|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์
อธิบาย 2 โครินธ์ 12:9
โดย อิริค ชาง ชุดที่ 3
เราจะดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์อย่างไร
ทำไมจึงต้องพูดถึงการเป็นคนไม่มีอะไร
การตายก็ได้กำไร การตายได้กำไรหรือ มันหมายถึงอะไร การตายคือการไม่มีอะไรเลย ตามความเข้าใจของคนในโลกก็คือว่าชีวิตของเราได้จบลงแล้ว การตายก็คือการลบกระดานจนเกลี้ยง เมื่อก่อนนี้มีชื่อของท่านอยู่ ไม่ว่าท่านจะมีป้ายชื่อว่าท่านเป็นผู้อำนวยการหรือผู้บริหาร จะเป็นอะไรก็ตามแต่เมื่อท่านตายแล้วชื่อของท่านก็จะถูกปลดออก ชื่อของท่านสาบสูญไปแล้ว ถ้าชื่อของท่านอยู่ในกลุ่มของผู้เข้าแข่งขันเมื่อท่านตายเขาก็ต้องเอาชื่อของท่านออกจากการแข่งขัน ถ้าท่านกำลังจะได้รับมรดกชื่อของท่านก็จะถูกถอนออกจากใบมรดก การตายคือการลงไปสู่การไม่มีอะไร แล้วการตายจะได้กำไรอย่างไรกัน นี่เป็นคำกล่าวที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน ถ้าเราไม่เข้าใจคำเปรียบนี้ เราก็จะไม่เข้าใจ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" ในประโยคเดียวกันนี้มีข้อความอยู่สองส่วนคือ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" และ "การตายก็ได้กำไร" ถ้าส่วนหนึ่งไม่เป็นจริงอีกส่วนหนึ่งก็ต้องไม่เป็นจริงด้วย นี่เป็นความเป็นเหตุเป็นผลกันแบบง่ายๆ ถ้า "การตายก็ได้กำไร" ไม่เป็นความจริง "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" ก็ไม่เป็นความจริงด้วยเช่นกัน
ความเป็นศูนย์ เครื่องหมายของวงกลมในพิธีแต่งงานนั้นคู่สมรสจะสวมแหวนเป็นสิ่งผูกมัดแก่กันและกัน แหวนเป็นรูปวงกลม การสวมแหวนวงกลมนี้มีความหมายอะไร จะความหมายว่าท่านปฏิญานต่อกันในพิธีแต่งงานโดยไม่มีอะไรเลยหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นว่า "ผมขอมอบแหวนวงนี้ให้ในพิธีแต่งงานนี้เพื่อจะแสดงว่าผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณเลย" ในปัจจุบันนี้จะให้เป็นทองแก่กัน การให้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยอย่างนั้นหรือ อาจเป็นได้ว่าในชีวิตจริงเป็นแบบนั้นที่ท่านไม่ได้ให้อะไรกันและกันเลยนอกจากความปวดร้าวใจแก่กันและกัน แหวนแต่งงานเป็นเครื่องหมายของความรักที่สมบูรณ์ วงกลมที่ไม่มีที่เริ่มต้นและไม่มีจุดจบ มันควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ คือการยอมให้ทั้งหมด จะไม่รั้งหรือหวงสิ่งใดไว้อีกจากฝ่ายหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นความหมายคู่กันที่วงกลมสื่อความหมายของ "ความไม่มีอะไรเหลืออยู่" และในเวลาเดียวกันยังสื่อความหมายของความครบบริบูรณ์ น่าอัศจรรย์ใจนะ นี่เป็นการสรุปคำสอนของพระคัมภีร์ตอนนี้ได้ดีมาก "ความไม่สำคัญอะไรเลย" 7 ประการที่หมายถึงความครบบริบูรณ์ด้วย 1. ข้าพเจ้าไม่ได้วิเศษอะไรเลย
เปาโลกล่าวในกาลาเทีย 6:3 ว่า "เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญทั้งๆที่เขาไม่ได้สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็ลวงตัวเอง" เขาหลงเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนสำคัญแต่แท้จริงไม่ได้สำคัญอะไรเลย "...แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย" 1 โครินธ์ 13:2 ความหมายอีกด้านของคำกล่าวนี้มีว่า ความรักเท่านั้นที่ทำให้เรามีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่ได้มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าเพราะท่านสามารถพูดภาษาแปลกๆได้ หรือว่าท่านจะเผยพระวจนะ หรือรู้ความลึกล้ำฝ่ายวิญญาณทั้งหมด สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้ท่านมีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า สิ่งเดียวที่นับว่ามีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าคือความรัก ถ้าความรักของพระเจ้าควบคุมชีวิตของท่านท่านก็เป็นคนที่มีค่า ถ้าท่านไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ท่านก็ไม่มีค่าอะไร พระคัมภีร์ใหม่ในฟิลิปปี 1:21 นั้น "ความไม่มีอะไร" มีความหมายสองทางคือ "ความไม่มีอะไร"ในด้านบวกและก็ "ความไม่มีอะไรในด้านลบ" ซึ่งหมายความว่า "ความไม่มีอะไร" มีทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดีด้วย ในแง่ดีก็คืออย่างที่เปาโลกล่าวว่าเขารู้ตัวว่าเป็นคนไม่สำคัญอะไร ถ้าไม่มีความสำนึกแบบนี้แล้ว ท่านก็จะไม่มีความสำคัญอะไรฝ่ายวิญญาณเลย ท่านจะเป็นสำคัญในสายพระเนตรพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อท่านพร้อมที่จะเป็นคนไม่สำคัญอะไร หลักการแบบนี้จะกลับกันกับหลักของโลก "ความไม่มีอะไร"
