|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
บทที่ 2 - มาพบกับพระเจ้า การกระทำที่อาจหาญและมุทะลุ เพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้ากับข้าพเจ้าได้กระทำบางสิ่งที่ค่อนข้างอาจหาญและมุทะลุ เราโดยสารรถไฟไปที่มลฑลกวางเจา (Guangzhou) และที่นั่นเองเราพยายามหาเงินและมัคคุเทศน์นำทาง เพื่อช่วยบอกเส้นทางที่จะข้ามพรมแดน แต่เราไม่สามารถหาใครได้เลย ความจริงแล้วมัคคุเทศน์จำนวนมากถูกพวกทหารคอมมิวนิสต์ซึ่งปลอมตัวมาเป็นผู้ลี้ภัย จับประหารเป็นตัวอย่างตักเตือนประชาชน ดังนั้นเราจึงตัดสินใจไปที่เมือง เสินเจิ้น ( Senzhen) โดยปราศจากมัคคุเทศน์ และจะแอบข้ามพรมแดนในเวลากลางคืน ทั้งที่รู้ดีว่าเรากำลังเสี่ยงกับชีวิตของตนเอง ถึงแม้ว่าเราเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ประหลาดในคืนก่อนที่เราจะออกเดินทางไปเสินเจิ้น สัมผัสที่หกของข้าพเจ้าบอกว่า เรากำลังมุ่งไปสู่ปัญหา เพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าก็รู้สึกเหมือนกัน เราจึงไม่แน่ใจว่าลางสังหรณ์นี้จะร้ายแรงแค่ไหน ข้าพเจ้าตระหนักถึงบทความจีนที่บันทึกมาแต่โบราณว่า การรับรู้ทางด้านจิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญในการรบ เพราะมนุษย์มีวิญญาณที่มีศักยภาพ สามารถสัมผัสถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณได้ (พระคัมภีร์ก็กล่าวว่ามนุษย์มีวิญญาณ) แต่เราไม่เข้าใจหลักการนี้ดีพอ จึงขับไล่ความรู้สึกทั้งหมดนี้ออกไปโดยถือเป็นความรู้สึกที่น่าขัน วันต่อมาเราก็ออกเดินทางไปเมืองเสินเจิ้น เมื่อรถไฟมาถึงที่นั่น เรารู้ว่าโชคของเราถูกปิดเสียแล้ว ทุกหนทุกแห่งที่เสินเจิ้นถูกล้อมไปด้วยรั้วลวดหนาม และมีทหารเฝ้ายามอยู่ ผู้เดินทางสัญจรจะถูกกันให้เดินผ่านพรมแดนทางบก เราพยายามเดินตามฝูงชนที่กำลังมุ่งตรงไปยังฮ่องกง คนส่วนใหญ่จะเดินข้ามไปฮ่องกง แต่เราไปทางนั้นไม่ได้ ดังนั้นเราจึงแยกออกจากฝูงชนและเดินไปตามทางที่เข้าหมู่บ้าน เราเดินไปเป็นระยะทางสั้นๆ ก็เห็นชายคนหนึ่งพร้อมกับเด็กชายตัวเล็กๆ อีกคนข้างหน้าเรา กำลังถูกทหารสามสี่คนห้อมล้อมตรวจเอกสารของเขาอยู่ เราพยายามแทรกตัวเบียดผ่านทหารเหล่านั้นระหว่างที่พวกเขากำลังยุ่ง แต่ก็มีทหารคนหนึ่งเห็นเราและเรียกเรากลับมา เมื่อเราไม่สามารถผ่านไปได้ พวกเขาก็เริ่มค้นตามตัวของเรา โชคร้ายที่ข้าพเจ้าเอามีดพกสำหรับล่าสัตว์มาด้วย เพื่อใช้ป้องกันตัวในยามจำเป็น เขายกมีดพกสแตนเลสที่ดูน่ากลัวขึ้นมาตรงหน้าข้าพเจ้าและถามว่า มีดนี้ใช้ทำอะไร ข้าพเจ้าบอกเขาว่าใช้ปอกแตงโม ! เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อสิ่งที่ข้าพเจ้าบอก เราจึงถูกจับและถูกส่งไปขังในคุก พร้อมกับผู้ชายซึ่งมากับเด็กเล็กๆ คนนั้น คุกที่พวกเราถูกจับไปขังนั้นเป็นบ้านหลังเล็กๆ ล้อมรอบด้วยเครื่องกีดขวางที่หนาหนักให้แยกออกจากกันเป็นส่วนๆ เมื่อเรามาถึงคุกนั้น ข้าพเจ้าก็ศึกษารายละเอียดรอบๆ ตัวเพื่อวางแผนหลบหนี จากที่นั่นไกลออกไปข้าพเจ้ามองเห็นใบหน้าของผู้คนมองลอดออกมาจากหลังกำแพงที่หนานั้น และมีทหารคอยยืนเฝ้าอยู่ทุกแห่ง จากวิธีการเคลื่อนไหวและการถือปืนของพวกเขา