CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

อธิบาย 2 โครินธ์ 12:9 โดย อิริค ชาง  ชุดที่ 3
"เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น"

เราจะดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์อย่างไร   
เราจะต้องเข้าใจชีวิตที่เราจะดำเนินเสียก่อน
ก่อนที่จะไปถึงว่าจะดำเนินชีวิตนี้
"อย่างไร"

ทำไมจึงต้องพูดถึงการเป็นคนไม่มีอะไร
เราก็ต้องเข้าใจ"ความไม่มีอะไร" ตามพระคัมภีร์ใหม่เสียก่อน  ฟิลิปปี 1:21 กล่าวว่า "สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น  การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร"   ถ้าเราต้องการจะเข้าใจว่า "การมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์"นั้นหมายความว่าอย่างไร  เราก็จะต้องเข้าใจส่วนที่ว่า"การตายก็ได้กำไร" ทั้งสองส่วนในข้อนี้ก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน  ถ้า "การตายก็ได้กำไร"ไม่มีความหมายกับท่านแล้วละก็ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"ก็จะไม่มีความหมายอะไรกับท่านเช่นกัน

การตายก็ได้กำไร
"การตายก็ได้กำไร" นี้มีความหมายอย่างไรกับท่าน  "การตาย"จะได้กำไรอย่างไรกัน  เมื่อท่านตายท่านก็สูญเสียทุกสิ่ง  การตายจะหมายถึงการได้กำไรกับคนคนนั้นตั้งแต่เมื่อไร  การตายที่แท้จริงก็คือการดิ่งลงจนไม่เหลืออะไร  ถ้าชีวิตของท่านหยุดลง  ท่านก็ไม่เหลืออะไรเลย  ท่านจะดิ่งลงไปอยู่ที่ศูนย์   ถ้าท่านเป็นผู้จัดการบริษัท  เมื่อท่านตายท่านจะยังเป็นผู้จัดการของบริษัทนั้นอยู่อีกหรือ  ก็ไม่แน่ๆ   ความรับผิดชอบของท่านหมดลงแล้ว  ชีวิตของท่านจบลงแล้ว  ถ้าท่านกำลังจะไปสอบแล้วเกิดตายเสียก่อนนั่นหมายความว่าท่านสอบผ่านอย่างนั้นหรือ  ก็ไม่แน่นอน  คนที่ไม่ถึงขั้นอัจฉริยะก็เข้าใจเรื่องนี้ได้   ถ้าท่านตายท่านก็ไม่ได้สอบฉะนั้นก็สอบไม่ผ่าน  ถ้าท่านกำลังจะแต่งงานแล้วเกิดตายเสียก่อน  การแต่งงานนั้นก็ต้องเลิกล้ม  ต้องยกเลิกหมดทุกอย่าง  ถ้าท่านกำลังจะได้ครอบครองมรดกจำนวนมหาศาล แล้วท่านเกิดตายขึ้นมา ท่านก็จะไม่ได้สักสลึงเดียว  ท่านจะถูกตัดออกจากใบมรดก  เพราะท่านได้จากไปแล้ว

การตายได้กำไรหรือ  มันหมายถึงอะไร  การตายคือการไม่มีอะไรเลย  ตามความเข้าใจของคนในโลกก็คือว่าชีวิตของเราได้จบลงแล้ว  การตายก็คือการลบกระดานจนเกลี้ยง  เมื่อก่อนนี้มีชื่อของท่านอยู่  ไม่ว่าท่านจะมีป้ายชื่อว่าท่านเป็นผู้อำนวยการหรือผู้บริหาร  จะเป็นอะไรก็ตามแต่เมื่อท่านตายแล้วชื่อของท่านก็จะถูกปลดออก  ชื่อของท่านสาบสูญไปแล้ว  ถ้าชื่อของท่านอยู่ในกลุ่มของผู้เข้าแข่งขันเมื่อท่านตายเขาก็ต้องเอาชื่อของท่านออกจากการแข่งขัน  ถ้าท่านกำลังจะได้รับมรดกชื่อของท่านก็จะถูกถอนออกจากใบมรดก  การตายคือการลงไปสู่การไม่มีอะไร  แล้วการตายจะได้กำไรอย่างไรกัน

นี่เป็นคำกล่าวที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน  ถ้าเราไม่เข้าใจคำเปรียบนี้  เราก็จะไม่เข้าใจ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"  ในประโยคเดียวกันนี้มีข้อความอยู่สองส่วนคือ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" และ "การตายก็ได้กำไร"  ถ้าส่วนหนึ่งไม่เป็นจริงอีกส่วนหนึ่งก็ต้องไม่เป็นจริงด้วย  นี่เป็นความเป็นเหตุเป็นผลกันแบบง่ายๆ  ถ้า "การตายก็ได้กำไร" ไม่เป็นความจริง  "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" ก็ไม่เป็นความจริงด้วยเช่นกัน

ความเป็นศูนย์
ลองดูความหมายของการเป็นคนไม่มีอะไรเลยตามพระคัมภีร์   ในสภาพที่เป็นศูนย์  ลองนึกถึงภาพวงกลมดูว่ามันหมายถึงอะไร  วงกลมๆวงหนึ่งหมายถึงเลขศูนย์  แต่ถ้าเป็นเครื่องหมายแล้วจะหมายความอย่างอื่นได้ไหม

เครื่องหมายของวงกลมในพิธีแต่งงานนั้นคู่สมรสจะสวมแหวนเป็นสิ่งผูกมัดแก่กันและกัน  แหวนเป็นรูปวงกลม  การสวมแหวนวงกลมนี้มีความหมายอะไร   จะความหมายว่าท่านปฏิญานต่อกันในพิธีแต่งงานโดยไม่มีอะไรเลยหรือ  ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นว่า "ผมขอมอบแหวนวงนี้ให้ในพิธีแต่งงานนี้เพื่อจะแสดงว่าผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณเลย"  ในปัจจุบันนี้จะให้เป็นทองแก่กัน   การให้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ  อาจเป็นได้ว่าในชีวิตจริงเป็นแบบนั้นที่ท่านไม่ได้ให้อะไรกันและกันเลยนอกจากความปวดร้าวใจแก่กันและกัน

แหวนแต่งงานเป็นเครื่องหมายของความรักที่สมบูรณ์  วงกลมที่ไม่มีที่เริ่มต้นและไม่มีจุดจบ  มันควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ คือการยอมให้ทั้งหมด  จะไม่รั้งหรือหวงสิ่งใดไว้อีกจากฝ่ายหนึ่งเลย  เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นความหมายคู่กันที่วงกลมสื่อความหมายของ "ความไม่มีอะไรเหลืออยู่"  และในเวลาเดียวกันยังสื่อความหมายของความครบบริบูรณ์   น่าอัศจรรย์ใจนะ  นี่เป็นการสรุปคำสอนของพระคัมภีร์ตอนนี้ได้ดีมาก

"ความไม่สำคัญอะไรเลย" 7 ประการที่หมายถึงความครบบริบูรณ์ด้วย

1. ข้าพเจ้าไม่ได้วิเศษอะไรเลย
เราจะพบคำพูดแบบนี้ ใน 2 โครินธ์ 12:11  "ข้าพเจ้าเป็นคนเขลาไปแล้วซี  ท่านบังคับข้าพเจ้าให้เป็น  เพราว่าสมควรแล้วที่ท่านจะยกย่องข้าพเจ้า  เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ด้อยกว่าอัครทูตชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นประการใดเลย  ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่วิเศษอะไรเลยก็จริง"  ข้อนี้มีความหมายของ "ความไม่สำคัญอะไรเลย" สองครั้ง  ข้าพเจ้าไม่วิเศษอะไรเลย  แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ด้อยกว่าอัครทูตคนอื่นๆ  เราได้เห็นคำพูดสำคัญนี้แล้วว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้วิเศษณ์อะไรเลย"