กับความรอดของเรา แต่เมื่อมาถึงการเป็นสาวก เราจะเจอปัญหามากขึ้น อะไรเป็นมาตรฐานในการสอนของคริสตจักรปัจจุบันนี้ การเป็นสาวกเข้ากับมาตรฐานนี้ตรงไหน ทำไมพระคัมภีร์จึงกล่าวว่าท่านจะต้องเป็นสาวกเสียก่อนจึงจะรอด "ถ้าผู้ใดไม่แบกกางเขนของตนและตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้" "คุณจะรอดโดยไม่เป็นสาวกได้หรือไม่" ถ้าตอบว่า "ได้" แล้วข้อความก่อนหน้านี้ที่ว่าท่านรอดก็โดยเชื่อในพระเยซูล่ะ ถ้าตอบว่า "ไม่ใช่" ก็จะมีคำถามเดิมตามมาว่าแล้วคำกล่าวก่อนหน้านี้ที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วจะรอดล่ะจะทำอย่างไร การรอดได้นั้นท่านจะต้องมาเป็นสาวกและแบกกางเขนของท่านตามพระองค์ เรามักจะสงสัยเรื่องการเป็นสาวกกับเรื่องความรอดของเรา ศิษยาภิบาลบางคนก็ให้ความกระจ่างไม่ได้ ดังเช่นมีคนหนึ่งถามศิษยาภิบาลว่า "เรารอดได้อย่างไร" ศิษยาภิบาลตอบว่า "ต้องเชื่อในพระเยซู" "การเชื่อพระเยซูหมายถึงอะไร" "คุณก็ต้องเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อคุณ" "ผมก็เชื่ออย่างนั้น แล้วผมจะรับบัพติสมาได้เลยไหม" "ได้สิ" "แต่ก่อนจะรับผมขอถามอาจารย์อีกคำถามหนึ่ง ทำไมพระเยซูจึงตรัสว่า ที่จะรอดได้ผมต้องแบกกางเขนแล้วตามพระองค์ไป" "การแบกกางเขนและตามพระองค์นั้นดีนะ" "การแบกกางเขนดียังไงอาจารย์ มันเกี่ยวอะไรกับความรอดไหม" "ผมต้องขอไปศึกษาดูอีกที" "อาจารย์เพิ่งบอกผมว่าต้องเชื่อและจะรับบัพติสมาได้เลย" "ก็จริง" "แล้วการเป็นสาวกล่ะอาจารย์" "ก็คริสเตียนมีสองขั้น คือคุณเชื่อในพระเยซูและคุณได้รับความรอด แล้วคุณจึงมาเป็นสาวก" "ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วย" "คุณต้องก้าวสูงขึ้นในการเป็นคริสเตียน" "และถ้าผมไม่ต้องก้าวสูงขึ้นผมก็เป็นสาวกไม่ได้นะสิอาจารย์" "ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องเป็นสาวกสิ" "แต่ผมเห็นในพระธรรมกิจการบอกว่าผู้เชื่อทุกคนเป็นสาวก" "ก็ใช่" "แล้วยังงั้น ผมต้องเป็นหรือไม่ต้องเป็นสาวกเพื่อจะรอดกันแน่" "คุณไม่จำเป็นต้องมาเป็นสาวกเพื่อจะรับบัพติสมา" "ถ้างั้นผมกำลังมาเป็นสาวกที่ไม่ใช่สาวกจริงๆอย่างนั้นหรือ" "คงงั้น" "แต่ทำไมในพระธรรมกิจการคริสเตียนจึงถูกเรียกว่าสาวกล่ะ" "ผมขอคิดอีกหน่อย" "ช่วยคิดเร็วๆหน่อยนะครับเพราะผมต้องการจะรอด" ข้าพเจ้าให้บทสนทนาตัวอย่างเพื่อจะให้ท่านเห็นประเพณีคริสตจักรที่ไม่มีคำตอบตอบคำถามนี้ ถ้าพูดถึง "การมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์" ก็ยิ่งจะตอบไม่ได้ เพราะเรากำลังพูดถึงการเป็นคริสเตียนสุดขั้วที่ไม่เข้ากับที่ไหนเลยแม้แต่ในการเป็นสาวก ผู้เชื่อไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับคำสอนนี้ เป็นเรื่องที่ขยาด ในที่นี้เปาโลกล่าวว่าท่านไม่มีค่าอะไร เพื่อที่พระเยซูจะได้เป็นทุกสิ่ง "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"หมายถึงอะไร มันหมายความว่า ข้าพเจ้าไม่มีอะไรแต่พระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่ง" สำหรับข้าพเจ้า"การมีชีวิตอยู่"ไม่มีความหมายอื่นนอกจากจะหมายถึงพระคริสต์ การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์หมายถึงว่าพระคริสต์ทรงมาเป็นทุกสิ่งกับข้าพเจ้า เพื่อที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย ฟังแล้วดูน่ากลัวจัง จะเพื่อพระองค์ส่วนหนึ่งข้าพเจ้าส่วนหนึ่งไม่ได้หรือ มันหมายความว่าเมื่อข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียนแล้วไม่เหลืออะไรให้ตัวเองเลยหรือ คำตอบคือว่าใช่แล้ว รู้อย่างนี้แล้วท่านยังจะอยากรับบัพติสมาอยู่ไหม คิดดูให้ดี "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" หมายความว่า พระคริสต์คือทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ชีวิตก็คือพระคริสต์ ไม่มีอะไรอีกที่เป็นชีวิต "สำหรับข้าพเจ้าการมีชีวิตอยู่"นั้น ตามความหมายที่สมดุลกัน"คือพระคริสต์" เมื่อพูดว่าชีวิตก็คือพระคริสต์ เราหมายถึงว่าชีวิตก็เท่ากับพระคริสต์และพระคริสต์ก็เท่ากับชีวิต กลับไปกลับมาในทางไหนก็มีค่าเท่ากัน เป็นความเท่ากัน นั่นจะหมายความว่าข้าพเจ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่ถ้าชีวิตมีค่าเท่ากับ(คือ)พระคริสต์ เปาโลกำลังพูดว่า ฟิลิปปี 1:21 นั้นเป็นของคริสเตียนทุกคนทั้งท่านและข้าพเจ้า ถ้าข้อนี้เป็นของข้าพเจ้าข้าพเจ้าก็ตกที่นั่งลำบากเพราะข้าพเจ้าไม่รู้วิธีที่จะมีชีวิตตามข้อนี้ และถ้ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่านกและข้าพเจ้าแล้วทำไมจึงมีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่นี้ด้วยเล่า ทำไมไม่กาออกไปเสีย หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับคริสเตียนระดับสูง ข้าพเจ้าแค่อยากจะเป็นสาวกและข้าพเจ้าก็อยู่ล้ำหน้าคริสเตียนอีกหลายๆคน ข้าพเจ้าตั้งความหมายการเป็นสาวกของข้าพเจ้าเองก็ได้ ข้าพเจ้าให้ความหมาย"สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่"ว่า ส่วนนี้ของข้าพเจ้าและส่วนนั้นของพระคริสต์ ด้วยสูตรสำเร็จนี้ข้าพเจ้าก็ไปได้อย่างลงตัว อาจมีชีวิตอยู่เพื่อข้าพเจ้า 70 ส่วนเพื่อพระคริสต์ 30 ถ้าไม่ชอบสูตรนี้ก็ใช้แบบครึ่งๆ คืออยู่เพื่อตัวเอง 50 และเพื่อพระคริสต์ 50 เป็นแบบหุ้นส่วนกัน แล้วการมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์จะเข้ากับชีวิตคริสเตียนได้อย่างไร เปาโลเป็นคริสเตียนที่มีหลักการ ไม่รอมชอม "ข้าพเจ้าไม่มี(ค่า)อะไรและพระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่งให้" จะเป็นอย่างนั้นจริงๆในชีวิตประจำวันได้อย่างไร (เป็นอย่างละครึ่งได้ไหม จะเอามาผูกยังไงกับอีกส่วนที่ว่า "จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย" (กิจการ 16:31) เราจะอธิบายประโยคหนึ่งด้วยอีกประโยคหนึ่งได้ไหม แล้วประโยคไหนอธิบายประโยคไหนกันเล่า ที่บอกว่าจะให้ข้อหนึ่งอธิบายข้อหนึ่งนั้นข้าพเจ้าหมายถึงอะไร เราจะใช้กิจการ 16:31 มาอธิบายฟิลิปปี 1:2 หรือฟิลิปปี 1:21 อธิบาย กิจการ 16:31 ได้ไหม ถ้าเราใช้ฟิลิปปี 1:21อธิบายกิจการ 16:31แล้ว "การเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์" ก็หมายถึงว่า "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" ท่านจะพูดไม่ได้ว่า "ข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูคริสต์" เว้นเสียแต่ว่าท่านจะสามารถพูดได้ว่า "สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"ด้วย ความหมายของ"การเชื่อ" หมายถึง "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" นี่แหละคือความหมายของ"การเชื่อ" นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงการใช้ข้อหนึ่งอธิบายอีกข้อหนึ่ง แล้วในทางกลับกันล่ะ ท่านพยายามจะใช้ข้ออื่นอธิบายข้อนี้แล้วจะได้คำตอบที่น่าพอใจกว่านี้ไหม น่าเสียดายที่คำตอบก็คือไม่ได้ ลองมาดูว่ามีทางใดที่จะทำให้ความส่วนนี้ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"เจือจางลงได้ ให้ดูอย่างถี่ถ้วนว่ามีทางใดที่จะทำให้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าท่านเชื่อมสองข้อนี้เข้าด้วยกันไม่ว่าจะทางไหนผลก็จะออกมาเหมือนเดิมเสมอ มันจะต้องสูงขึ้น มันจะไม่น้อยหรือต่ำลงไป นี่เป็นหลักที่เราต้องยึดเพราะนี่เป็นความรอดของเรา ถ้าท่านคิดว่าการได้รับความรอดคือเพียงแค่เชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อท่านและคำนิยามแค่นั้นยังไม่พอละก็ความรอดของท่านก็จะหายไป ท่านกำลังวางความหวังในความรอดของท่านไว้กับฐานที่ผิด ท่านยอมให้รากฐานนั้นเจือจางลงเพื่อจะเข้ากับนิยามของท่านเอง นั่นเป็นการการหลอกลวงตัวเองที่อันตรายมาก อย่างที่อัครทูตกล่าวว่า ถ้าท่านคิดว่าท่านมีอะไรดี คิดว่าตัวเองรอดทั้งๆที่ท่านไม่รอด ท่านก็เป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ มีคนมากมายในคริสตจักรทุกวันนี้ที่คิดว่าพวกเขารอดทั้งที่พวกเขายังไม่รอด ท่านเห็นจากชีวิตของพวกเขาได้ว่าพวกเขายังไม่รอด ท่านรู้จากคำพูดของเขาว่าเขายังไม่รอด ท่านรู้จากการกระทำของเขาว่าเขาไม่รอด แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคิดว่าเขารอด พวกเขาคิดว่าตนเองสำคัญ คือคิดว่าตนเป็นของพระคริสต์แต่พวกเขาไม่ได้เป็นของพระองค์ ดังในมัทธิว 7 ที่ในวันนั้น"เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า ไม่รู้จักเจ้าเลย" "ข้าพระองค์ได้เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์" แต่พระองค์ตรัสตอบว่า "เราไม่รู้จักเจ้าเลย" พวกเขาคิดว่าพวกเขาสำคัญ ขอให้เราคิดเรื่องนี้ต่อไปอย่างถี่ถ้วน เพราะถ้าคำจำกัดความความรอดของเราผิดไปล่ะจะเป็นอย่างไร เราได้ยินคำสอนเรื่องนี้ในคริสตจักรว่า "เชื่อแล้วจะรอด" ที่คำจำกัดความของ "ความเชื่อ"นั้นไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ใหม่หรือจากฟิลิปปี 1:21 แต่มาจากพวกเขาเองที่เชื่อแค่ว่าพระเยซูตายเพื่อท่าน และถ้าคำจำกัดความนี้ผิดหมดล่ะจะเป็นอย่างไร ความรอดของท่านก็จะขึ้นอยู่กับคำจำกัดความที่ผิดๆ ขอให้ท่านดูจากพระคัมภีร์ ท่านเชื่อมั่นหรือว่าคริสเตียนมีสองระดับ ระดับแรกคือคริสเตียนระดับล่างที่จะใช้ชั้นประหยัด (ในประเทศจีนจะเรียกว่าชั้นเบาะไม้) แม้จะไม่สะดวกสบายนักแต่ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ผู้เชื่อธรรมดาๆ ก็คือคริสตชน"เบาะไม้" แต่อีกระดับหนึ่งคือพวกที่มุ่งหาการอบรมสาวกจะเป็นชั้น"เบาะนวม" มันไม่ช่วยหรอก เพราะในพระคัมภีร์ไม่มีคริสเตียนสองแบบนี้ ข้าพเจ้าพบแต่คริสเตียนแบบอ่อนแอกับคริสเตียนเนื้อหนังเท่านั้น เปาโลอธิบายเสมอๆ ว่าผู้เชื่อที่แท้จริงนั้นเป็นธรรมิกชน เปาโลไม่รู้จักคริสตชนชั้นสอง เราตั้งมันขึ้นมากันเอง เมื่อถามคริสตจักรพวกเขาก็จะบอกว่ามีคริสตชนชั้นสูง ข้าพเจ้าขอถามว่า "ถ้าข้าพเจ้าสามารถนั่งเบาะไม้จากฮ่องกงไปจนถึงกรุงปักกิ่งได้ แล้วทำไมข้าพเจ้าจะต้องวุ่นวายใจอะไรกับเบาะนวมด้วยเล่า เป็นเพราะมันสบายกว่าอย่างนั้นหรือ ถ้าเปรียบเทียบกับความคิดของพระคัมภีร์ใหม่มันก็คงน่าขำมาก เพราะพระคัมภีร์ใหม่ชี้ให้เห็นว่าการเป็นคริสตชนชั้นสาวกนั้นชีวิตจะต้องทนทุกข์ที่ยากลำบากมากกว่า และก็เป็นคริสตชนเพียงแบบเดียวที่พระคัมภีร์ใหม่รู้จัก และถ้าเรากลับการเปรียบเทียบนี้เสียและกล่าวว่า ท่านสามารถไปถึงปักกิ่งได้ด้วยการบริการสองชั้น ชั้นหนึ่งนั้นสุดประหยัด(ชั้นสาวก) กับอีกชั้นหนึ่งคือชั้นสุดสบาย(ผู้เชื่อที่ไม่ต้องการเป็นสาวก หรือคริสตชนแบบแค่เชื่อก็พอแล้ว) จะมีใครบ้างอยากไปชั้นเบาะไม้แล้วต้องจ่ายมากขึ้นเยอะ ถ้าทำอย่างนั้นท่านก็คงเสียสติไปแล้ว ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นว่า คริสตจักรไม่สามารถทำตามคำสอนของพระคัมภีร์ใหม่ได้ คริสตจักรไม่สามารถรับฟิลิปปี 1:21 ตามที่พระคัมภีร์หมายถึงได้ ฉะนั้นจึงเป็นความกล้าของพี่น้องในคริสตจักรปัจจุบันที่อยากจะเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ว่าท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตามท่านก็ยังคงต้องเข้าใจ 2.
ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย เราก็เห็นทั้งด้านบวกและด้านลบในพระคัมภีร์ ด้านลบจะเห็นได้ในวิวรณ์ 3:17 ที่เหมือนกับสภาพฝ่ายวิญญาณในปัจจุบันนี้ "เพราะเจ้าพูดว่า เราเป็นคนมั่งมี ได้ทรัพย์สมบัติมาก และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอดและเปลือยกายอยู่" พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่ต้องการสิ่งใดเลย ที่จริงแล้วพวกเขาไม่มีอะไรเลย นี่เป็นเรื่องเศร้า มีคริสเตียนที่ไม่มีอะไรเลยฝ่ายวิญญาณ มีคริสเตียนที่มีทุกสิ่งฝ่ายวิญญาณ แค่ใช้เวลาไม่กี่อึดใจเราก็จะรู้ได้ว่าคริสเตียนที่ท่านพูดด้วยนั้นเป็นคริสเตียนแบบไหน เมื่อท่านพูดกับคริสเตียนที่ท่านได้เห็นความมั่งคั่งจากชีวิตของพวกเขา เห็นพลังจากชีวิตของพวกเขา ท่านก็รู้ว่าชีวิตของพวกเขามั่งมี พวกเขาอาจไม่มีเงินในกระเป๋ามาก ไม่ใช่เพราะว่าไม่สามารถจะมีได้ แต่เป็นเพราะพวกเขาหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะจะไม่สามารถมีได้แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าตนเองเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่มี ไม่ได้เห็นว่าพวกเขาเองเป็นเจ้าของ แต่ทั้งหมดเป็นการใช้สอยของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าตรัสว่าให้ใช้เพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้มันก็จะถูกใช้หมดไป และแม้ว่าพวกเขาไม่มีอะไรเลยแต่พวกเขามีความมั่งคั่งและทำให้ผู้คนมากมายมั่งมี ชีวิตของท่านทำให้คนอื่นมั่งมีหรือว่าทำให้พวกเขายากจน เมื่อท่านเปิดบ้านรับคนอื่นๆ การปรากฏตัวของท่านทำให้คนอื่นยากจน เหน็ดเหนื่อย ทำให้หมดความสุข ทำให้ขุ่นเคือง และหมดแรง หรือว่าการปรากฏตัวของท่านในที่นั่นทำให้คนอื่นๆมั่งคั่ง คนที่ดำเนินชีวิตเช่นนั้นที่ให้พระคริสต์เป็นชีวิตของพวกเขาก็จะทำให้คนอื่นมั่งคั่งเสมอ เมื่ออยู่กับคนแบบนั้นแล้วท่านจะจากไปด้วยความรู้สึกมั่งมี รู้สึกว่าท่านได้รับอย่างมากมายเหลือเกิน แต่มีบางคนที่ท่านอยู่ด้วยไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว พวกเขาดึงแรงของท่าน ข้าพเจ้าเห็นว่าผู้ร่วมงานและผู้นำในคริสตจักรเหน็ดเหนื่อยกันมาก คงจะเป็นเพราะว่ามีคนยากจนเป็นจำนวนมากในคริสตจักรดึงแรงไปหมด พวกผู้นำจึงหมดแรงกัน คนที่ "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์"อยู่ที่ไหนกันบ้าง ท่านคงรู้ตัวของท่านดีเช่นกันว่าท่านเป็นคนชนิดไหน เป็นคนที่ทำให้คนอื่นมีแรง หรือว่าท่านทำให้เขาหมดแรง 3.
ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ แล้วใครจะเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของท่านล่ะ ใครกันเล่าที่เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตของพระเยซู ก็พระบิดาไงล่ะ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ แรงที่ควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าก็คือพระคริสต์ นี่แหละคือความหมายของ "สำหรับข้าพเจ้านั้นการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" หมายถึงว่าพระคริสต์ทรงนำชีวิตของท่านในทุกๆรายละเอียด ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าท่านกลายเป็นหุ่นยนตร์ ท่านจะเป็นหุ่นยนตร์ไปไม่ได้เพราะท่านรู้ตัวของท่านเองว่าท่านยอมให้พระองค์นำท่าน ทำตามสิ่งที่ท่านตัดสินใจ ไม่ได้เป็นการกระทำแบบเครื่องจักร ท่านเองได้ถามพระเจ้าไหมว่าควรทำอะไรบ้าง หรือว่าท่านทำตามใจชอบของท่านเอง การเป็นคริสเตียนระดับนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ก็คือคริสเตียนขั้นพื้นฐาน คือมีชีวิตด้วยการนำโดยองค์พระเจ้าเองที่ให้เสรีภาพ เป็นแหล่งกำลังของท่าน พระองค์เป็นชีวิตของท่านก็เพราะพระองค์ทรงนำวิธีคิดของท่าน วิธีทำสิ่งต่างๆและสิ่งที่ท่านกระทำ ท่านจะพูดได้อย่างจริงใจไหมว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจของข้าพเจ้าเอง" ท่านอาจพูดว่า "ข้าพเจ้าไม่เคยทำอะไรถูกเลย" ในครอบครัวเดียวกันท่านก็ทำให้ทุกคนโกรธ และขุ่นเคือง ท่านไม่เคยทำอะไรถูกสักอย่าง ลองนึกภาพของคริสเตียนสักคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักนี้คือไม่ได้ทำตามใจชอบของตนเอง คริสเตียนบางคนไม่ได้ทำตามใจชอบเลยเพราะถ้าเขาทำตามใจชอบพวกเขาก็จะทำผิด พวกเขาทำให้คนอื่นปวดประสาท เพราะเขาทำสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่เรื่อยๆ คนที่ท่านอยู่ด้วยนั้นพวกเขาสามารถจะทำสิ่งผิดอย่างไม่น่าเชื่อใช่ไหม ซึ่งเกินจะรับได้ ท่านอาจจะพูดว่า "ขอเถอะ อย่าได้ทำอะไรเลย เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยอย่างน้อยคุณก็จะไม่เกะกะทางของคนอื่นเขา คุณจะได้ไม่ต้องทำข้าวไหม้ ทำโต๊ะพัง ไม่ทำชามตกแตก คุณจะกรุณาอยู่เฉยๆได้ไหม เพราะอย่างน้อยวิธีนี้คุณก็จะได้ไม่ต้องทำบาปอะไร" อย่างน้อยในขั้นนี้เราก็ได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำตามใจชอบ การเป็นสาวกมีความหมายมากกว่าการไม่ทำตามใจชอบ ตัวข้าพเจ้าเองจะชอบใจมากถ้าคริสเตียนบางคนจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะจะมีความสงบมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากพูดเขาก็ทำผิดแล้ว ตัวเราเองก็อาจทำแบบเดียวกัน ลองนึกดูซิว่าจะมีความสงบสุขสักแค่ไหนในคู่แต่งงานถ้าแต่ละฝ่ายจะเงียบ เพราะท่านจะทะเลาะไม่ได้ถ้าทั้งสองฝ่ายเงียบ เมื่อไรที่เปิดปากก็จะทะเลาะกัน บางครั้งเป็นคนใบ้ก็ยังดีเสียกว่า ดีจริงๆที่เราจะไม่เห็นคนใบ้ทะเลาะกัน แต่พระเจ้าต้องการให้เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง "เราไม่ได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ พระบิดาได้ทรงบอกเราอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น" คำขอนี้สูงเกินไปหรือ แต่นี่เป็นพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน เป็นความหมายของการเชื่อในพระเยซู การเชื่อว่าพระองค์ทรงสามารถนำท่านได้ การพูดว่าข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูผู้ทรงตายเพื่อข้าพเจ้าก็คือการพูดว่า ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว พระองค์ก็ยังทรงทำอย่างนั้นในทุกวันนี้ พระองค์นำชีวิตของข้าพเจ้าทุกๆ นาทีทุกๆ วัน ท่านจะกล้าพูดอย่างนั้นไหม ข้าพเจ้าขอบอกว่า พระเยซูของท่านทรงพระชนม์อยู่จริงๆ บางคนเชื่อในพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์ไป 2000 ปีแล้ว พระองค์ควรจะเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์และพระองค์ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าพระองค์ไม่ได้กระทำอะไรเลยงั้นเราก็เป็นผู้ทำนะสิ ถ้าพระองค์เป็นผู้ทรงกระทำทุกสิ่งพระองค์ก็ต้องทรงเป็นชีวิตของข้าพเจ้า นี่คือสิ่งที่เปาโลหมายถึงในฟิลิปปี 1:21 "ข้าพเจ้าไม่ได้ทำตามใจชอบ" ในยอห์น 5:30 พระเยซูตรัสว่า "เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้" ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สามารถทำสิ่งนั้น พระองค์เลือกที่จะไม่"ทำสิ่งใดตามอำเภอใจ เราได้ยินอย่างไรก็ตัดสินอย่างนั้น และการตัดสินของเราก็เที่ยงธรรมเพราะเราไม่ได้ทำตามใจชอบของเราเองแต่ทำตามน้ำพระทัยพระบิดาผู้ทรงส่งเรามา" การไม่ได้ทำตามใจชอบในที่นี้มีความหมายชัดว่าไม่ทำอะไรตามอำเภอใจของคนนั้น เป็นการกระทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดา ในยอห์น 5:19 กล่าวอย่างเดียวกัน พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ" สิ่งใดที่พระบิดากระทำพระบุตรก็ทรงกระทำด้วย นี่คือความหมายของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระเจ้า พระเจ้าคือชีวิตของข้าพเจ้า และพระองค์เป็นผู้กำหนดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการจะทำตามพระทัยพระองค์เท่านั้น ท่านจะพูดแบบนี้ได้เต็มปากไหม ท่านมีชีวิตคริสเตียนแบบนี้ได้ไหม หรือว่าท่านหวังที่จะรอดแค่ด้วยปฏิญาณง่ายๆ ว่าท่านเชื่อว่าพระเยซูตายเพื่อท่านเพียงแค่นั้นอย่างนั้นหรือ คริสเตียนแบบนี้ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ นี่เป็นเรื่องเกินไปไหม ถ้าพระเยซูเป็นชีวิตของข้าพเจ้าถ้างั้นข้าพเจ้าก็ควรดำเนินชีวิตแบบนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วพระเยซูก็ไม่ได้เป็นชีวิตของข้าพเจ้าหรอก และถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นชีวิตของข้าพเจ้าแล้วก็ขอช่วยบอกข้าพเจ้าด้วยว่าข้าพเจ้าจะรอดได้อย่างไร เรากำลังพูดถึงชีวิต และชีวิตก็คือความรอดและความรอดก็คือชีวิต นี่เป็นความรอดแบบเดียวเท่านั้น เป็นชีวิตแบบเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าเห็นในพระคัมภีร์ใหม่ คริสตจักรทุกวันนี้กล้าหลอกตัวเองยอมให้คำสอนนี้ในพระคัมภีร์ใหม่ลดความหนักแน่นลง 4. ข้าพเจ้าไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ เปาโลกล่าวต่อไปว่า เขาได้เรียนรู้ปรัชญาของโลกนี้ เปาโลเป็นผู้ที่เต็มด้วยความรู้ และเมื่อเขาถูกไต่สวนผู้พิพากษาพูดกับเขาว่า "เปาโล เจ้าบ้าไปแล้วเพราะความรู้มากมายของเจ้า เจ้ารู้มากเกินไป เจ้าเรียนมากเกินไปทำให้เจ้าบ้าไปแล้ว" เปาโลตอบพวกเขาว่าไม่ได้บ้า เขารู้ชัดๆว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ทำไมพวกเขาจึงคิดว่าเปาโลบ้าไปแล้ว ดูเปาโลสิ ตั้งแต่เขามาเชื่อองค์พระเยซูเจ้านั้นสิ่งเดียวที่สำคัญกับเขาก็คือองค์พระเยซูคริสต์และการถูกตรึงของพระองค์ ในส่วนของ"พระเยซูคริสต์"นั้นเรายังรับได้ แต่ในส่วนที่"พระเยซูคริสต์ถูกตรึง" เรื่องของคนตายนี่สิ มันเรื่องอะไรกัน เขาบ้าไปแล้วจริงๆ เปาโลพูดต่อไปว่าการถูกตรึงของพระคริสต์คือฤทธานุภาพของพระเจ้าไปถึงความรอด อะไรนะ การถูกตรึงของพระคริสต์นี่นะหรือ เปาโลกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ตอนนี้พอจะพูดได้ว่าคนที่มีชีวิตตามหลัก "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" คือการตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้ใด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องทิ้งความรู้ทางโลกของท่าน อย่างเช่นความรู้ความชำนาญทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ท่านมี ไม่ใช่จู่ๆ ท่านก็ไม่รู้จักมันเสียแล้ว แต่หมายความว่าความรู้ไม่ว่าจะแบบใดไม่ได้เป็นตัวกำหนดชีวิตของท่านอีกต่อไป ซึ่งเมื่อก่อนนี้มันเป็นทุกสิ่ง ที่ท่านได้ภาคภูมิใจความรู้และความเชี่ยวชาญของท่าน ท่านคิดว่าท่านสำคัญ แต่ตอนนี้หลักที่ท่านมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อสิ่งนี้แล้ว หลักที่กำหนดความรู้ของท่านและสิ่งอื่นทุกสิ่งก็คือพระคริสต์ ผู้เป็นศูนย์กลางในชีวิตของท่าน พระเยซูคริสต์องค์นี้ไม่ได้มองเห็นว่าเป็นกษัตริย์ของจักรวาล พระองค์ทรงเป็นจริงๆ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นในพระคัมภีร์ใหม่ ที่ทรงเป็นพระเยซูคริสต์ผู้ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนสุภาพ นี่แหละที่หมายถึงพระเยซูผู้ทรงถูกตรึง ทรงถ่อมพระทัยและอ่อนสุภาพอย่างไร (เรากำลังพูดถึงฟิลิปปี 1:21) ฟิลิปปีในบทที่ 2 กล่าวต่อไปว่าพระองค์ทรงเท่าเทียมกับพระเจ้า เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ เจ้านายจอมเจ้านาย