|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
บทที่ 1- ความฝันในวัยเยาว์ของข้าพเจ้า ภูมิหลังเกี่ยวกับครอบครัว บุตรชายทั้งสามของท่านฉลาดหลักแหลมทางการศึกษามาก แต่คนที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นบิดาของข้าพเจ้าคือ ชาง เทียน ทซื่อ (Chang Tien-Tze) ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต แม้ว่าบิดาของข้าพเจ้าเติบโตขึ้นในครอบครัวคริสเตียน แต่ท่านเองกลับยังไม่ได้เป็นคริสเตียนและไม่เคยสนใจสิ่งฝ่ายวิญญาณมาก่อน ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการมีชีวิตอย่างยากจนจึงคิดที่จะมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ท่านได้รับอนุญาติให้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของท่านอยู่ในราว 97% เมื่อท่านจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ท่านทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงที่สุดของมหาวิทยาลัย ท่านจึงถูกส่งไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในสหรัฐอเมริกาในระดับปริญญาโท ซึ่งท่านก็สามารถศึกษาสำเร็จในเวลาประมาณเก้าเดือนเท่านั้น ท่านรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ดีเทียบเท่ากับสถาบันในยุโรปบางแห่ง ดังนั้นท่านจึงดิ้นรนไปยุโรปเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ท่านเป็นคนที่มีความจำดีอย่างน่าประหลาด และมีทักษะทางภาษาอย่างไม่น่าเชื่อ ท่านเรียนภาษาเพื่อความสนุกสนานอย่างแท้จริง ท่านศึกษาภาษาฝรั่งเศสโดยใช้เวลาแค่สามเดือนเท่านั้น แต่พูดได้คล่องมากจนหลายคนคิดว่าท่านศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส (ท่านเคยศึกษาที่นั่นจริงแต่แค่เพียงช่วงสั้นๆ ที่ ซอร์บอนน์ [Sorbonne] ในปารีส) ท่านตัดสินใจเรียนภาษาเยอรมันด้วย ดังนั้นท่านจึงไปศึกษาในมหาวิทยาลัยไฮเดนเบิร์กเป็นเวลาสามเดือน เมื่อถึงปลายเดือนที่สาม ท่านก็พูดภาษาเยอรมันได้ดี ท่านกลายเป็นคนที่หยิ่งทะนงและเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าท่านจะไปศึกษาที่ไหน จะเป็นที่ฮาร์วาร์ดหรือในยุโรป ท่านก็มักจะได้ทุนการศึกษาอีกแขนงหนึ่งหลังจากจบการศึกษาแขนงหนึ่งแล้ว ความจริงแล้วท่านได้รับเงินทุนการศึกษามากมายทีเดียว จนกระทั่งท่านสามารถสนับสนุนน้องชายทั้งสองของท่านจนจบมหาวิทยาลัยได้ และยังคงมีเงินเหลือพอที่จะเดินทางโดยที่นั่งชั้นหนึ่งไปอเมริกาได้อีก ท่านได้ลิ้มรสของชีวิตที่ดีและสะดวกสบายดังที่หวัง นั่นคือภูมิหลังของครอบครัวข้าพเจ้า ความหลักแหลมทางปัญญาของบิดาข้าพเจ้าทำให้ท่านเลี้ยงดูข้าพเจ้าให้เติบโตขึ้นในบรรยากาศของการศึกษาด้วย ท่านเป็นคนที่ชอบท้าทายทางปัญญาและยังเป็นคนที่รักชาติอย่างมากด้วย ความฝันของท่านคือ การดึงประเทศจีนออกจากยุคกลางและสร้างให้กลายเป็นชนชาติที่ทันสมัยและมีเกียรติ คือ ประเทศจีนใหม่ ! ท่านศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์เพราะท่านรู้สึกว่าการสร้างประเทศจีนจะต้องเริ่มต้นที่เศรษฐกิจก่อน หลังจากนั้นก็เป็นการทหาร ท่านเชื่อว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างชาติให้มีอำนาจ และมีความก้าวหน้าทางวิทยาการ บิดาของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนรักชาติด้วยเช่นกัน ท่านมักจะพูดคุยกับข้าพเจ้าเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของชาติจีนในอดีต ท่านเป็นผู้หนึ่งที่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม และต่อต้านลัทธิการล่าเมืองขึ้น ไว้ในใจของผมด้วย ท่านรู้สึกขุ่นเคืองที่ชนต่างชาติเข้ามาฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของประเทศจีนเพื่อเข้ามาเหยียบย่ำ และทำให้จีนต่ำต้อยด้วยการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เป็นศัตรูต่อชาวตะวันตกอย่างมาก ความรู้สึกต่อต้านตะวันตกของข้าพเจ้ารุนแรงขึ้นจากความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมที่ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นใน เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกแบ่งเป็นหลายส่วนให้ชาวต่างชาติหลายชาติเข้ามาตั้งรกรากอยู่ เช่น อาณานิคมฝรั่งเศส อาณานิคมอังกฤษ อาณานิคมญี่ปุ่น และอื่นๆ อีกมากมาย บางทีท่านอาจจะเห็นรูปภาพเก่าๆ ที่มีสัญลักษณ์ซึ่งเขียนข้อความไว้ว่า "ไม่อนุญาติให้สุนัขกับคนจีนเข้า" ติดไว้ที่ประตูสวนสาธารณะในสมัยนั้น และมีทหารต่างชาติคอยเฝ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นทหารอังกฤษกำลังเตะต่อยช่างตัดเสื้อชาวจีนคนหนึ่ง ข้าพเจ้ารำพึงในใจว่า "คอยดูนะไอ้หมอนี่ ข้าจะสอนบทเรียนแกสักวันหนึ่ง !" ความทะเยอทะยานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเรียนรู้ศิลปะของการต่อสู้ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเป็นตัวอย่างในการสร้างร่างกายที่แข็งแรง ข้าพเจ้าจึงล่ำสันมากจากการฝึกฝนยูโดและมวยอย่างแข็งขัน ข้าพเจ้าเล่นกีฬาทุกประเภทเพื่อฝึกฝนร่างกายของตน และเพื่อให้มีทักษะในการเป็นผู้นำ ข้าพเจ้าลงมือจัดตั้งและฝึกฝนทีมเบสบอล (หรือซอร์ฟบอล) ด้วยตนเองแต่ผู้เดียว จากการที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเบสบอลทำให้ข้าพเจ้าต้องหาหนังสือเบสบอลมาอ่าน และสอนตนเองเกี่ยวกับเทคนิคในการเล่นกีฬาชนิดนี้ จากนั้นข้าพเจ้าก็ฝึกฝนเด็กหนุ่มบางคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเบสบอลเลยขึ้นมาเป็นผู้เล่นได้ ภายในสองปีเราก็ได้แข่งขันอยู่ในดิวิชั่นเอ (A Division) และได้รับการท้าทายให้มุ่งไปสู่การเป็นทีมที่ดีที่สุดในเซี่ยงไฮ้ อะไรคือเคล็ดลับของเราหรือ? เคล็ดลับก็คือ การอุทิศตนและการมีวิญญาณร่วมกันในทีมนั่นเอง ข้าพเจ้าไม่เพียงแค่ฝึกฝนทางร่างกายและสติปัญญาเท่านั้น แต่ยังฝึกฝนด้านจิตวิญญาณด้วย ข้าพเจ้าสังเกตว่า ซู จี เหลียง และวีรบุรุษจีนอื่นๆ ในสมัยโบราณมีความชำนาญในด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ด้วย พวกเขาสามารถศึกษาดวงดาวและกล่าวคำพยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างอัศจรรย์มากมาย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจศึกษาวิชาดวงดาว ครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าหยิบหนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์ขึ้นมาดูซึ่งในนั้นทำนายไว้ว่า สหรัฐอเมริกาจะเข้าร่วมในสงครามครั้งใหญ่ตอนปลายปี 1941 แล้วข้าพเจ้าก็พลิกไปดูปีที่ผลิตหนังสือนี้ คือ 1935! ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในความแม่นยำจนตั้งใจศึกษาหนังสือเล่มนั้น และเรียนรู้หลักเกี่ยวกับโหราศาสตร์มากมายจนถึงขนาดว่า ข้าพเจ้าสามารถมองดูใบหน้าของคนและบอกได้ว่าเขาเกิดในเดือนไหน ผู้คนรอบตัวค่อนข้างประหลาดใจต่อความสามารถของข้าพเจ้าในการบอกสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ข้าพเจ้ารู้จากประจักษ์พยานว่า วิชาโหราศาสตร์ก็ใช้ได้อยู่บ้าง แน่นอนจึงมีหมอดูกำมะลอที่หลอก ลวงประชาชนด้วยทักษะจอมปลอมในทางโหราศาสตร์ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รู้บางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง (แน่นอนข้าพเจ้าละทิ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเมื่อข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียน เพราะพระคัมภีร์เตือนเราว่าอย่าเล่นกับวิญญาณและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทำนองนี้) ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองนอนมากเกินไป ดังนั้นจึงตัดเวลานอนให้น้อยลงเพื่อใช้เวลามากขึ้นกับการศึกษาวิทยาการทางทหาร พวกท่านคงเห็นแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นคนแบบไหน--- ตั้งใจแน่วแน่ มีวินัย ข้าพเจ้ากำลังเตรียมตัวเองด้วยการฝึกฝนทางปัญญา ทางร่างกาย และศึกษาความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ เพื่อทำให้ความทะเยอทะยานของตนสำเร็จผลนั่นเอง
