CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

บทที่ 1- ความฝันในวัยเยาว์ของข้าพเจ้า

ภูมิหลังเกี่ยวกับครอบครัว
ขอให้ข้าพเจ้าเริ่มต้นด้วยภูมิหลังเกี่ยวกับครอบครัวของข้าพเจ้าก่อน  ปู่ของข้าพเจ้าซึ่งเป็นบรรพบุรุษทางบิดาอาศัยอยู่ในเมืองฟูเจียน (FuJian)  แม้ว่าท่านจะมาจากครอบครัวยากจน แต่ท่านก็จัดแจงให้ตนเองได้เข้าศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย (ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในประเทศจีนในสมัยนั้น) ท่านน่าจะมีชีวิตที่มั่งคั่ง แต่กลับละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเทศนาพระกิตติคุณ และมาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักรเพรสไบทีเรียน   เนื่องจากผู้รับใช้ได้รับเงินเลี้ยงชีพที่น้อยมากในสมัยนั้น บุตรชายสามคนพร้อมกับบุตรสาวอีกหนึ่งคนของท่านจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางความยากจน

บุตรชายทั้งสามของท่านฉลาดหลักแหลมทางการศึกษามาก   แต่คนที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นบิดาของข้าพเจ้าคือ  ชาง เทียน ทซื่อ (Chang Tien-Tze) ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต   แม้ว่าบิดาของข้าพเจ้าเติบโตขึ้นในครอบครัวคริสเตียน  แต่ท่านเองกลับยังไม่ได้เป็นคริสเตียนและไม่เคยสนใจสิ่งฝ่ายวิญญาณมาก่อน   ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการมีชีวิตอย่างยากจนจึงคิดที่จะมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า   ท่านได้รับอนุญาติให้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก เนื่องจากคะแนนเฉลี่ยของท่านอยู่ในราว 97%  เมื่อท่านจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง  ท่านทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงที่สุดของมหาวิทยาลัย   ท่านจึงถูกส่งไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในสหรัฐอเมริกาในระดับปริญญาโท  ซึ่งท่านก็สามารถศึกษาสำเร็จในเวลาประมาณเก้าเดือนเท่านั้น    ท่านรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ดีเทียบเท่ากับสถาบันในยุโรปบางแห่ง   ดังนั้นท่านจึงดิ้นรนไปยุโรปเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

ท่านเป็นคนที่มีความจำดีอย่างน่าประหลาด  และมีทักษะทางภาษาอย่างไม่น่าเชื่อ  ท่านเรียนภาษาเพื่อความสนุกสนานอย่างแท้จริง  ท่านศึกษาภาษาฝรั่งเศสโดยใช้เวลาแค่สามเดือนเท่านั้น แต่พูดได้คล่องมากจนหลายคนคิดว่าท่านศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส (ท่านเคยศึกษาที่นั่นจริงแต่แค่เพียงช่วงสั้นๆ ที่ ซอร์บอนน์ [Sorbonne] ในปารีส ท่านตัดสินใจเรียนภาษาเยอรมันด้วย  ดังนั้นท่านจึงไปศึกษาในมหาวิทยาลัยไฮเดนเบิร์กเป็นเวลาสามเดือน   เมื่อถึงปลายเดือนที่สาม  ท่านก็พูดภาษาเยอรมันได้ดี  ท่านกลายเป็นคนที่หยิ่งทะนงและเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองมากขึ้น  ไม่ว่าท่านจะไปศึกษาที่ไหน จะเป็นที่ฮาร์วาร์ดหรือในยุโรป  ท่านก็มักจะได้ทุนการศึกษาอีกแขนงหนึ่งหลังจากจบการศึกษาแขนงหนึ่งแล้ว   ความจริงแล้วท่านได้รับเงินทุนการศึกษามากมายทีเดียว  จนกระทั่งท่านสามารถสนับสนุนน้องชายทั้งสองของท่านจนจบมหาวิทยาลัยได้ และยังคงมีเงินเหลือพอที่จะเดินทางโดยที่นั่งชั้นหนึ่งไปอเมริกาได้อีก   ท่านได้ลิ้มรสของชีวิตที่ดีและสะดวกสบายดังที่หวัง