แต่ว่าพระองค์ทรงทำอะไร ทรงถ่อมพระองค์เองลงมาในโลก บังเกิดในรางหญ้า นี่ยังไม่ใช่ที่ที่ต่ำสุด ทรงลงไปต่ำยิ่งกว่านั้นอีก ทรงจบชีวิตเยี่ยงอาชญากรบนไม้กางเขน พระองค์ผู้ทรงลงไปต่ำที่สุดอย่างนี้แหละคือพระเยซูองค์นี้ ไม่ใช่กษัตริย์เหนือกษัตริย์ที่มีมงกุฎสวมพระเศียรที่เรากำลังพูดถึงในตอนนี้ น่าแปลกไหมที่ความเข้าใจของเปาโลไม่ได้อยู่ที่พระองค์ที่ยิ่งใหญ่อย่างกษัตริย์ แต่กลับอยู่ที่ผู้ไม่มีมงกุฎสวมจะมีก็แต่มงกุฎหนาม ซึ่งนำท่านเข้าไปลึกขึ้น การยกย่องถวายเกียรติองค์พระเจ้าผู้ทรงครองจักรวาลนั้นทำได้ง่าย แต่นี่ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขากำลังยกย่องสรรเสริญอยู่ เขากำลังยกย่องสรรเสริญพระเจ้าที่ถูกตรึงบนโลกใบนี้ เขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าที่ถ่อมพระองค์เยี่ยงทาสรับใช้ จงสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความคิดแบบนี้ครอบครองความคิดของท่าน ท่านจะกลายเป็นคริสเตียนที่มีคุณภาพแตกต่างจากคนอื่น ไม่เป็นแบบ "คริสเตียนที่มีอำนาจ" หรือ "คริสเตียนหน้าใหญ่ใจโต" ที่จะอวดแต่พระเจ้าผู้เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ (แม้ว่าพระองค์จะเป็นอย่างนั้นด้วย) แต่เป็นคริสเตียนแบบที่อวดพระเจ้าผู้ทรงยอมต่ำกว่าทาสรับใช้ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่มีอยู่ตลอดในใจเปาโล เป็นคุณภาพ เป็นความถ่อมใจ เป็นความเมตตา เป็นความลดตัวลงต่ำสุดในชีวิตของผู้หนึ่งที่เกินคำอธิบาย ข้าพเจ้าเองก็ยังพยายามเรียนรู้อยู่ ข้าพเจ้าใคร่ครวญเรื่องกางเขนของพระคริสต์ทุกวัน ข้าพเจ้าไม่ได้ใคร่ครวญในเรื่องที่พระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย แต่เรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับข้าพเจ้าคือพระเยซูเป็นพระเจ้าผู้ทรงลดพระองค์ลงต่ำกว่าทาสรับใช้ ผู้ทรงล้างเท้าของสาวกของพระองค์ และผู้ที่เข้าในแผ่นดินสวรรค์ด้วยรอยตะปูบนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ รอยแผลที่สีข้างและรอยแผลที่ถูกทิ่มแทงในพระทัยพระองค์ นี่แหละคือพระเยซูที่ข้าพเจ้าพยายามจะเข้าใจ ข้าพเจ้าเข้าใจได้ช้ามาก แต่ข้าพเจ้าจะพยายาม เปาโลได้กล่าวว่านี่แหละเป็นพระเยซูที่เขาต้องการรู้จัก การรู้จักพระองค์คือที่จะเข้าใจความล้ำลึกทั้งสิ้น และเขาไม่อยากจะรู้เรื่องอื่นๆ เลย 5.
ข้าพเจ้าไม่เกรงผู้ใด คริสเตียนแท้จะไม่เกรงกลัวสิ่งใด เพราะผู้เดียวที่พวกเขาเกรงกลัวก็คือพระเจ้า ในลูกา 8:24 เมื่อองค์พระเยซูคริสต์เจอกับพายุและเรือกำลังจะจม ท่านเห็นว่าพระเยซูคริสต์กลัวไหม พระองค์บรรทมหลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ตรงนี้ท่านจะเห็นลักษณะที่ไม่หวาดกลัวสิ่งใด จอห์น เวสเลย์ประทับใจคริสเตียนกลุ่มหนึ่งในเรือที่กำลังจะข้ามไปทวีปอเมริกาเหนือ ในเวลานั้นเขาเป็นคริสเตียนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่ เขาได้เห็นคริสเตียนกลุ่มนี้มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างมากจนไม่เห็นความหวาดกลัวของพวกเขาเลย ความเชื่อทำให้ความกลัวอันตรธานไป นี่เป็นความเชื่อในพระเยซูคริสต์ของท่านด้วยไหม หรือว่าการเรียนการสอบ การงาน สุขภาพ ครอบครัว ทำให้ท่านกลัดกลุ้ม ทุกๆสิ่งทำให้ท่านให้หวาดวิตก ท่านเป็นคริสเตียนที่ขี้ตระหนกตื่นกลัวไหม ถ้าท่านเป็นอย่างนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจความหมายของการเป็นคริสเตียน "การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" มีความหมายว่าท่านไม่มีความกลัวเพราะว่าพระองค์ทรงอยู่ในท่าน ความรับผิดชอบตกอยู่กับพระองค์ ข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้ได้จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าอยู่ในประเทศจีนด้วยความแร้นแค้นเกือบสามปี ข้าพเจ้าสูญเสียทุกสิ่งเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามายึดครอง ไม่เหลือแม้แต่สตางค์แดงเดียว ทุกๆวันข้าพเจ้าต้องไว้วางใจพระเจ้ากับความจำเป็นต้องการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตื่นขึ้นในตอนเช้าด้วยความคิดที่มืดมนว่าจะได้อาหารมื้อต่อไปจากที่ไหน ลองนึกดูสิ ข้าพเจ้าไม่มีติดตัวเลยแม้สักสลึงเดียว และยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นได้ตั้งสามปี ถ้าท่านตื่นขึ้นเช้านี้ไม่มีเงินสักบากติดกระเป๋า