ความรู้สึกต่อต้านคริสเตียนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรับเอาความรู้สึกต่อต้านคริสเตียนไว้เต็มที่ แม้ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นประถมก็ตาม บิดามารดาของข้าพเจ้าส่งข้าพเจ้าไปเรียนในโรงเรียนของคาธอลิค ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาเป็นคนที่เชื่อในศาสนานี้ แต่เป็นเพราะโรงเรียนแคธอลิคในเซี่ยงไฮ้มีมาตรฐานการศึกษาที่สูงมาก น่าเศร้าใจ ในโรงเรียนแห่งนี้ข้าพเจ้าถูกผลักออกไปจากความเชื่ออย่างสิ้นเชิงโดยคนแคทอลิคนั่นเอง เพราะส่วนใหญ่แล้วพระของแคธอลิคที่นี่กลับมีพฤติกรรมที่น่าขยะแขยง ข้าพเจ้าไม่เห็นสิ่งใดที่แสดงถึงความเป็นคริสเตียนในพวกเขา พวกเขาเย็นชา ขาดความรัก และไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของนักเรียนเลยแม้แต่น้อย ชีวิตในโรงเรียนประจำแคธอลิคแห่งนี้ก็เหมือนกับการเข้าไปอยู่ในคุก โรงเรียนแห่งนี้มีกำแพงสูงและลงกลอนหนาแน่นเกือบทุกหน้าต่าง ข้าพเจ้าเคยหนีจากโรงเรียนถึงสองครั้ง ทุกสิ่งในโรงเรียนจะอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยสิทธิอำนาจ เราต้องเข้าแถวและเดินไปด้วยกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปชั้นเรียน หรือไปห้องอาหาร หรือแม้แต่ไปยังห้องนอนของเรา ความรู้สึกต่อต้าน คริสเตียนทำให้เป็นเรื่องยากที่ข้าพเจ้าจะเชื่อในพระเจ้า ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่ต่อต้านคริสเตียนมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นอย่างนี้จวบจนกระทั่งคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครอง ช่วงสงคราม การสงครามรุนแรงขึ้น พรรคชาตินิยมพ่ายแพ้การสงครามต่อพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งรุกเข้ามาทางใต้ครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นอีกครั้งหนึ่ง บิดาของข้าพเจ้าต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือล่าถอย ในขณะเดียวกันท่านก็เริ่มรังเกียจการกินสินบนหรือคอรัปชั่นที่แพร่หลายอย่างมากมายในหมู่พรรคชาตินิยม กองทัพของพรรคชาตินิยมจำนวนมากก็ค่อนข้างจะไม่ขึ้นต่อกัน และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง ข้อนี้เปิดทางไปสู่ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ บิดาของข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาพร้อมกับบรรยากาศในการคอรัปชั่นที่กำลังแพร่หลายในประเทศจีน การยืนหยัดต่อสู้กับคอรัปชั่นทำให้ท่านมีปัญหากับเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก เมื่อวัง ยุน วู (Wang Yun Wu) ที่ปรึกษาของรัฐบาลและรัฐมนตรีฝ่ายปฏิบัติการลาออก บิดาของข้าพเจ้าก็ถือโอกาสลาออกพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ทั้งคณะ ท่านลาออกจากคณะรัฐบาลเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะบุกมาถึงเซี่ยงไฮ้ พรรคชาตินิยมต่างหนีออกจากเซี่ยงไฮ้ เมื่อคอมมิวนิสต์บุกเข้ามา แต่บิดาของข้าพเจ้าไม่ยอมหนีไปด้วย เพื่อนๆ ของท่านเตือนท่านว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา อย่างเช่นนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ ก็ยังถูกประหาร แต่บิดาของข้าพเจ้าพูดว่า "ประวัติของข้าพเจ้าไม่มีด่างพร้อย ข้าพเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อประเทศ ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดต้องละอาย ข้าพเจ้าเคยต่อสู้กับญี่ปุ่น ข้าพเจ้าก็รับใช้ชาติเช่นกัน ปล่อยให้พวกคอมมิวนิสต์ยิงข้าพเจ้าเถิดถ้าพวกเขาอยากทำ แต่พวกเขาต้องบอกข้าพเจ้าก่อนว่าจะฆ่าข้าพเจ้าด้วยข้อหาใด" แน่นอนทีเดียวเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามาในเซี่ยงไฮ้ พวกเขาไม่มารบกวนเราเลย ทุกวันคนจำนวนมากถูกประหาร แต่พวกเขาปล่อยเราให้อยู่อย่างสงบ เพราะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับรายงานเกี่ยวกับประวัติชีวิตที่ดีของบิดาข้าพเจ้าจากผู้สอดแนมของพวกเขา