ข้าพเจ้าก็บอกได้ว่าพวกเขาเป็นนายทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เราถูกปิดขังอยู่ภายในบริเวณคุก และเราต้องคอยแล้ว คอยเล่า คอยเจ้าหน้าที่ซึ่งรับคำสั่งตัดสินมาบอกว่าจะทำอย่างไรกับเรา เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไปช่างเหมือนกับยาวนานนิรันดร์ นักโทษบางคนก็ส่งเสียงกระซิบในหมู่พวกเขาเอง บอกว่าพวกเราคงจะถูกนำไปยิงทิ้งแน่ ข้าพเจ้าได้พบกับพระเจ้า ทันใดนั้นมีนกตัวหนึ่งบินโฉบผ่านมาเหนือศีรษะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมองขึ้นไปยังท้องฟ้าสีคราม และสงสัยว่ามีพระเจ้าอยู่บนนั้นจริงหรือ พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่? ความเชื่อในพระเจ้าที่ปราศจากความสงสัยมากมายเป็นเหตุผลทางอารมณ์ แต่จะเป็นอย่างไรนะถ้ามีพระเจ้าองค์หนึ่งอยู่จริงๆ ? ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็คำนวณชีวิตของตนเองผิดไปอย่างใหญ่หลวงแล้ว ข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริงหรือไม่ ? ดีล่ะ นี่เป็นโอกาสของข้าพเจ้า จะได้เห็นกันว่าพระองค์สามารถช่วยข้าพเจ้าได้หรือไม่ ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิอ้างถึงพระเจ้า ข้าพเจ้าเองไม่ได้แม้แต่จะเป็นคริสเตียน ข้าพเจ้าเคยคิดว่าคริสเตียนอ่อนแอและโง่เขลา ครั้งหนึ่งผู้อาวุโสในคริสตจักรเคยพูดกับข้าพเจ้าเกี่ยวกับการเป็นคริสเตียน และข้าพเจ้าก็มีความสุขกับการทำลายข้อโต้แย้งของเขา สำหรับข้าพเจ้าการที่เขาไม่สามารถหาเหตุผลปกป้องข้อโต้แย้งของตนเอง เป็นการยืนยันความเชื่อของข้าพเจ้าว่า คริส-เตียนอ่อนแอทั้งด้านอารมณ์และสติปัญญา และยังพิสูจน์ให้ข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าไม่มีจริง แต่ข้าพเจ้ากำลังผิดพลาด ความล้มเหลวของผู้อาวุโสต่อการหาเหตุผลปกป้องข้อโต้แย้งของตน ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีทางหาเหตุผลอธิบายปกป้องข้อโต้แย้งนั้น ข้าพเจ้าตระหนักว่าข้าพเจ้าเองต่างหาก ไม่ใช่ผู้อาวุโสผู้นั้น ที่โง่ยิ่งกว่าใคร ในที่สุด ความภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเองของข้าพเจ้าสร้างความสำเร็จอะไรสำหรับข้าพเจ้าบ้าง ? ณ ที่นี้ ข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่บนก้อนหินก้อนนี้ กำลังรอคอยให้ชีวิตดำเนินไปสู่จุดจบอย่างน่าอาย ข้าพเจ้ามองขึ้นไปข้างบน และสงสัยว่าบุคคลหนึ่งๆ จะสามารถมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร แต่ข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าพระเจ้าไม่เคยมาพูดคุยกับข้าพเจ้าเลย เนื่องจากวิธีการที่ข้าพเจ้าเคยเยาะเย้ยคริสเตียน หรือบางทีข้าพเจ้าอาจจะไม่เคยพยายามอธิษฐานก็เป็นได้ แต่ข้าพเจ้าก็เคยได้ข้อสรุปมาว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้จักบุคคลหนึ่งๆ ได้คือ การไปพูดคุยกับเขา หลักการของชีวิตข้อนี้เป็นเรื่องที่ใช้กับมนุษย์ แน่นอนจะต้องนำไปใช้กับพระเจ้าได้ด้วย เมื่อคุณพูดกับพระเจ้าและพระเจ้าพูดกับคุณ คุณก็จะได้รู้จักพระองค์ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพูดกับตนเองว่า "ข้าพเจ้าจะต้องเริ่มต้นที่ใดที่หนึ่ง ถ้าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง ก็สันนิษฐานได้ว่าพระองค์จะทรงตอบข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าพูดกับพระองค์" ข้าพเจ้ากำลังเคาะประตูสวรรค์ ข้าพเจ้าไม่เคยรู้วิธีการอธิษฐาน แต่รู้เพียงว่าข้าพเจ้าต้องสัตย์ซื่อกับพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงอธิษฐานว่า "โอ...