เปาโลกล่าวในกาลาเทีย 6:3 ว่า "เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้งๆที่เขาไม่ได้สำคัญอะไรเลย  ผู้นั้นก็ลวงตัวเอง"  เขาหลงเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนสำคัญแต่แท้จริงไม่ได้สำคัญอะไรเลย

"...แต่ไม่มีความรัก  ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย" 1 โครินธ์ 13:2   ความหมายอีกด้านของคำกล่าวนี้มีว่า  ความรักเท่านั้นที่ทำให้เรามีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า  ไม่ได้มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าเพราะท่านสามารถพูดภาษาแปลกๆได้  หรือว่าท่านจะเผยพระวจนะ หรือรู้ความลึกล้ำฝ่ายวิญญาณทั้งหมด  สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้ท่านมีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า  สิ่งเดียวที่นับว่ามีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าคือความรัก  ถ้าความรักของพระเจ้าควบคุมชีวิตของท่านท่านก็เป็นคนที่มีค่า   ถ้าท่านไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ท่านก็ไม่มีค่าอะไร

พระคัมภีร์ใหม่ในฟิลิปปี 1:21 นั้น "ความไม่มีอะไร" มีความหมายสองทางคือ "ความไม่มีอะไร"ในด้านบวกและก็ "ความไม่มีอะไรในด้านลบ"  ซึ่งหมายความว่า "ความไม่มีอะไร" มีทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดีด้วย

ในแง่ดีก็คืออย่างที่เปาโลกล่าวว่าเขารู้ตัวว่าเป็นคนไม่สำคัญอะไร  ถ้าไม่มีความสำนึกแบบนี้แล้ว  ท่านก็จะไม่มีความสำคัญอะไรฝ่ายวิญญาณเลย  ท่านจะเป็นสำคัญในสายพระเนตรพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อท่านพร้อมที่จะเป็นคนไม่สำคัญอะไร  หลักการแบบนี้จะกลับกันกับหลักของโลก

"ความไม่มีอะไร" กับความรอดของเรา
ข้าพเจ้าขออธิบายสักนิดก่อนว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องอะไรกับความรอด  พวกท่านหลายคนได้รับการเลี้ยงดูมาในแบบคริสเตียนว่า  ท่านจะรอดได้โดยการเชื่อในพระเยซู  ไม่มีใครบอกให้ชัดๆว่า เชื่อในพระเยซูหมายถึงอะไร   ถ้ามีใครถามท่านว่า  "พระเยซูตายเพื่อคุณหรือเปล่า"  ท่านจะตอบว่า "ใช่"  "คุณเชื่อว่าพระเยซูรักคุณหรือเปล่า"  "เชื่อสิ..ถ้าพระองค์ตายเพื่อฉันพระองค์ก็ต้องรักฉัน"  "คุณก็เลยรับเชื่อใช่ไหม"  "ใช่แล้ว"  "คุณเชื่อแล้ว ฮาเลลูยา" รวดเร็วดีจัง  ใช้เวลาเพียงแค่สองสามอึดใจก็รอดแล้ว

แต่เมื่อมาถึงการเป็นสาวก  เราจะเจอปัญหามากขึ้น  อะไรเป็นมาตรฐานในการสอนของคริสตจักรปัจจุบันนี้  การเป็นสาวกเข้ากับมาตรฐานนี้ตรงไหน  ทำไมพระคัมภีร์จึงกล่าวว่าท่านจะต้องเป็นสาวกเสียก่อนจึงจะรอด  "ถ้าผู้ใดไม่แบกกางเขนของตนและตามเรามา  ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้"  "คุณจะรอดโดยไม่เป็นสาวกได้หรือไม่"  ถ้าตอบว่า "ได้"  แล้วข้อความก่อนหน้านี้ที่ว่าท่านรอดก็โดยเชื่อในพระเยซูล่ะ   ถ้าตอบว่า "ไม่ใช่" ก็จะมีคำถามเดิมตามมาว่าแล้วคำกล่าวก่อนหน้านี้ที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วจะรอดล่ะจะทำอย่างไร  การรอดได้นั้นท่านจะต้องมาเป็นสาวกและแบกกางเขนของท่านตามพระองค์

เรามักจะสงสัยเรื่องการเป็นสาวกกับเรื่องความรอดของเรา  ศิษยาภิบาลบางคนก็ให้ความกระจ่างไม่ได้  ดังเช่นมีคนหนึ่งถามศิษยาภิบาลว่า "เรารอดได้อย่างไร"  ศิษยาภิบาลตอบว่า "ต้องเชื่อในพระเยซู"   "การเชื่อพระเยซูหมายถึงอะไร "คุณก็ต้องเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อคุณ"   "ผมก็เชื่ออย่างนั้น แล้วผมจะรับบัพติสมาได้เลยไหม"   "ได้สิ"    "แต่ก่อนจะรับผมขอถามอาจารย์อีกคำถามหนึ่ง  ทำไมพระเยซูจึงตรัสว่า  ที่จะรอดได้ผมต้องแบกกางเขนแล้วตามพระองค์ไป "การแบกกางเขนและตามพระองค์นั้นดีนะ"    "การแบกกางเขนดียังไงอาจารย์  มันเกี่ยวอะไรกับความรอดไหม"    "ผมต้องขอไปศึกษาดูอีกที"    "อาจารย์เพิ่งบอกผมว่าต้องเชื่อและจะรับบัพติสมาได้เลย"   "ก็จริง"   "แล้วการเป็นสาวกล่ะอาจารย์"  "ก็คริสเตียนมีสองขั้น  คือคุณเชื่อในพระเยซูและคุณได้รับความรอด  แล้วคุณจึงมาเป็นสาวก"  "ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย"    "คุณต้องก้าวสูงขึ้นในการเป็นคริสเตียน"   "และถ้าผมไม่ต้องก้าวสูงขึ้นผมก็เป็นสาวกไม่ได้นะสิอาจารย์"   "ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องเป็นสาวกสิ"   "แต่ผมเห็นในพระธรรมกิจการบอกว่าผู้เชื่อทุกคนเป็นสาวก"   "ก็ใช่"   "แล้วยังงั้น ผมต้องเป็นหรือไม่ต้องเป็นสาวกเพื่อจะรอดกันแน่"   "คุณไม่จำเป็นต้องมาเป็นสาวกเพื่อจะรับบัพติสมา"  "ถ้างั้นผมกำลังมาเป็นสาวกที่ไม่ใช่สาวกจริงๆอย่างนั้นหรือ"  "คงงั้น"   "แต่ทำไมในพระธรรมกิจการคริสเตียนจึงถูกเรียกว่าสาวกล่ะ"   "ผมขอคิดอีกหน่อย"   "ช่วยคิดเร็วๆหน่อยนะครับเพราะผมต้องการจะรอด"

ข้าพเจ้าให้บทสนทนาตัวอย่างเพื่อจะให้ท่านเห็นประเพณีคริสตจักรที่ไม่มีคำตอบตอบคำถามนี้   ถ้าพูดถึง "การมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์" ก็ยิ่งจะตอบไม่ได้   เพราะเรากำลังพูดถึงการเป็นคริสเตียนสุดขั้วที่ไม่เข้ากับที่ไหนเลยแม้แต่ในการเป็นสาวก  ผู้เชื่อไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับคำสอนนี้  เป็นเรื่องที่ขยาด

ในที่นี้เปาโลกล่าวว่าท่านไม่มีค่าอะไร  เพื่อที่พระเยซูจะได้เป็นทุกสิ่ง   "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"หมายถึงอะไร    มันหมายความว่า  ข้าพเจ้าไม่มีอะไรแต่พระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่ง"  สำหรับข้าพเจ้า"การมีชีวิตอยู่"ไม่มีความหมายอื่นนอกจากจะหมายถึงพระคริสต์   การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์หมายถึงว่าพระคริสต์ทรงมาเป็นทุกสิ่งกับข้าพเจ้า  เพื่อที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย

ฟังแล้วดูน่ากลัวจัง  จะเพื่อพระองค์ส่วนหนึ่งข้าพเจ้าส่วนหนึ่งไม่ได้หรือ  มันหมายความว่าเมื่อข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียนแล้วไม่เหลืออะไรให้ตัวเองเลยหรือ  คำตอบคือว่าใช่แล้ว  รู้อย่างนี้แล้วท่านยังจะอยากรับบัพติสมาอยู่ไหม คิดดูให้ดี

 "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" หมายความว่า  พระคริสต์คือทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า  ชีวิตก็คือพระคริสต์  ไม่มีอะไรอีกที่เป็นชีวิต   "สำหรับข้าพเจ้าการมีชีวิตอยู่"นั้น ตามความหมายที่สมดุลกัน"คือพระคริสต์"   เมื่อพูดว่าชีวิตก็คือพระคริสต์  เราหมายถึงว่าชีวิตก็เท่ากับพระคริสต์และพระคริสต์ก็เท่ากับชีวิต  กลับไปกลับมาในทางไหนก็มีค่าเท่ากัน  เป็นความเท่ากัน  นั่นจะหมายความว่าข้าพเจ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่ถ้าชีวิตมีค่าเท่ากับ(คือ)พระคริสต์

เปาโลกำลังพูดว่า ฟิลิปปี 1:21 นั้นเป็นของคริสเตียนทุกคนทั้งท่านและข้าพเจ้า  ถ้าข้อนี้เป็นของข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ตกที่นั่งลำบากเพราะข้าพเจ้าไม่รู้วิธีที่จะมีชีวิตตามข้อนี้  และถ้ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่านกและข้าพเจ้าแล้วทำไมจึงมีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่นี้ด้วยเล่า  ทำไมไม่กาออกไปเสีย   หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับคริสเตียนระดับสูง  ข้าพเจ้าแค่อยากจะเป็นสาวกและข้าพเจ้าก็อยู่ล้ำหน้าคริสเตียนอีกหลายๆคน  ข้าพเจ้าตั้งความหมายการเป็นสาวกของข้าพเจ้าเองก็ได้   ข้าพเจ้าให้ความหมาย"สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่"ว่า  ส่วนนี้ของข้าพเจ้าและส่วนนั้นของพระคริสต์  ด้วยสูตรสำเร็จนี้ข้าพเจ้าก็ไปได้อย่างลงตัว  อาจมีชีวิตอยู่เพื่อข้าพเจ้า 70 ส่วนเพื่อพระคริสต์ 30   ถ้าไม่ชอบสูตรนี้ก็ใช้แบบครึ่งๆ   คืออยู่เพื่อตัวเอง 50 และเพื่อพระคริสต์ 50  เป็นแบบหุ้นส่วนกัน

แล้วการมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์จะเข้ากับชีวิตคริสเตียนได้อย่างไร  เปาโลเป็นคริสเตียนที่มีหลักการ ไม่รอมชอม "ข้าพเจ้าไม่มี(ค่า)อะไรและพระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่งให้"  จะเป็นอย่างนั้นจริงๆในชีวิตประจำวันได้อย่างไร (เป็นอย่างละครึ่งได้ไหม  จะเอามาผูกยังไงกับอีกส่วนที่ว่า  "จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า  และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย" (กิจการ 16:31)  เราจะอธิบายประโยคหนึ่งด้วยอีกประโยคหนึ่งได้ไหม   แล้วประโยคไหนอธิบายประโยคไหนกันเล่า

ที่บอกว่าจะให้ข้อหนึ่งอธิบายข้อหนึ่งนั้นข้าพเจ้าหมายถึงอะไร  เราจะใช้กิจการ 16:31 มาอธิบายฟิลิปปี 1:2    หรือฟิลิปปี 1:21 อธิบาย กิจการ 16:31 ได้ไหม   ถ้าเราใช้ฟิลิปปี 1:21อธิบายกิจการ 16:31แล้ว "การเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์" ก็หมายถึงว่า "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"    ท่านจะพูดไม่ได้ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูคริสต์" เว้นเสียแต่ว่าท่านจะสามารถพูดได้ว่า "สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"ด้วย    ความหมายของ"การเชื่อ" หมายถึง "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"  นี่แหละคือความหมายของ"การเชื่อ"  นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงการใช้ข้อหนึ่งอธิบายอีกข้อหนึ่ง

แล้วในทางกลับกันล่ะ  ท่านพยายามจะใช้ข้ออื่นอธิบายข้อนี้แล้วจะได้คำตอบที่น่าพอใจกว่านี้ไหม   น่าเสียดายที่คำตอบก็คือไม่ได้    ลองมาดูว่ามีทางใดที่จะทำให้ความส่วนนี้  "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"เจือจางลงได้   ให้ดูอย่างถี่ถ้วนว่ามีทางใดที่จะทำให้ง่ายขึ้น  ซึ่งถ้าท่านเชื่อมสองข้อนี้เข้าด้วยกันไม่ว่าจะทางไหนผลก็จะออกมาเหมือนเดิมเสมอ  มันจะต้องสูงขึ้น  มันจะไม่น้อยหรือต่ำลงไป  นี่เป็นหลักที่เราต้องยึดเพราะนี่เป็นความรอดของเรา

ถ้าท่านคิดว่าการได้รับความรอดคือเพียงแค่เชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อท่านและคำนิยามแค่นั้นยังไม่พอละก็ความรอดของท่านก็จะหายไป  ท่านกำลังวางความหวังในความรอดของท่านไว้กับฐานที่ผิด  ท่านยอมให้รากฐานนั้นเจือจางลงเพื่อจะเข้ากับนิยามของท่านเอง   นั่นเป็นการการหลอกลวงตัวเองที่อันตรายมาก

อย่างที่อัครทูตกล่าวว่า ถ้าท่านคิดว่าท่านมีอะไรดี   คิดว่าตัวเองรอดทั้งๆที่ท่านไม่รอด ท่านก็เป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ  มีคนมากมายในคริสตจักรทุกวันนี้ที่คิดว่าพวกเขารอดทั้งที่พวกเขายังไม่รอด   ท่านเห็นจากชีวิตของพวกเขาได้ว่าพวกเขายังไม่รอด  ท่านรู้จากคำพูดของเขาว่าเขายังไม่รอด  ท่านรู้จากการกระทำของเขาว่าเขาไม่รอด  แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคิดว่าเขารอด

พวกเขาคิดว่าตนเองสำคัญ  คือคิดว่าตนเป็นของพระคริสต์แต่พวกเขาไม่ได้เป็นของพระองค์    ดังในมัทธิว 7  ที่ในวันนั้น"เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า ไม่รู้จักเจ้าเลย"   "ข้าพระองค์ได้เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา   พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์" แต่พระองค์ตรัสตอบว่า  "เราไม่รู้จักเจ้าเลย"  พวกเขาคิดว่าพวกเขาสำคัญ