พวกเขาพบว่าประวัติของท่านใสสะอาด ท่านไม่เคยทำสิ่งใดที่สามารถตีความได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศของท่านเอง หรือแม้แต่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ภายหลังพวกเขาพยายามขอให้บิดาของข้าพเจ้าเข้าร่วมทำงานในรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ท่านก็ปฏิเสธ โดยกล่าวว่า "ความจงรักภักดีเป็นหลักการในการเป็นคนจีนของเรา หลังจากรับใช้รัฐบาลหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้อีกรัฐบาลหนึ่งได้" ท่านกล่าวว่านี่เป็นข้อแก้ตัวบางส่วน ภายหลังพวกเขาก็มาเชิญให้ท่านสอนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยงอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามท่านยังตัดสินใจอยู่ในประเทศจีน เพราะท่านต้องการเห็นด้วยตาของท่านเองว่า พรรคคอมมิวนิสต์จะสร้างจีนใหม่ได้อย่างไร ดังนั้นครอบครัวจึงยังคงอยู่ในประเทศจีน ในปี 1952 มารดาของข้าพเจ้าต้องออกจากจีนเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพอย่างหนัก (เป็นวัณโรค) แล้วในที่สุดบิดาของข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปจากประเทศจีนด้วย พวกเขาไม่อนุญาติให้ท่านไป แต่ท่านก็จัดแจงหาช่องทางจนได้ และไปจากประเทศจีนในปี 1953 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยู่ตามลำพังในประเทศจีนโดยไม่มีเงินและทรัพย์สมบัติใดๆ เกิดอะไรขึ้นกับความฝันของข้าพเจ้าในการสร้างประเทศจีนใหม่ที่มีอำนาจเล่า?
การเผชิญกับลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิเสธการใช้สิทธิในข้อนี้ ถ้าข้าพเจ้าไม่เชื่อในคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคอมมิวนิสต์แท้ได้ อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่า อย่างน้อยที่สุดน่าจะเปิดโอกาสให้คอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์ให้ข้าพเจ้าเชื่อถือ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มต้นอ่านหนังสือคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล พร้อมกับ หนังสือเกี่ยวกับประวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย การที่ข้าพเจ้ามีความรู้ในวิทยาการทางทหาร ทำให้ข้าพเจ้าพบว่าประวัติของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นงดงามชวนหลงใหลอย่างมาก เพราะหนังสือนี้เปิดเผยให้เห็นถึงความหลักแหลมในการพลิกแพลงกลยุทธทางทหารของท่านประธานเหมา แต่การศึกษาวรรณกรรมทางความเชื่อของคอมมิวนิสต์ กลับไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสต์ ตรงกันข้าม ข้าพเจ้ามาถึงข้อสรุปที่ว่า วัตถุนิยมตามหลักเหตุและผลกลับทำให้ข้าพเจ้าต่อต้านคอมมิวนิสต์มากขึ้น (ถ้ามองย้อนหลัง ข้าพเจ้าอยากจะพูดในตอนนี้ว่า บางทีลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล อาจเป็นสิ่งที่ช่วยข้าพเจ้าให้มาเป็นคริสเตียนในภายหลัง) ข้าพเจ้าสามารถบอกได้จากการอภิปรายในชั้นเรียนว่า แม้แต่สมาชิกสโมสรยุวชนคอมมิวนิสต์บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับลัทธิความเชื่อนี้ ครั้งหนึ่งมีบางคนถามสมาชิกพรรคเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชีวิต และเขาตอบว่า "ง่ายมาก ชีวิตก็มาจากสิ่งไม่มีชีวิตนั่นเอง!" ข้าพเจ้าจำได้ว่า แม้แต่นักศึกษาที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจกับคำตอบนี้ เพราะโอกาสที่จะเกิดเช่นนี้ได้นั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน อันที่จริงข้าพเจ้าเองมีความเชื่อ ว่า ชีวิตมาจากสิ่งไม่มีชีวิต มากกว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ถูกสร้างมา แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สนใจประเด็นเหล่านี้มากนัก ข้าพเจ้าสนใจเพียงว่าข้าพเจ้าจะทำอะไรต่อไปดี |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||