นั่นคือภูมิหลังของครอบครัวข้าพเจ้า   ความหลักแหลมทางปัญญาของบิดาข้าพเจ้าทำให้ท่านเลี้ยงดูข้าพเจ้าให้เติบโตขึ้นในบรรยากาศของการศึกษาด้วย   ท่านเป็นคนที่ชอบท้าทายทางปัญญาและยังเป็นคนที่รักชาติอย่างมากด้วย   ความฝันของท่านคือ การดึงประเทศจีนออกจากยุคกลางและสร้างให้กลายเป็นชนชาติที่ทันสมัยและมีเกียรติ  คือ  ประเทศจีนใหม่ !   ท่านศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์เพราะท่านรู้สึกว่าการสร้างประเทศจีนจะต้องเริ่มต้นที่เศรษฐกิจก่อน หลังจากนั้นก็เป็นการทหาร   ท่านเชื่อว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างชาติให้มีอำนาจ  และมีความก้าวหน้าทางวิทยาการ

บิดาของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนรักชาติด้วยเช่นกัน   ท่านมักจะพูดคุยกับข้าพเจ้าเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของชาติจีนในอดีต   ท่านเป็นผู้หนึ่งที่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม  และต่อต้านลัทธิการล่าเมืองขึ้น  ไว้ในใจของผมด้วย    ท่านรู้สึกขุ่นเคืองที่ชนต่างชาติเข้ามาฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของประเทศจีนเพื่อเข้ามาเหยียบย่ำ  และทำให้จีนต่ำต้อยด้วยการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน   ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เป็นศัตรูต่อชาวตะวันตกอย่างมาก   ความรู้สึกต่อต้านตะวันตกของข้าพเจ้ารุนแรงขึ้นจากความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมที่ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นใน เซี่ยงไฮ้   ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกแบ่งเป็นหลายส่วนให้ชาวต่างชาติหลายชาติเข้ามาตั้งรกรากอยู่  เช่น  อาณานิคมฝรั่งเศส  อาณานิคมอังกฤษ  อาณานิคมญี่ปุ่น  และอื่นๆ อีกมากมาย  บางทีท่านอาจจะเห็นรูปภาพเก่าๆ ที่มีสัญลักษณ์ซึ่งเขียนข้อความไว้ว่า  "ไม่อนุญาติให้สุนัขกับคนจีนเข้า" ติดไว้ที่ประตูสวนสาธารณะในสมัยนั้น   และมีทหารต่างชาติคอยเฝ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง   ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นทหารอังกฤษกำลังเตะต่อยช่างตัดเสื้อชาวจีนคนหนึ่ง   ข้าพเจ้ารำพึงในใจว่า "คอยดูนะไอ้หมอนี่  ข้าจะสอนบทเรียนแกสักวันหนึ่ง !"

ความทะเยอทะยานของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้รับอิทธิพลของความรักชาติจากบิดาของข้าพเจ้า  แต่ความทะเยอทะยานของข้าพเจ้าแตกต่างจากท่าน   ท่านเน้นที่การสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง  แต่ข้าพเจ้าเน้นที่การสร้างการทหารที่เข้มแข็ง   ข้าพเจ้าใช้เงินทั้งหมดในกระเป๋าเพื่อซื้อหนังสือเกี่ยวกับวิทยาการทางทหาร   ข้าพเจ้าศึกษาด้านนี้มากมายและหลงใหลในข้อเขียนของ ซู จี เหลียง (Zhu Ge Liang) ในหนังสือ "เรื่องเล่าสามแผ่นดิน" (The Tales of The Three Kingdoms)