ขอให้เราคิดเรื่องนี้ต่อไปอย่างถี่ถ้วน  เพราะถ้าคำจำกัดความความรอดของเราผิดไปล่ะจะเป็นอย่างไร  เราได้ยินคำสอนเรื่องนี้ในคริสตจักรว่า "เชื่อแล้วจะรอด"  ที่คำจำกัดความของ "ความเชื่อ"นั้นไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ใหม่หรือจากฟิลิปปี 1:21  แต่มาจากพวกเขาเองที่เชื่อแค่ว่าพระเยซูตายเพื่อท่าน   และถ้าคำจำกัดความนี้ผิดหมดล่ะจะเป็นอย่างไร  ความรอดของท่านก็จะขึ้นอยู่กับคำจำกัดความที่ผิดๆ   ขอให้ท่านดูจากพระคัมภีร์

ท่านเชื่อมั่นหรือว่าคริสเตียนมีสองระดับ  ระดับแรกคือคริสเตียนระดับล่างที่จะใช้ชั้นประหยัด (ในประเทศจีนจะเรียกว่าชั้นเบาะไม้)  แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง   ผู้เชื่อธรรมดาๆ ก็คือคริสตชน"เบาะไม้"  แต่อีกระดับหนึ่งคือพวกที่มุ่งหาการอบรมสาวกจะเป็นชั้น"เบาะนวม"  มันไม่ช่วยหรอก  เพราะในพระคัมภีร์ไม่มีคริสเตียนสองแบบนี้   ข้าพเจ้าพบแต่คริสเตียนแบบอ่อนแอกับคริสเตียนเนื้อหนังเท่านั้น

เปาโลอธิบายเสมอๆ ว่าผู้เชื่อที่แท้จริงนั้นเป็นธรรมิกชน  เปาโลไม่รู้จักคริสตชนชั้นสอง  เราตั้งมันขึ้นมากันเอง  เมื่อถามคริสตจักรพวกเขาก็จะบอกว่ามีคริสตชนชั้นสูง  ข้าพเจ้าขอถามว่า  "ถ้าข้าพเจ้าสามารถนั่งเบาะไม้จากฮ่องกงไปจนถึงกรุงปักกิ่งได้  แล้วทำไมข้าพเจ้าจะต้องวุ่นวายใจอะไรกับเบาะนวมด้วยเล่า   เป็นเพราะมันสบายกว่าอย่างนั้นหรือ   ถ้าเปรียบเทียบกับความคิดของพระคัมภีร์ใหม่มันก็คงน่าขำมาก   เพราะพระคัมภีร์ใหม่ชี้ให้เห็นว่าการเป็นคริสตชนชั้นสาวกนั้นชีวิตจะต้องทนทุกข์ที่ยากลำบากมากกว่า  และก็เป็นคริสตชนเพียงแบบเดียวที่พระคัมภีร์ใหม่รู้จัก  และถ้าเรากลับการเปรียบเทียบนี้เสียและกล่าวว่า  ท่านสามารถไปถึงปักกิ่งได้ด้วยการบริการสองชั้น  ชั้นหนึ่งนั้นสุดประหยัด(ชั้นสาวก)  กับอีกชั้นหนึ่งคือชั้นสุดสบาย(ผู้เชื่อที่ไม่ต้องการเป็นสาวก  หรือคริสตชนแบบแค่เชื่อก็พอแล้ว)  จะมีใครบ้างอยากไปชั้นเบาะไม้แล้วต้องจ่ายมากขึ้นเยอะ  ถ้าทำอย่างนั้นท่านก็คงเสียสติไปแล้ว

ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นว่า  คริสตจักรไม่สามารถทำตามคำสอนของพระคัมภีร์ใหม่ได้  คริสตจักรไม่สามารถรับฟิลิปปี 1:21 ตามที่พระคัมภีร์หมายถึงได้   ฉะนั้นจึงเป็นความกล้าของพี่น้องในคริสตจักรปัจจุบันที่อยากจะเข้าใจเรื่องนี้  ไม่ว่าท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตามท่านก็ยังคงต้องเข้าใจ

2. ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย
สาวกที่แท้จริงนั้นจะไม่มีอะไรเลย  สาวกไม่แท้จะมีทุกสิ่งที่เขาต้องการ  ให้เราดู  2 โครินธ์ 6:10  "เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ  เป็นคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี  เป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมี(พูดถึงฝ่ายวิญญาณ)สิ่งสารพัดบริบูรณ์"  นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่ตรงกันข้ามกัน  เป็นความจริงสองขั้วที่สำคัญ  เมื่อท่านมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์ฝ่ายวิญญาณท่านจึงจะพูดได้ว่าท่านมั่งมีอย่างแท้จริง  แต่ท่านจะไม่มีสิ่งสารพัดบริบูรณ์นอกจากว่าท่านจะต้องไม่มีอะไรเลยด้วย  เปาโลกล่าวว่าเขาเป็นคนยากจนแต่ทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี  จะเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านเป็นคนยากจนแต่ทำให้คนอื่นมั่งมี  เป็นความมั่งมีฝ่ายวิญญาณที่ท่านต้องให้    คนร่ำรวยเป็นคนยากจนฝ่ายวิญญาณ  พวกเขาไม่มีอะไรจะให้ได้  แต่สาวกแท้ทำอะไรบ้าง  เขามองตัวเองว่าไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย  เขามองตัวเองว่าเป็นผู้ดูแลทุกสิ่งที่เขามี  คนที่มีความเข้าใจอย่างนี้เท่านั้นแหละที่เป็นสาวกแท้   คนเช่นนี้แหละที่มั่งคั่งฝ่ายวิญญาณ

เราก็เห็นทั้งด้านบวกและด้านลบในพระคัมภีร์   ด้านลบจะเห็นได้ในวิวรณ์ 3:17  ที่เหมือนกับสภาพฝ่ายวิญญาณในปัจจุบันนี้ "เพราะเจ้าพูดว่า เราเป็นคนมั่งมี ได้ทรัพย์สมบัติมาก และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย  เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ   เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอดและเปลือยกายอยู่"   พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่ต้องการสิ่งใดเลย  ที่จริงแล้วพวกเขาไม่มีอะไรเลย  นี่เป็นเรื่องเศร้า   มีคริสเตียนที่ไม่มีอะไรเลยฝ่ายวิญญาณ   มีคริสเตียนที่มีทุกสิ่งฝ่ายวิญญาณ    แค่ใช้เวลาไม่กี่อึดใจเราก็จะรู้ได้ว่าคริสเตียนที่ท่านพูดด้วยนั้นเป็นคริสเตียนแบบไหน   เมื่อท่านพูดกับคริสเตียนที่ท่านได้เห็นความมั่งคั่งจากชีวิตของพวกเขา  เห็นพลังจากชีวิตของพวกเขา  ท่านก็รู้ว่าชีวิตของพวกเขามั่งมี  พวกเขาอาจไม่มีเงินในกระเป๋ามาก  ไม่ใช่เพราะว่าไม่สามารถจะมีได้  แต่เป็นเพราะพวกเขาหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น  ไม่ใช่เพราะจะไม่สามารถมีได้แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าตนเองเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่มี  ไม่ได้เห็นว่าพวกเขาเองเป็นเจ้าของ  แต่ทั้งหมดเป็นการใช้สอยของพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าตรัสว่าให้ใช้เพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้มันก็จะถูกใช้หมดไป  และแม้ว่าพวกเขาไม่มีอะไรเลยแต่พวกเขามีความมั่งคั่งและทำให้ผู้คนมากมายมั่งมี