ไม่มีอาหารมี้อกลางวัน มื้อเย็นในอีกหลายๆ อาทิตย์และอีกหลายๆ เดือนข้างหน้า ท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะสบายใจเต็มด้วยสันติสุขและความยินดีไหม มีแต่ว่าถ้าพระคริสต์เป็นชีวิตของท่านเท่านั้นท่านจึงจะเป็นเช่นนั้นได้ ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นในตอนเช้าและพูดว่า "พระองค์เจ้าข้า ลูกของพระองค์อยู่ที่นี่ ข้าพระองค์หิวแต่ไม่มีอะไรกิน ไม่มีเงินซื้ออาหารสักมื้อ ข้าพระองค์ไม่กลัวเลย ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นวันนี้ให้ พระองค์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ไม่เคยเลย" เหตุใดข้าพเจ้าจึงเทศนาด้วยความมั่นใจ ก็เป็นเพราะข้าพเจ้ารู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงคนเป็นล้านๆ ในถิ่นทุรกันดารด้วยมานาจากสวรรค์ ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับที่ทรงเลี้ยงข้าพเจ้าทุกวัน และทรงดูแลไม่ให้ข้าพเจ้าต้องอดตาย นี่แหละคือพระเจ้าผู้ทรงกระทำอย่างนั้นจริงๆ ถ้ามีคนมาถามข้าพเจ้าว่า "พระเจ้าทรงเลี้ยงท่านเมื่อท่านหิวหรือเปล่า" แน่นอนพระองค์ทรงทำได้ เป็นไปได้ไหมที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะไม่สามารถเตรียมอาหารให้พอที่จะเลี้ยงท่าน ฉะนั้นจงอย่ากลัวเลย 6.
ข้าพเจ้าไม่ขาดสิ่งใด ไม่ว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูท่านโดยตรงหรือด้วยการทำงานก็ตาม สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ เราไม่ขาดสิ่งใดฝ่ายวิญญาณเลย สภาพชีวิตจิตวิญญาณของท่านเป็นอย่างไร ท่านรู้สึกว่าทุกวันท่านขาดอะไรในชีวิตท่านแต่ท่านไม่รู้ว่าขาดอะไรอย่างนั้นไหม คำตอบนั้นธรรมดามาก ท่านยังไม่ได้เพิ่มพูนความจริงฝ่ายวิญญาณที่ว่าพระคริสต์คือชีวิตของท่าน ตราบใดที่พระคริสต์ไม่ได้เป็นชีวิตของท่านแล้ว แม้ท่านจะพยายามอย่างหนักที่จะเติมความว่างเปล่าในชีวิตของท่านให้เต็ม ข้าพเจ้ารับรองว่ามันจะไม่ได้ผล ท่านจะถูกความว่างเปล่าเกาะกวนท่านเสมอ ข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้วว่าพระคัมภีร์สอนอะไรเรา ไม่มีทางใดที่สบาย ไม่มีทางใดที่ง่าย แต่มีทางที่อัศจรรย์ พระคริสต์จะเติมชีวิตของท่านให้ล้นและท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย 7.
ข้าพเจ้าไม่ได้ยั้งสิ่งใดไว้ กิจการ 20:20 "และสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้ แต่ได้สั่งสอนท่านในที่ประชุมและตามบ้านเรือน" ท่านเคยหวงสิ่งใดไว้จากพระเจ้าไหม ท่านมีอะไรที่จะให้พระเจ้าหรือให้แก่กันและกันไหม ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มั่งมีหรือไม่ ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่มีพลังมีผลต่อคนอื่นหรือไม่ เมื่ออัครทูตเปาโลพูดกับคริสตจักรเอเฟซัสในกิจการ 20 นั้น เขาไม่ได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้เลย อะไรคือคุณภาพของชายผู้นี้ที่พระเจ้าทรงใช้เขย่าโลก และท่านเองอยากมีชีวิตคริสเตียนแบบไหน
สรุป เปาโลมั่งมีมากจนท่านพูดว่า เป็นความยินดีของท่านที่จะสละให้แก่คนอื่น นั่นเป็นความคิดที่เขาเขียน 2 โครินธ์ 12:15 "ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะสละแรงหมดเพื่อท่านทั้งหลาย" ในโรม 9:3 เปาโลเต็มใจจะไม่ปิดซ่อนสิ่งใดไว้จนถึงขีดความรอดของท่าน หลายคนพูดว่าจะให้ทุกสิ่งกับท่านเว้นแต่ความรอดของพวกเขา เปาโลกล่าวว่าแม้ความรอดของท่านเองก็ไม่ถือว่ามีค่าถ้าท่านต้องสูญเสียความรอดเพื่อคนอื่นจะได้รอด โรม 9:3 ทำให้ข้าพเจ้าต้องน้ำตาไหลบ่อยๆ ที่เปาโลกล่าวว่าถ้าท่านจะต้องถูกสาปและถูกตัดขาดเพื่อคนอื่นจะได้รอด ท่านก็จะยินดีสละความรอดของท่านให้เพื่อความอยู่ดีตลอดนิรันดร์ของพวกเขา เปาโลกำลังพูดอะไร เปาโลกำลังพูดว่า เขาเต็มใจจะตกนรกถ้าคนยิวจะได้ไปสวรรค์ มีกี่คนที่กล้าพูดว่า ท่านเต็มใจจะไปนรกถ้าคนไทยจะได้ไปสวรรค์ มีกี่คนที่จะกล้าพูดว่าท่านเต็มใจจะไปนรกถ้าคนในประเทศจีนจะได้ยินข่าวประเสริฐแล้วจะรอด พระเจ้าจะหาคนแบบนี้ได้จากที่ไหน ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของ"การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์" ไม่ใช่การเป็นคริสเตียนแบบเหนือกว่าคนอื่น แต่เป็นเรื่องธรรมดาๆ ของการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||