ข้าพเจ้าเรียนรู้ศิลปะของการต่อสู้  เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเป็นตัวอย่างในการสร้างร่างกายที่แข็งแรง   ข้าพเจ้าจึงล่ำสันมากจากการฝึกฝนยูโดและมวยอย่างแข็งขัน  ข้าพเจ้าเล่นกีฬาทุกประเภทเพื่อฝึกฝนร่างกายของตน     และเพื่อให้มีทักษะในการเป็นผู้นำ  ข้าพเจ้าลงมือจัดตั้งและฝึกฝนทีมเบสบอล (หรือซอร์ฟบอล) ด้วยตนเองแต่ผู้เดียว  จากการที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเบสบอลทำให้ข้าพเจ้าต้องหาหนังสือเบสบอลมาอ่าน และสอนตนเองเกี่ยวกับเทคนิคในการเล่นกีฬาชนิดนี้ จากนั้นข้าพเจ้าก็ฝึกฝนเด็กหนุ่มบางคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเบสบอลเลยขึ้นมาเป็นผู้เล่นได้   ภายในสองปีเราก็ได้แข่งขันอยู่ในดิวิชั่นเอ (A Division) และได้รับการท้าทายให้มุ่งไปสู่การเป็นทีมที่ดีที่สุดในเซี่ยงไฮ้    อะไรคือเคล็ดลับของเราหรือ?   เคล็ดลับก็คือ การอุทิศตนและการมีวิญญาณร่วมกันในทีมนั่นเอง

ข้าพเจ้าไม่เพียงแค่ฝึกฝนทางร่างกายและสติปัญญาเท่านั้น  แต่ยังฝึกฝนด้านจิตวิญญาณด้วย  ข้าพเจ้าสังเกตว่า ซู จี เหลียง และวีรบุรุษจีนอื่นๆ ในสมัยโบราณมีความชำนาญในด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ด้วย   พวกเขาสามารถศึกษาดวงดาวและกล่าวคำพยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างอัศจรรย์มากมาย   ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจศึกษาวิชาดวงดาว  ครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าหยิบหนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์ขึ้นมาดูซึ่งในนั้นทำนายไว้ว่า  สหรัฐอเมริกาจะเข้าร่วมในสงครามครั้งใหญ่ตอนปลายปี 1941  แล้วข้าพเจ้าก็พลิกไปดูปีที่ผลิตหนังสือนี้ คือ 1935!   ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในความแม่นยำจนตั้งใจศึกษาหนังสือเล่มนั้น  และเรียนรู้หลักเกี่ยวกับโหราศาสตร์มากมายจนถึงขนาดว่า ข้าพเจ้าสามารถมองดูใบหน้าของคนและบอกได้ว่าเขาเกิดในเดือนไหน    ผู้คนรอบตัวค่อนข้างประหลาดใจต่อความสามารถของข้าพเจ้าในการบอกสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ ได้  ข้าพเจ้ารู้จากประจักษ์พยานว่า  วิชาโหราศาสตร์ก็ใช้ได้อยู่บ้าง    แน่นอนจึงมีหมอดูกำมะลอที่หลอก ลวงประชาชนด้วยทักษะจอมปลอมในทางโหราศาสตร์   แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รู้บางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง (แน่นอนข้าพเจ้าละทิ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเมื่อข้าพเจ้ามาเป็นคริสเตียน  เพราะพระคัมภีร์เตือนเราว่าอย่าเล่นกับวิญญาณและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทำนองนี้)

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองนอนมากเกินไป   ดังนั้นจึงตัดเวลานอนให้น้อยลงเพื่อใช้เวลามากขึ้นกับการศึกษาวิทยาการทางทหาร   พวกท่านคงเห็นแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นคนแบบไหน--- ตั้งใจแน่วแน่  มีวินัย    ข้าพเจ้ากำลังเตรียมตัวเองด้วยการฝึกฝนทางปัญญา  ทางร่างกาย  และศึกษาความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์  เพื่อทำให้ความทะเยอทะยานของตนสำเร็จผลนั่นเอง

ความรู้สึกต่อต้านคริสเตียนของข้าพเจ้า
แต่ข้าพเจ้าเองกลายเป็นคนที่ต่อต้านคริสเตียนมากขึ้น  มากขึ้น  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าสิ่งที่บิดาของข้าพเจ้าเคยบอกเกี่ยวกับคนต่างชาติในจีน   เขาบอกข้าพเจ้าว่ามิชชั่นนารีจำนวนมากในประเทศจีนแท้ที่จริงแล้วเป็นผู้สอดแนมที่คอยสืบข่าวจากหลายๆ ส่วนของประเทศจีนโดยอยู่ภายใต้หน้ากากของงานมิชชั่นนารี  เพื่อที่จะป้อนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของเขา

ข้าพเจ้าจึงรับเอาความรู้สึกต่อต้านคริสเตียนไว้เต็มที่  แม้ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นประถมก็ตาม   บิดามารดาของข้าพเจ้าส่งข้าพเจ้าไปเรียนในโรงเรียนของคาธอลิค  ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขาเป็นคนที่เชื่อในศาสนานี้  แต่เป็นเพราะโรงเรียนแคธอลิคในเซี่ยงไฮ้มีมาตรฐานการศึกษาที่สูงมาก   น่าเศร้าใจ ในโรงเรียนแห่งนี้ข้าพเจ้าถูกผลักออกไปจากความเชื่ออย่างสิ้นเชิงโดยคนแคทอลิคนั่นเอง   เพราะส่วนใหญ่แล้วพระของแคธอลิคที่นี่กลับมีพฤติกรรมที่น่าขยะแขยง   ข้าพเจ้าไม่เห็นสิ่งใดที่แสดงถึงความเป็นคริสเตียนในพวกเขา   พวกเขาเย็นชา  ขาดความรัก  และไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของนักเรียนเลยแม้แต่น้อย   ชีวิตในโรงเรียนประจำแคธอลิคแห่งนี้ก็เหมือนกับการเข้าไปอยู่ในคุก    โรงเรียนแห่งนี้มีกำแพงสูงและลงกลอนหนาแน่นเกือบทุกหน้าต่าง    ข้าพเจ้าเคยหนีจากโรงเรียนถึงสองครั้ง   ทุกสิ่งในโรงเรียนจะอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยสิทธิอำนาจ   เราต้องเข้าแถวและเดินไปด้วยกันตลอดเวลา  ไม่ว่าจะไปชั้นเรียน หรือไปห้องอาหาร หรือแม้แต่ไปยังห้องนอนของเรา    ความรู้สึกต่อต้าน คริสเตียนทำให้เป็นเรื่องยากที่ข้าพเจ้าจะเชื่อในพระเจ้า   ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่ต่อต้านคริสเตียนมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ  และเป็นอย่างนี้จวบจนกระทั่งคอมมิวนิสต์เข้ามาปกครอง

ช่วงสงคราม
ระหว่างสงคราม  บิดาของข้าพเจ้าถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลในระดับสูงซึ่งมีหน้าที่ในการปกครองมากมายใน นานกิง (Nanjing)  ศูนย์กลางการปกครองของนานกิงถือเป็นราชอาณาจักรที่มีสิทธิของตนเอง  จะมีการคุ้มกันโดยกองทหารของตนเอง  และมีกำแพงเมืองตลอดจนมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ทรงพลัง   บิดาของข้าพเจ้ามีกองทหารหลายหน่วยอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน  พร้อมกับมีแม่ทัพสองคนที่คอยรับคำสั่งเกี่ยวกับกองทัพ  (คนหนึ่งในพวกเขาเป็นคนมีชื่อเสียง คือ ซุน ลิ เหยิน [Sun Li Ren] ภายหลังกลายเป็นเจ้าหน้าที่บังคับบัญชาที่สำคัญในไต้หวัน ข้าพเจ้าจึงเติบโตขึ้นในบรรยากาศที่ข้าพเจ้าเกือบจะมีอำนาจไม่จำกัดภายใต้พรรคชาตินิยม (Nationalists)  แม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นแค่วัยรุ่น  แต่ทหารที่เวรยามก็ต้องทำความเคารพข้าพเจ้าไม่ว่าข้าพเจ้าจะเดินผ่านไปที่ใด  และเจ้าหน้าที่รัฐบาลก็จะต้องออกมาต้อนรับข้าพเจ้า   ถ้าข้าพเจ้าอยากจะเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปยังนานกิง  เจ้าหน้าที่ระดับสูงจะมาที่บ้านของเราในเซี่ยงไฮ้และนำข้าพเจ้าไปยังสถานีรถไฟโดยรถเก๋งขนาดใหญ่    เมื่อข้าพเจ้ามาถึงนานกิง ก็จะมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งมาพิทักษ์และนำข้าพเจ้าไปยังสำนักงานของบิดา    แต่อำนาจและสิทธิพิเศษที่ข้าพเจ้าได้รับ กลับกลายเป็นอิทธิพลที่เลวร้ายต่อคนวัยเยาว์อย่างข้าพเจ้า