พระเจ้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ถ้าพระองค์มีจริง ถ้าพระองค์เป็นอยู่จริง บัดนี้ข้าพเจ้ามาขอต่อหน้าพระองค์แล้ว ขอให้พระองค์ช่วยข้าพเจ้าออกจากคุกนี้ด้วย ถ้าพระองค์ไม่ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอาจจะต้องตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ถูกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกอายที่ร้องเรียกหาพระองค์ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในความยุ่งเหยิงนี้ ข้าพเจ้ายังรู้ว่าข้าพเจ้าไม่สามารถรอดได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น ถ้าพระองค์จะช่วยข้าพเจ้าออกจากคุกและช่วยข้าพเจ้าให้รอดชีวิต ข้าพเจ้าจะรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และข้าพเจ้าจะรับใช้พระองค์และดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ตลอดชีวิตที่เหลือของข้าพเจ้า" ข้าพเจ้ารู้สึกว่าถ้าพระเจ้าทรงเป็นอยู่จริง จะต้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมากที่ได้รู้จักพระองค์ และรับใช้พระองค์ บัดนี้คุณคงเห็นแล้วว่าเพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคำพยานว่า การมาเป็นคริสเตียนของข้าพเจ้า ไม่ได้แยกจากการรับใช้พระเจ้าของข้าพเจ้าเลย ช่วงขณะที่ข้าพเจ้ามาหาพระเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิญาณแล้วว่าจะรับใช้พระองค์ตลอดชีวิตที่เหลือของข้าพเจ้า หลังจากอธิษฐานอย่างนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็นั่งลงโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น ข้าพเจ้าสัมผัสได้ว่าประตูสวรรค์กำลังเปิด ข้าพเจ้ากำลังยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า ! แม้ข้าพเจ้าไม่เคยแสวงหาประสบการณ์ใดๆ กับพระเจ้า ข้าพเจ้าก็ทราบว่าพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นรอบตัวข้าพเจ้า ในเศคาริยาห์ 2:5 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "...เราจะเป็นเหมือนกำแพงเพลิงล้อมเธอไว้ พระเจ้าตรัสว่า และเราจะเป็นศักดิ์ศรีในเมืองนั้น" นี่เป็นประสบการณ์ของข้าพเจ้าอย่างแท้จริง แม้ข้าพเจ้าจะยังไม่ตระหนักถึงข้อนี้ในเวลานั้นก็ตาม ข้าพเจ้ามีแต่ความชื่นชมยินดีในใจ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ากำลังจะบ้าไปแล้ว ข้าพเจ้ามีความปิติยินดีอย่างเหลือล้นจนอยากจะกระโดดขึ้นลง ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกอะไรอย่างนี้มาก่อน มันเหมือนกับการได้ดื่มสุราลงไป ข้าพเจ้าสามารถเข้าใจความรู้สึกในวันเพนเทคศเตได้ บรรดาอัครทูตเต็มด้วยความชื่นชมยินดีเช่นนี้ จนกระทั่งคนอื่นคิดว่าพวกเขาเมาสุราไปแล้ว ใบหน้าของข้าพเจ้าเปล่งปลั่งด้วยรัศมีแห่งความยินดี เพราะเพื่อนร่วมทางของข้าพเจ้าที่ถูกจับมาพร้อมกับข้าพเจ้าถามว่า ข้าพเจ้ายิ้มทำไม ข้าพเจ้าควรบอกเขาว่าข้าพเจ้าได้พบกับพระเจ้าดีไหม ? ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ข้าพเจ้าจึงบอกเขาอย่างง่ายๆ ว่าทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยดี เขาย้อนถาม "คุณหมายความว่าอย่างไรที่ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ? เรากำลังจะถูกยิงทิ้งนะ !" แต่ยิ่งข้าพเจ้าบอกเขามากเท่าใดว่าทุกสิ่งจะดีเอง เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้น เขาร้องตะโกนดังขึ้น ดังขึ้น จนกระทั่งทหารคนหนึ่งพูดว่า "เงียบเดี๋ยวนี้นะ ! เราไม่อนุญาติให้พวกแกคุยกัน !" การได้พบกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่ช่างลึกซึ้ง จนข้าพเจ้ารู้ว่าจะเกิดการอัศจรรย์ขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มถามตนเองว่าประสบการณ์นี้หมายถึงอะไร มันน่าจะมีความหมายเพียงอย่างเดียวคือ พระเจ้ากำลังตรัสกับข้าพเจ้าว่าพระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้า และจะนำข้าพเจ้าออกจากคุก! ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ ท่านแม่ทัพลีก็กลับมาพร้อมกับ ผู้ชายและเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ถูกจับนั้น เขาเพิ่งซักถามชายคนนี้เสร็จ ทหารก็เปิดประตูคุก ผลักชายคนนั้นเข้ามาข้างในและปิดประตูดังปัง บางทีชายวัยสี่สิบคนนี้อาจจะไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงเท่ากับข้าพเจ้า เขาไม่ได้พกอาวุธ นอกจากนั้นเขายังมาพร้อมกับเด็กชายตัวเล็กๆ ด้วย ข้าพเจ้าขี้ขลาดเกินไปหรือไม่ที่คิดว่าพระเจ้าจะปลดปล่อยข้าพเจ้าจากคุก? การซักถาม เขาถามข้าพเจ้าด้วยคำถามมากมาย เช่น ข้าพเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ? ข้าพเจ้าเป็นคนขององค์การลับใดหรือไม่ ? ทำไมข้าพเจ้าจึงพยายามข้ามไปฮ่องกง ? ข้าพเจ้าตอบว่า "ใครก็ตามที่มีใจเป็นธรรมย่อมอยากเข้าไปฮ่องกง ? ข้าพเจ้าต้องการเพียงหาเงินจำนวนหนึ่งในเสินเจิ้น เพราะชีวิตของข้าพเจ้ายากลำบาก" เขาพูดว่า "ขอให้เราถามเจ้าในข้อที่เจ้ายังไม่ตอบ : ถ้าเราให้โอกาสเจ้าไปที่ฮ่องกง เจ้าจะไปไหม?" ข้าพเจ้าพูดว่า "ถ้านั่นเป็นวิธีที่คุณกำลังใช้โวหารป้อนคำถามล่ะก็ ตกลง ข้าพเจ้ารับข้อเสนอของคุณ แต่คุณต้องการอะไรกันแน่?" เขาดึงกระดาษโน้ตหลายแผ่นออกมา เสร็จแล้ว เขาก็สั่งให้ข้าพเจ้าประทับรอยนิ้วมือลงบนกระดาษนั้น ข้าพเจ้าบอกว่าจะไม่ทำตาม นอกจากว่าข้าพเจ้าจะได้อ่านคำสารภาพของตนเองก่อน แต่เขาปฏิเสธ โดยไม่ยอมให้ข้าพเจ้าอ่าน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพูดกับเขาว่า "ข้าพเจ้ากำลังเซ็นชื่อรับรองการตายของข้าพเจ้า ถูกไหม ?" เขาตอบว่า "นั่นมันขึ้นอยู่กับเจ้าเองจริงๆ เจ้าอยากให้เราพิมพ์ลายนิ้วมือของเจ้าบนกระดาษนี้หรือไม่ ?" ข้าพเจ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรข้าพเจ้าก็คงถูกนำไปยิงทิ้งอย่างเดียว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพิมพ์ลายนิ้วมือบนกระดาษนั้น