ชีวิตของท่านทำให้คนอื่นมั่งมีหรือว่าทำให้พวกเขายากจน  เมื่อท่านเปิดบ้านรับคนอื่นๆ การปรากฏตัวของท่านทำให้คนอื่นยากจน  เหน็ดเหนื่อย  ทำให้หมดความสุข  ทำให้ขุ่นเคือง และหมดแรง   หรือว่าการปรากฏตัวของท่านในที่นั่นทำให้คนอื่นๆมั่งคั่ง   คนที่ดำเนินชีวิตเช่นนั้นที่ให้พระคริสต์เป็นชีวิตของพวกเขาก็จะทำให้คนอื่นมั่งคั่งเสมอ    เมื่ออยู่กับคนแบบนั้นแล้วท่านจะจากไปด้วยความรู้สึกมั่งมี   รู้สึกว่าท่านได้รับอย่างมากมายเหลือเกิน    แต่มีบางคนที่ท่านอยู่ด้วยไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว  พวกเขาดึงแรงของท่าน  ข้าพเจ้าเห็นว่าผู้ร่วมงานและผู้นำในคริสตจักรเหน็ดเหนื่อยกันมาก  คงจะเป็นเพราะว่ามีคนยากจนเป็นจำนวนมากในคริสตจักรดึงแรงไปหมด  พวกผู้นำจึงหมดแรงกัน    คนที่ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"อยู่ที่ไหนกันบ้าง    ท่านคงรู้ตัวของท่านดีเช่นกันว่าท่านเป็นคนชนิดไหน  เป็นคนที่ทำให้คนอื่นมีแรง  หรือว่าท่านทำให้เขาหมดแรง

3. ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ
ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบหมายความว่าอย่างไร   ยอห์น 8:28 จะช่วยให้เราเข้าใจ "พระเยซู(ต้นแบบชีวิตของเรา)จึงตรัสกับเขาว่า  เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้แล้ว  เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าเราคือผู้นั้น  และรู้ว่าเรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาได้ทรงสอนเราอย่างไร  เราจึงกล่าวอย่างนั้น"  ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ  ไม่ได้ทำอะไรตามใจชอบของตัวเองแน่ๆ  นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก  เป็นหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานของคนที่มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

แล้วใครจะเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของท่านล่ะ  ใครกันเล่าที่เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของพระเยซู  ก็พระบิดาไงล่ะ   ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ  แรงที่ควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าก็คือพระคริสต์   นี่แหละคือความหมายของ "สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"  หมายถึงว่าพระคริสต์ทรงนำชีวิตของท่านในทุกๆรายละเอียด  ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าท่านกลายเป็นหุ่นยนตร์  ท่านจะเป็นหุ่นยนตร์ไปไม่ได้เพราะท่านรู้ตัวของท่านเองว่าท่านยอมให้พระองค์นำท่าน   ทำตามสิ่งที่ท่านตัดสินใจ  ไม่ได้เป็นการกระทำแบบเครื่องจักร  ท่านเองได้ถามพระเจ้าไหมว่าควรทำอะไรบ้าง หรือว่าท่านทำตามใจชอบของท่านเอง

การเป็นคริสเตียนระดับนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ก็คือคริสเตียนขั้นพื้นฐาน  คือมีชีวิตด้วยการนำโดยองค์พระเจ้าเองที่ให้เสรีภาพ  เป็นแหล่งกำลังของท่าน  พระองค์เป็นชีวิตของท่านก็เพราะพระองค์ทรงนำวิธีคิดของท่าน  วิธีทำสิ่งต่างๆและสิ่งที่ท่านกระทำ  ท่านจะพูดได้อย่างจริงใจไหมว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจของข้าพเจ้าเอง"  ท่านอาจพูดว่า "ข้าพเจ้าไม่เคยทำอะไรถูกเลย"   ในครอบครัวเดียวกันท่านก็ทำให้ทุกคนโกรธ และขุ่นเคือง   ท่านไม่เคยทำอะไรถูกสักอย่าง   ลองนึกภาพของคริสเตียนสักคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักนี้คือไม่ได้ทำตามใจชอบของตนเอง   คริสเตียนบางคนไม่ได้ทำตามใจชอบเลยเพราะถ้าเขาทำตามใจชอบพวกเขาก็จะทำผิด  พวกเขาทำให้คนอื่นปวดประสาท เพราะเขาทำสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่เรื่อยๆ  คนที่ท่านอยู่ด้วยนั้นพวกเขาสามารถจะทำสิ่งผิดอย่างไม่น่าเชื่อใช่ไหม  ซึ่งเกินจะรับได้  ท่านอาจจะพูดว่า "ขอเถอะ อย่าได้ทำอะไรเลย  เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยอย่างน้อยคุณก็จะไม่เกะกะทางของคนอื่นเขา  คุณจะได้ไม่ต้องทำข้าวไหม้  ทำโต๊ะพัง  ไม่ทำชามตกแตก  คุณจะกรุณาอยู่เฉยๆได้ไหม  เพราะอย่างน้อยวิธีนี้คุณก็จะได้ไม่ต้องทำบาปอะไร"  อย่างน้อยในขั้นนี้เราก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำตามใจชอบ

การเป็นสาวกมีความหมายมากกว่าการไม่ทำตามใจชอบ  ตัวข้าพเจ้าเองจะชอบใจมากถ้าคริสเตียนบางคนจะไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะจะมีความสงบมากขึ้น  เพราะทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากพูดเขาก็ทำผิดแล้ว   ตัวเราเองก็อาจทำแบบเดียวกัน  ลองนึกดูซิว่าจะมีความสงบสุขสักแค่ไหนในคู่แต่งงานถ้าแต่ละฝ่ายจะเงียบ  เพราะท่านจะทะเลาะไม่ได้ถ้าทั้งสองฝ่ายเงียบ  เมื่อไรที่เปิดปากก็จะทะเลาะกัน  บางครั้งเป็นคนใบ้ก็ยังดีเสียกว่า  ดีจริงๆที่เราจะไม่เห็นคนใบ้ทะเลาะกัน

แต่พระเจ้าต้องการให้เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง "เราไม่ได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ  พระบิดาได้ทรงบอกเราอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น"  คำขอนี้สูงเกินไปหรือ   แต่นี่เป็นพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน  เป็นความหมายของการเชื่อในพระเยซู  การเชื่อว่าพระองค์ทรงสามารถนำท่านได้  การพูดว่าข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูผู้ทรงตายเพื่อข้าพเจ้าก็คือการพูดว่า ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว  พระองค์ก็ยังทรงทำอย่างนั้นในทุกวันนี้  พระองค์นำชีวิตของข้าพเจ้าทุกๆ นาทีทุกๆ วัน  ท่านจะกล้าพูดอย่างนั้นไหม  ข้าพเจ้าขอบอกว่า พระเยซูของท่านทรงพระชนม์อยู่จริงๆ  บางคนเชื่อในพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์ไป 2000 ปีแล้ว  พระองค์ควรจะเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์และพระองค์ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย  ถ้าพระองค์ไม่ได้กระทำอะไรเลยงั้นเราก็เป็นผู้ทำนะสิ  ถ้าพระองค์เป็นผู้ทรงกระทำทุกสิ่งพระองค์ก็ต้องทรงเป็นชีวิตของข้าพเจ้า  นี่คือสิ่งที่เปาโลหมายถึงในฟิลิปปี 1:21

"ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ"  ในยอห์น 5:30  พระเยซูตรัสว่า "เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้"  ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สามารถทำสิ่งนั้น  พระองค์เลือกที่จะไม่"ทำสิ่งใดตามอำเภอใจ  เราได้ยินอย่างไรก็ตัดสินอย่างนั้น  และการตัดสินของเราก็เที่ยงธรรมเพราะเราไม่ได้ทำตามใจชอบของเราเองแต่ทำตามน้ำพระทัยพระบิดาผู้ทรงส่งเรามา"  การไม่ได้ทำตามใจชอบในที่นี้มีความหมายชัดว่าไม่ทำอะไรตามอำเภอใจของคนนั้น เป็นการกระทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดา

ในยอห์น 5:19  กล่าวอย่างเดียวกัน  พระเยซูตรัสกับเขาว่า  "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้  นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ"  สิ่งใดที่พระบิดากระทำพระบุตรก็ทรงกระทำด้วย  นี่คือความหมายของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้า  พระเจ้าคือชีวิตของข้าพเจ้า  และพระองค์เป็นผู้กำหนดชีวิตของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าต้องการจะทำตามพระทัยพระองค์เท่านั้น  ท่านจะพูดแบบนี้ได้เต็มปากไหม  ท่านมีชีวิตคริสเตียนแบบนี้ได้ไหม   หรือว่าท่านหวังที่จะรอดแค่ด้วยปฏิญาณง่ายๆ ว่าท่านเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อท่านเพียงแค่นั้นอย่างนั้นหรือ  คริสเตียนแบบนี้ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ 

นี่เป็นเรื่องเกินไปไหม  ถ้าพระเยซูเป็นชีวิตของข้าพเจ้าถ้างั้นข้าพเจ้าก็ควรดำเนินชีวิตแบบนี้  ไม่เช่นนั้นแล้วพระเยซูก็ไม่ได้เป็นชีวิตของข้าพเจ้าหรอก  และถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นชีวิตของข้าพเจ้าแล้วก็ขอช่วยบอกข้าพเจ้าด้วยว่าข้าพเจ้าจะรอดได้อย่างไร  เรากำลังพูดถึงชีวิต  และชีวิตก็คือความรอดและความรอดก็คือชีวิต  นี่เป็นความรอดแบบเดียวเท่านั้น  เป็นชีวิตแบบเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าเห็นในพระคัมภีร์ใหม่   คริสตจักรทุกวันนี้กล้าหลอกตัวเองยอมให้คำสอนนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ลดความหนักแน่นลง

4. ข้าพเจ้าไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ
ข้าพเจ้าไม่รู้สิ่งใด  ชีวิตคริสเตียนคือการไม่รู้เรื่องใด  แปลกใช่ไหม  1 โครินธ์ 2:2  เป็นหลักนำของชีวิตเปาโล  "เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆในหมู่พวกท่านเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์  และการที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน"

เปาโลกล่าวต่อไปว่า  เขาได้เรียนรู้ปรัชญาของโลกนี้  เปาโลเป็นผู้ที่เต็มด้วยความรู้  และเมื่อเขาถูกไต่สวนผู้พิพากษาพูดกับเขาว่า  "เปาโล เจ้าบ้าไปแล้วเพราะความรู้มากมายของเจ้า  เจ้ารู้มากเกินไป  เจ้าเรียนมากเกินไปทำให้เจ้าบ้าไปแล้ว"  เปาโลตอบพวกเขาว่าไม่ได้บ้า  เขารู้ชัดๆว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่  ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าเปาโลบ้าไปแล้ว  ดูเปาโลสิ ตั้งแต่เขามาเชื่อองค์พระเยซูเจ้านั้นสิ่งเดียวที่สำคัญกับเขาก็คือองค์พระเยซูคริสต์และการถูกตรึงของพระองค์    ในส่วนของ"พระเยซูคริสต์"นั้นเรายังรับได้   แต่ในส่วนที่"พระเยซูคริสต์ถูกตรึง" เรื่องของคนตายนี่สิ มันเรื่องอะไรกัน   เขาบ้าไปแล้วจริงๆ   เปาโลพูดต่อไปว่าการถูกตรึงของพระคริสต์คือฤทธานุภาพของพระเจ้าไปถึงความรอด    อะไรนะ   การถูกตรึงของพระคริสต์นี่นะหรือ  เปาโลกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

ตอนนี้พอจะพูดได้ว่าคนที่มีชีวิตตามหลัก "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"  คือการตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้ใด   ซึ่งไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องทิ้งความรู้ทางโลกของท่าน  อย่างเช่นความรู้ความชำนาญทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ท่านมี  ไม่ใช่จู่ๆ ท่านก็ไม่รู้จักมันเสียแล้ว  แต่หมายความว่าความรู้ไม่ว่าจะแบบใดไม่ได้เป็นตัวกำหนดชีวิตของท่านอีกต่อไป  ซึ่งเมื่อก่อนนี้มันเป็นทุกสิ่ง  ที่ท่านได้ภาคภูมิใจความรู้และความเชี่ยวชาญของท่าน  ท่านคิดว่าท่านสำคัญ  แต่ตอนนี้หลักที่ท่านมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อสิ่งนี้แล้ว    หลักที่กำหนดความรู้ของท่านและสิ่งอื่นทุกสิ่งก็คือพระคริสต์  ผู้เป็นศูนย์กลางในชีวิตของท่าน  พระเยซูคริสต์องค์นี้ไม่ได้มองเห็นว่าเป็นกษัตริย์ของจักรวาล  พระองค์ทรงเป็นจริงๆ  แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นในพระคัมภีร์ใหม่   ที่ทรงเป็นพระเยซูคริสต์ผู้ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนสุภาพ นี่แหละที่หมายถึงพระเยซูผู้ทรงถูกตรึง  ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนสุภาพอย่างไร (เรากำลังพูดถึงฟิลิปปี 1:21)  ฟิลิปปีในบทที่ 2 กล่าวต่อไปว่าพระองค์ทรงเท่าเทียมกับพระเจ้า เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์  เจ้านายจอมเจ้านาย   แต่ว่าพระองค์ทรงทำอะไร  ทรงถ่อมพระองค์เองลงมาในโลก  บังเกิดในรางหญ้า  นี่ยังไม่ใช่ที่ที่ต่ำสุด  ทรงลงไปต่ำยิ่งกว่านั้นอีก  ทรงจบชีวิตเยี่ยงอาชญากรบนไม้กางเขน  พระองค์ผู้ทรงลงไปต่ำที่สุดอย่างนี้แหละคือพระเยซูองค์นี้  ไม่ใช่กษัตริย์เหนือกษัตริย์ที่มีมงกุฎสวมพระเศียรที่เรากำลังพูดถึงในตอนนี้

น่าแปลกไหมที่ความเข้าใจของเปาโลไม่ได้อยู่ที่พระองค์ที่ยิ่งใหญ่อย่างกษัตริย์  แต่กลับอยู่ที่ผู้ไม่มีมงกุฎสวมจะมีก็แต่มงกุฎหนาม  ซึ่งนำท่านเข้าไปลึกขึ้น  การยกย่องถวายเกียรติองค์พระเจ้าผู้ทรงครองจักรวาลนั้นทำได้ง่าย  แต่นี่ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขากำลังยกย่องสรรเสริญอยู่  เขากำลังยกย่องสรรเสริญพระเจ้าที่ถูกตรึงบนโลกใบนี้  เขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าที่ถ่อมพระองค์เยี่ยงทาสรับใช้   จงสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความคิดแบบนี้ครอบครองความคิดของท่าน  ท่านจะกลายเป็นคริสเตียนที่มีคุณภาพแตกต่างจากคนอื่น  ไม่เป็นแบบ "คริสเตียนที่มีอำนาจ"  หรือ "คริสเตียนหน้าใหญ่ใจโต" ที่จะอวดแต่พระเจ้าผู้เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ (แม้ว่าพระองค์จะเป็นอย่างนั้นด้วย)  แต่เป็นคริสเตียนแบบที่อวดพระเจ้าผู้ทรงยอมต่ำกว่าทาสรับใช้

ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่มีอยู่ตลอดในใจเปาโล  เป็นคุณภาพ  เป็นความถ่อมใจ  เป็นความเมตตา  เป็นความลดตัวลงต่ำสุดในชีวิตของผู้หนึ่งที่เกินคำอธิบาย  ข้าพเจ้าเองก็ยังพยายามเรียนรู้อยู่

ข้าพเจ้าใคร่ครวญเรื่องกางเขนของพระคริสต์ทุกวัน  ข้าพเจ้าไม่ได้ใคร่ครวญในเรื่องที่พระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์  เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย  แต่เรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับข้าพเจ้าคือพระเยซูเป็นพระเจ้าผู้ทรงลดพระองค์ลงต่ำกว่าทาสรับใช้  ผู้ทรงล้างเท้าของสาวกของพระองค์  และผู้ที่เข้าในแผ่นดินสวรรค์ด้วยรอยตะปูบนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์  รอยแผลที่สีข้างและรอยแผลที่ถูกทิ่มแทงในพระทัยพระองค์   นี่แหละคือพระเยซูที่ข้าพเจ้าพยายามจะเข้าใจ  ข้าพเจ้าเข้าใจได้ช้ามาก แต่ข้าพเจ้าจะพยายาม   เปาโลได้กล่าวว่านี่แหละเป็นพระเยซูที่เขาต้องการรู้จัก  การรู้จักพระองค์คือที่จะเข้าใจความล้ำลึกทั้งสิ้น และเขาไม่อยากจะรู้เรื่องอื่นๆ เลย

5. ข้าพเจ้าไม่เกรงผู้ใด
เมื่อประเด็นก่อนหน้านี้เป็นจริงทั้งสิ้น  สิ่งที่ตามมาก็คือ "ข้าพเจ้าไม่เกรงกลัวผู้ใด"ตอนนี้เรี่ยวแรงของคนฝ่ายวิญญาณก็เริ่มปรากฏขึ้น  ข้าพเจ้าไม่เกรงผู้ใด  นี่เป็นสิ่งที่สะดุดตา  มีข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมากเหลือเกิน  มีหลายข้อมากที่พูดถึง "ไม่เกรงกลัว"  ในฟิลิปปี 1:28  "และท่านไม่เกรงกลัวผู้ที่ขัดขวางท่านแต่ประการใด"  คนที่ดำเนินในทางนี้จะเป็นคนที่ไม่กลัวใคร   เมื่อเป็นวัยรุ่นข้าพเจ้าตั้งชื่อทีมเบสบอลว่า "ไม่กลัวใคร"  ข้าพเจ้าก็ยังสนใจวิทยาศาสตร์กองทัพซึ่งมีเรือรบที่มีชื่อเสียงมากชื่อ "ไม่กลัวใคร"  เป็นที่กล่าวขวัญกันว่าไม่มีใครจมลงได้

คริสเตียนแท้จะไม่เกรงกลัวสิ่งใด  เพราะผู้เดียวที่พวกเขาเกรงกลัวก็คือพระเจ้า  ในลูกา 8:24  เมื่อองค์พระเยซูคริสต์เจอกับพายุและเรือกำลังจะจม  ท่านเห็นว่าพระเยซูคริสต์กลัวไหม  พระองค์บรรทมหลับอย่างไม่สะทกสะท้าน  ตรงนี้ท่านจะเห็นลักษณะที่ไม่หวาดกลัวสิ่งใด  จอห์น เวสเลย์ประทับใจคริสเตียนกลุ่มหนึ่งในเรือที่กำลังจะข้ามไปทวีปอเมริกาเหนือ  ในเวลานั้นเขาเป็นคริสเตียนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่  เขาได้เห็นคริสเตียนกลุ่มนี้มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างมากจนไม่เห็นความหวาดกลัวของพวกเขาเลย  ความเชื่อทำให้ความกลัวอันตรธานไป  นี่เป็นความเชื่อในพระเยซูคริสต์ของท่านด้วยไหม  หรือว่าการเรียนการสอบ  การงาน สุขภาพ ครอบครัว ทำให้ท่านกลัดกลุ้ม  ทุกๆสิ่งทำให้ท่านให้หวาดวิตก  ท่านเป็นคริสเตียนที่ขี้ตระหนกตื่นกลัวไหม  ถ้าท่านเป็นอย่างนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจความหมายของการเป็นคริสเตียน "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" มีความหมายว่าท่านไม่มีความกลัวเพราะว่าพระองค์ทรงอยู่ในท่าน  ความรับผิดชอบตกอยู่กับพระองค์

ข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้ได้จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าเอง  ข้าพเจ้าอยู่ในประเทศจีนด้วยความแร้นแค้นเกือบสามปี  ข้าพเจ้าสูญเสียทุกสิ่งเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามายึดครอง ไม่เหลือแม้แต่สตางค์แดงเดียว  ทุกๆวันข้าพเจ้าต้องไว้วางใจพระเจ้ากับความจำเป็นต้องการของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะตื่นขึ้นในตอนเช้าด้วยความคิดที่มืดมนว่าจะได้อาหารมื้อต่อไปจากที่ไหน  ลองนึกดูสิ ข้าพเจ้าไม่มีติดตัวเลยแม้สักสลึงเดียว  และยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นได้ตั้งสามปี

ถ้าท่านตื่นขึ้นเช้านี้ไม่มีเงินสักบากติดกระเป๋า  ไม่มีอาหารมี้อกลางวัน มื้อเย็นในอีกหลายๆ อาทิตย์และอีกหลายๆ เดือนข้างหน้า  ท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะสบายใจเต็มด้วยสันติสุขและความยินดีไหม  มีแต่ว่าถ้าพระคริสต์เป็นชีวิตของท่านเท่านั้นท่านจึงจะเป็นเช่นนั้นได้  ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นในตอนเช้าและพูดว่า "พระองค์เจ้าข้า ลูกของพระองค์อยู่ที่นี่  ข้าพระองค์หิวแต่ไม่มีอะไรกิน  ไม่มีเงินซื้ออาหารสักมื้อ  ข้าพระองค์ไม่กลัวเลย  ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นวันนี้ให้  พระองค์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง  ไม่เคยเลย"   เหตุใดข้าพเจ้าจึงเทศนาด้วยความมั่นใจ  ก็เป็นเพราะข้าพเจ้ารู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงคนเป็นล้านๆ ในถิ่นทุรกันดารด้วยมานาจากสวรรค์  ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับที่ทรงเลี้ยงข้าพเจ้าทุกวัน  และทรงดูแลไม่ให้ข้าพเจ้าต้องอดตาย  นี่แหละคือพระเจ้าผู้ทรงกระทำอย่างนั้นจริงๆ   ถ้ามีคนมาถามข้าพเจ้าว่า "พระเจ้าทรงเลี้ยงท่านเมื่อท่านหิวหรือเปล่า"  แน่นอนพระองค์ทรงทำได้   เป็นไปได้ไหมที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะไม่สามารถเตรียมอาหารให้พอที่จะเลี้ยงท่าน   ฉะนั้นจงอย่ากลัวเลย

6. ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใด
ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใด  ไม่ว่าทางกายหรือจิตวิญญาณ  ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในพระคริสต์จะมีทุกสิ่ง  ไม่มีอะไรแต่ครอบครองทุกสิ่ง  เขาไม่ขาดสิ่งใดเลย    1 เธสะโลนิกา 4:12 "ท่านจะไม่ต้องพึ่งอาศัยใครเลย"  มีชีวิตแบบนี้ที่ท่านไม่ขาดสิ่งใด   การไม่ขาดสิ่งใดนั้นอาจเป็นจากการจัดเตรียมให้จากพระเจ้าโดยตรง  หรือถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยท่านก็สามารถทำงานด้วยสองมือของท่านได้(อย่างที่เปาโลทำ)และท่านได้มีสิ่งที่ท่านจำเป็น  โปรดสังเกตว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งให้ในประเทศจีนเพราะไม่มีทางใดที่ข้าพเจ้าจะหาเงินได้เลย  แต่ต่อมาเมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสที่จะมีรายได้  ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมเสียนิสัยและเอาแต่พึ่งพาพระเจ้าว่า "พระองค์ทรงสามารถประทานอาหารให้ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะได้ไม่ต้องทำงาน"  ข้าพเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น  ข้าพเจ้าออกไปทำงาน เมื่อข้าพเจ้ารับเป็นศิษยาภิบาลในเมืองลิเวอร์พูล   คริสตจักรนี้เล็กมากไม่สามารถจะเลี้ยงดูข้าพเจ้าได้  ข้าพเจ้าพูดกับคริสตจักรว่าไม่เป็นไร  ข้าพเจ้าจะออกไปทำงาน  ข้าพเจ้าจึงออกไปสอน  ข้าพเจ้าสอนตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันศุกร์และข้าพเจ้าก็ทำงานในคริสตจักรวันเสาร์และวันอาทิตย์  ไม่ได้ทำตามพระคัมภีร์  ข้าพเจ้าทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุดเลย  ผ่านไปได้หกเดือนโดยความเมตตาของพระเจ้าคริสตจักรก็เติบโตขึ้น  มีสมาชิกพอที่พวกเขาจะเลี้ยงดูข้าพเจ้าด้วยจำนวนเงินที่เท่ากับรายได้จากการสอนของข้าพเจ้าพอดี

ไม่ว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูท่านโดยตรงหรือด้วยการทำงานก็ตาม  สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ เราไม่ขาดสิ่งใดฝ่ายวิญญาณเลย  สภาพชีวิตจิตวิญญาณของท่านเป็นอย่างไร  ท่านรู้สึกว่าทุกวันท่านขาดอะไรในชีวิตท่านแต่ท่านไม่รู้ว่าขาดอะไรอย่างนั้นไหม  คำตอบนั้นธรรมดามาก  ท่านยังไม่ได้เพิ่มพูนความจริงฝ่ายวิญญาณที่ว่าพระคริสต์คือชีวิตของท่าน   ตราบใดที่พระคริสต์ไม่ได้เป็นชีวิตของท่านแล้ว  แม้ท่านจะพยายามอย่างหนักที่จะเติมความว่างเปล่าในชีวิตของท่านให้เต็ม  ข้าพเจ้ารับรองว่ามันจะไม่ได้ผล   ท่านจะถูกความว่างเปล่าเกาะกวนท่านเสมอ  ข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้วว่าพระคัมภีร์สอนอะไรเรา  ไม่มีทางใดที่สบาย  ไม่มีทางใดที่ง่าย  แต่มีทางที่อัศจรรย์  พระคริสต์จะเติมชีวิตของท่านให้ล้นและท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย

7. ข้าพเจ้าไม่ได้ยั้งสิ่งใดไว้
เพราะว่าท่านไม่ได้ขาดสิ่งใดเลย  ฉะนั้นท่านก็ไม่ควรจะยั้งสิ่งใดไว้  ท่านมีที่จะให้มากจนไม่จำเป็นต้องยั้งสิ่งใดไว้  ท่านเคยเจอคริสเตียนที่ดูเหมือนว่ามีแหล่งที่ไม่เคยหมดบ้างไหม  เขามีอะไรที่จะให้เสมอ  พวกเขามั่งคั่งมาก   มากจนเขาไม่จำเป็นต้องยั้งสิ่งใดไว้  พวกเขาไม่จำเป็นต้องตระหนี่ถี่เหนียว

กิจการ 20:20  "และสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย  ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้  แต่ได้สั่งสอนท่านในที่ประชุมและตามบ้านเรือน"  ท่านเคยหวงสิ่งใดไว้จากพระเจ้าไหม  ท่านมีอะไรที่จะให้พระเจ้าหรือให้แก่กันและกันไหม  ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มั่งมีหรือไม่   ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีพลังมีผลต่อคนอื่นหรือไม่   เมื่ออัครทูตเปาโลพูดกับคริสตจักรเอเฟซัสในกิจการ 20 นั้น  เขาไม่ได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้เลย  อะไรคือคุณภาพของชายผู้นี้ที่พระเจ้าทรงใช้เขย่าโลก  และท่านเองอยากมีชีวิตคริสเตียนแบบไหน

สรุป
ข้าพเจ้าขอถามว่า "ท่านอยากจะมีชีวิตคริสเตียนแบบไหน   ท่านต้องการจะเป็นคริสเตียนธรรมดาๆ ที่ไม่ดีเท่าไรแต่ก็ไม่เลวนักอย่างนั้นหรือ   หรือว่าท่านต้องการจะให้ชีวิตของท่านมีค่าต่อคนในรุ่นนี้  กับคนที่พระเจ้าทรงสามารถทำงานได้  กับคนที่พระเจ้าทรงสามารถใช้เขย่าโลกได้  พระเจ้าทรงมองหาคนแบบนี้   จะมีคริสเตียนมากสักแค่ไหนที่มีชีวิตตามคำสอนนี้ "สำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"

เปาโลมั่งมีมากจนท่านพูดว่า  เป็นความยินดีของท่านที่จะสละให้แก่คนอื่น  นั่นเป็นความคิดที่เขาเขียน 2 โครินธ์ 12:15  "ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะสละแรงหมดเพื่อท่านทั้งหลาย"  ในโรม 9:3  เปาโลเต็มใจจะไม่ปิดซ่อนสิ่งใดไว้จนถึงขีดความรอดของท่าน  หลายคนพูดว่าจะให้ทุกสิ่งกับท่านเว้นแต่ความรอดของพวกเขา  เปาโลกล่าวว่าแม้ความรอดของท่านเองก็ไม่ถือว่ามีค่าถ้าท่านต้องสูญเสียความรอดเพื่อคนอื่นจะได้รอด  โรม 9:3 ทำให้ข้าพเจ้าต้องน้ำตาไหลบ่อยๆ  ที่เปาโลกล่าวว่าถ้าท่านจะต้องถูกสาปและถูกตัดขาดเพื่อคนอื่นจะได้รอด  ท่านก็จะยินดีสละความรอดของท่านให้เพื่อความอยู่ดีตลอดนิรันดร์ของพวกเขา  เปาโลกำลังพูดอะไร  เปาโลกำลังพูดว่า  เขาเต็มใจจะตกนรกถ้าคนยิวจะได้ไปสวรรค์  มีกี่คนที่กล้าพูดว่า ท่านเต็มใจจะไปนรกถ้าคนไทยจะได้ไปสวรรค์  มีกี่คนที่จะกล้าพูดว่าท่านเต็มใจจะไปนรกถ้าคนในประเทศจีนจะได้ยินข่าวประเสริฐแล้วจะรอด   พระเจ้าจะหาคนแบบนี้ได้จากที่ไหน  ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของ"การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"  ไม่ใช่การเป็นคริสเตียนแบบเหนือกว่าคนอื่น  แต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ ของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.