การสงครามรุนแรงขึ้น   พรรคชาตินิยมพ่ายแพ้การสงครามต่อพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งรุกเข้ามาทางใต้ครั้งหนึ่ง  และหลังจากนั้นอีกครั้งหนึ่ง   บิดาของข้าพเจ้าต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือล่าถอย   ในขณะเดียวกันท่านก็เริ่มรังเกียจการกินสินบนหรือคอรัปชั่นที่แพร่หลายอย่างมากมายในหมู่พรรคชาตินิยม   กองทัพของพรรคชาตินิยมจำนวนมากก็ค่อนข้างจะไม่ขึ้นต่อกัน   และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง  ข้อนี้เปิดทางไปสู่ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่   บิดาของข้าพเจ้าเติบโตขึ้นมาพร้อมกับบรรยากาศในการคอรัปชั่นที่กำลังแพร่หลายในประเทศจีน   การยืนหยัดต่อสู้กับคอรัปชั่นทำให้ท่านมีปัญหากับเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก   เมื่อวัง ยุน วู (Wang Yun Wu) ที่ปรึกษาของรัฐบาลและรัฐมนตรีฝ่ายปฏิบัติการลาออก บิดาของข้าพเจ้าก็ถือโอกาสลาออกพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ทั้งคณะ   ท่านลาออกจากคณะรัฐบาลเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะบุกมาถึงเซี่ยงไฮ้

พรรคชาตินิยมต่างหนีออกจากเซี่ยงไฮ้  เมื่อคอมมิวนิสต์บุกเข้ามา  แต่บิดาของข้าพเจ้าไม่ยอมหนีไปด้วย   เพื่อนๆ ของท่านเตือนท่านว่า  แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา  อย่างเช่นนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ ก็ยังถูกประหาร  แต่บิดาของข้าพเจ้าพูดว่า  "ประวัติของข้าพเจ้าไม่มีด่างพร้อย  ข้าพเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อประเทศ  ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดต้องละอาย  ข้าพเจ้าเคยต่อสู้กับญี่ปุ่น  ข้าพเจ้าก็รับใช้ชาติเช่นกัน   ปล่อยให้พวกคอมมิวนิสต์ยิงข้าพเจ้าเถิดถ้าพวกเขาอยากทำ  แต่พวกเขาต้องบอกข้าพเจ้าก่อนว่าจะฆ่าข้าพเจ้าด้วยข้อหาใด แน่นอนทีเดียวเมื่อคอมมิวนิสต์เข้ามาในเซี่ยงไฮ้  พวกเขาไม่มารบกวนเราเลย   ทุกวันคนจำนวนมากถูกประหาร  แต่พวกเขาปล่อยเราให้อยู่อย่างสงบ  เพราะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับรายงานเกี่ยวกับประวัติชีวิตที่ดีของบิดาข้าพเจ้าจากผู้สอดแนมของพวกเขา   พวกเขาพบว่าประวัติของท่านใสสะอาด   ท่านไม่เคยทำสิ่งใดที่สามารถตีความได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศของท่านเอง  หรือแม้แต่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์

