธานุภาพของพระเจ้าสำแดงในความอ่อนแอของเธอนะสิ
เราจะเผชิญปัญหาของเราเองอย่างไร
ความอ่อนแอของเราคือโอกาสของพระเจ้า
การอ่อนแอนั้นเป็นพระพร เปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์" (กาลาเทีย 2:20) ไม่ใช่ "ข้าพเจ้าเคย" แต่ "ข้าพเจ้าถูกอยู่" การถูกตรึงนั้นเป็นการประจานว่าเป็นอาชญากร มันยังหมายถึงความทุกข์ทรมานและความตายด้วย การถูกตรึงบนกางเขนเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแออย่างที่สุด แต่ที่เปาโลให้สิ่งนี้เป็นศูนย์กลางของชีวิตเขา เราเห็นอย่างชัดเจนว่าเขามีสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ แล้วท่านล่ะท่านมีประสบการณ์แบบนี้กับพระคริสต์ไหม ในคำเทศนาบนภูเขา (มัทธิว 5:3-12) เราจะเห็นได้ว่าความสุขเกี่ยวด้วยกับความอ่อนแอ "ความสุขมีแก่คนที่บกพร่องและขัดสน" คนบกพร่องนั้นอ่อนแอ "ความสุขมีแก่คนที่มีใจอ่อนโยน" คนใจอ่อนโยนเป็นคนที่อ่อนแอ "ความสุขมีแก่ผู้ที่ถูกติเตียนข่มเหง" พวกเขาถูกข่มเหงเพราะต่อสู้ไม่ได้ พระองค์กำลังพยายามให้เราเห็นความเข้าใจที่เชื่องช้าและบกพร่องของเราซึ่งเป็นเคล็ดลับของชีวิตคริสเตียนที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของความอ่อนแอ ฤทธานุภาพของพระองค์จะสำแดงโดยผ่านความอ่อนแอเท่านั้น ดาวิดได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงชอบพระทัยยิ่งนัก(กิจการ 13:22) เป็นเพราะว่าเขาเป็นซุปเปอร์แมนหรือ แต่กลับตรงกันข้ามเขาเป็นผู้ประทับใจกับความจริงว่าพระเจ้าทรงรักและอยู่ด้วยกับคนบกพร่อง คนใจอ่อนสุภาพ และคนที่อ่อนแอขัดสน ดาวิดเขียนว่า "พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำและทรงช่วยผู้ที่จิตใจสำนึกผิด" (สดุดี 34:18) จริงๆแล้วในคำเทศนาบนภูเขา " ความสุขมีแก่คนที่ใจอ่อนโยน" นั้นมาจากคำของดาวิดในสดุดี 37:11 "แต่คนที่ใจอ่อนสุภาพจะได้แผ่นดิน(โลก)ตกเป็นมรดก"
ท่านมีพอเพียงท่านจึงไม่ต้องพึ่งพระเจ้า ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านเองนั้น "ดียิ่งกว่า"ข้าพเจ้า ท่านไม่มีความบกพร่องที่ข้าพเจ้ามีนั่นเองท่านจึงไม่ได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะกินเลย พระเจ้าทรงทำสิ่งอัศจรรย์กับข้าพเจ้า พระเจ้าจะไม่ให้ข้าพเจ้าอดอยาก ถึงแม้พระองค์จะให้ข้าพเจ้าอดอยากข้าพเจ้าก็จะรับสิ่งนั้นด้วย แต่พระองค์จะไม่ให้ข้าพเจ้าต้องอดอยาก ข้าพเจ้าได้เห็นการอัศจรรย์อันน่าอัศจรรย์ใจที่พระองค์ทรงสรรหาอาหารให้ข้าพเจ้าดังที่ข้าพเจ้าได้แบ่งปันไว้ในคำพยานชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว
พระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงกับท่านไหม ท่านอยากจะมีประสบการณ์ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะอย่างของเปาโลไหม ท่านอยากจะมีความแข็งแรงฝ่ายวิญญาณอย่างของเปาโลนี้ในชีวิตคริสเตียนของท่านไหม พระเจ้าของเราเป็นจริงอย่างนั้นกับท่านไหม ความสุขมีแก่คนอ่อนแอและขัดสนเพราะพระเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์กับพวกเขา ท่านเตรียมตัวที่จะเป็นคนขัดสนและคนอ่อนแอเพื่อจะได้มีประสบการณ์ที่มีชัยชนะแบบเดียวกับเปาโลไหม |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||