ภายหลังพวกเขาพยายามขอให้บิดาของข้าพเจ้าเข้าร่วมทำงานในรัฐบาลของพรรคคอมมิวนิสต์   แต่ท่านก็ปฏิเสธ  โดยกล่าวว่า  "ความจงรักภักดีเป็นหลักการในการเป็นคนจีนของเรา   หลังจากรับใช้รัฐบาลหนึ่งแล้ว  ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถรับใช้อีกรัฐบาลหนึ่งได้"   ท่านกล่าวว่านี่เป็นข้อแก้ตัวบางส่วน   ภายหลังพวกเขาก็มาเชิญให้ท่านสอนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง  แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยงอีกครั้งหนึ่ง   อย่างไรก็ตามท่านยังตัดสินใจอยู่ในประเทศจีน  เพราะท่านต้องการเห็นด้วยตาของท่านเอง่า  พรรคคอมมิวนิสต์จะสร้างจีนใหม่ได้อย่างไร   ดังนั้นครอบครัวจึงยังคงอยู่ในประเทศจีน   ในปี 1952 มารดาของข้าพเจ้าต้องออกจากจีนเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพอย่างหนัก (เป็นวัณโรค แล้วในที่สุดบิดาของข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปจากประเทศจีนด้วย  พวกเขาไม่อนุญาติให้ท่านไป   แต่ท่านก็จัดแจงหาช่องทางจนได้  และไปจากประเทศจีนในปี 1953    ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยู่ตามลำพังในประเทศจีนโดยไม่มีเงินและทรัพย์สมบัติใดๆ   เกิดอะไรขึ้นกับความฝันของข้าพเจ้าในการสร้างประเทศจีนใหม่ที่มีอำนาจเล่า?

การเผชิญกับลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล
ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป    พรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาควบคุมประเทศจีนอย่างเบ็ดเสร็จ   ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรกับชีวิตข้างหน้าของตนดี?    สิ่งที่เป็นไปได้อย่างหนึ่ง  ก็คือ  เข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับพวกเขา   ข้าพเจ้าสามารถเข้าร่วมกับกองทัพและก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์  (ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เพราะในฐานะนักเรียนรุ่นพี่ในโรงเรียนระดับกลาง  ข้าพเจ้าสามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพได้ทันที)   ข้อนี้อาจจะทำให้ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในบางสิ่งโดยผ่านทางกองทัพคอมมิวนิสต์

แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิเสธการใช้สิทธิในข้อนี้   ถ้าข้าพเจ้าไม่เชื่อในคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง  ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคอมมิวนิสต์แท้ได้    อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่า อย่างน้อยที่สุดน่าจะเปิดโอกาสให้คอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์ให้ข้าพเจ้าเชื่อถือ   ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มต้นอ่านหนังสือคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล  พร้อมกับ หนังสือเกี่ยวกับประวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย    การที่ข้าพเจ้ามีความรู้ในวิทยาการทางทหาร  ทำให้ข้าพเจ้าพบว่าประวัติของพรรคคอมมิวนิสต์นั้นงดงามชวนหลงใหลอย่างมาก  เพราะหนังสือนี้เปิดเผยให้เห็นถึงความหลักแหลมในการพลิกแพลงกลยุทธทางทหารของท่านประธานเหมา

แต่การศึกษาวรรณกรรมทางความเชื่อของคอมมิวนิสต์  กลับไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสต์   ตรงกันข้าม  ข้าพเจ้ามาถึงข้อสรุปที่ว่า วัตถุนิยมตามหลักเหตุและผลกลับทำให้ข้าพเจ้าต่อต้านคอมมิวนิสต์มากขึ้น  (ถ้ามองย้อนหลัง ข้าพเจ้าอยากจะพูดในตอนนี้ว่า บางทีลัทธิวัตถุนิยมตามหลักเหตุและผล อาจเป็นสิ่งที่ช่วยข้าพเจ้าให้มาเป็นคริสเตียนในภายหลัง) ข้าพเจ้าสามารถบอกได้จากการอภิปรายในชั้นเรียนว่า แม้แต่สมาชิกสโมสรยุวชนคอมมิวนิสต์บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับลัทธิความเชื่อนี้  ครั้งหนึ่งมีบางคนถามสมาชิกพรรคเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชีวิต และเขาตอบว่า  "ง่ายมาก  ชีวิตก็มาจากสิ่งไม่มีชีวิตนั่นเอง!"  ข้าพเจ้าจำได้ว่า แม้แต่นักศึกษาที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจกับคำตอบนี้  เพราะโอกาสที่จะเกิดเช่นนี้ได้นั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน   อันที่จริงข้าพเจ้าเองมีความเชื่อ ว่า ชีวิตมาจากสิ่งไม่มีชีวิต มากกว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ถูกสร้างมา   แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สนใจประเด็นเหล่านี้มากนัก  ข้าพเจ้าสนใจเพียงว่าข้าพเจ้าจะทำอะไรต่อไปดี

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.