แล้วข้าพเจ้าก็ถูกพาออกไปจากห้อง แล้วเขาก็เรียกเพื่อนของข้าพเจ้าเข้าไป เขาพูดกับเพื่อนข้าพเจ้าว่า "เพื่อนของเจ้าสารภาพหมดทุกอย่างแล้ว นี่เป็นคำสารภาพ อ่านดูสิ !" หลังจากเพื่อนของข้าพเจ้าอ่านแล้ว เขาก็หน้าซีด เขาพูดว่า "อะไรนะ ? เขาสารภาพทั้งหมดนี้หรือ ?" วาระสุดท้ายของเราถูกตีตราแล้ว จนถึงวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่รู้แน่ชัดว่าข้าพเจ้าได้ "สารภาพ" อะไรไปบ้าง นั่นเป็นเหตุที่ข้าพเจ้ามักระมัดระวังอย่างรอบคอบ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "คำสารภาพความเชื่อ" ตามข้อกล่าวอ้างที่ร่างขึ้นโดยผู้นำ คริสตจักรในจีน เพื่อนของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า ข้าพเจ้าสารภาพว่าเป็นสมาชิกในองค์การลับแห่งหนึ่ง และข้าพเจ้าได้ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ ข้อกล่าวหาที่ข้าพเจ้ายอมรับไปนั้นเพียงพอที่จะจับข้าพเจ้าไปยิงทิ้งได้มากกว่าสามครั้งทีเดียว ! เราไม่สามารถทำอะไรได้มาก นอกจากรอพวกเขามานำเราไปยิงทิ้งจริงๆ ข้าพเจ้ายืนยันคำสารภาพเหล่านั้นแล้วด้วยรอยนิ้วมือของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเริ่มสงสัยว่าพระเจ้ากำลังจะตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าและนำข้าพเจ้าออกจากคุกนี้ได้อย่างไร กลางคืนคืบคลานเข้ามา และเรายังคงไม่ได้รับอาหารใดๆ ลงท้อง แต่ละครั้งที่เจ้าหน้าที่เดินผ่านมาตรวจตรา ข้าพเจ้าเดาว่าคงผ่านไปอีกชั่วโมงแล้ว แต่เขาก็ต้องการขังเราไว้ในห้องเล็กๆ เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น เช้าวันรุ่งขึ้นเขาพาเรากลับเข้าไปที่กลางสนามภายในคุกนั้นอีก และเราก็นั่งลงบนก้อนหินก้อนเดิมอีกครั้งหนึ่ง รอแล้ว รอเล่า ในบ่ายวันนั้น เจ้าหน้าที่เรียกเราเข้าไปข้างใน และพูดกับข้าพเจ้าว่า "ฟังนะ เราจะไม่ขังพวกเจ้าหรือยิงพวกเจ้า เรากำลังจะพาพวกเจ้าไปส่งที่สถานีรถไฟ และให้พวกเจ้าขึ้นรถไฟไป จงออกไปจากที่นี่ กลับไปกวางเจา และอย่ากลับมาที่นี่อีกถ้าไม่ได้รับอนุญาติ" ข้าพเจ้าถามตนเองว่า "มีบางสิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้หรือ? เพราะเหตุใดเขาจึงปล่อยข้าพเจ้าหลังจากก่อกวนเอาคำสารภาพจากข้าพเจ้าไปจนสำเร็จแล้ว ? นี่เป็นกลลวงหรือเปล่า ?" เขาพาเราย่ำเท้าตรงไปยังสถานีรถไฟ และยัดเราขึ้นไปบนรถไฟ เมื่อข้าพเจ้ามาถึงกวางเจา ที่นั่นไม่มีทหารมารอคอยข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าพูดกับตนเองว่า "เฮ้ ! เป็นความจริงหรือนี่ ! ข้าพเจ้าเป็นอิสระแล้ว ! เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?" จนถึงวันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนใหม่เป็นเวลาถึงเจ็ดปี และข้าพเจ้ารู้ว่าการปฏิบัติของพวกเขาไม่ได้กระทำด้วยความเมตตาหรือกรุณา พระเจ้าจะต้องกระทำบางสิ่งบางอย่างต่อเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาในคืนนั้นแน่นอน ยิ่งกว่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ในสมุดพกของข้าพเจ้า (police book) ด้วยซ้ำ เมื่อคุณเดินทางไปมาในประเทศจีน คุณจะต้องถือสมุดหรือหนังสือเล่มเล็กๆ ที่บันทึกการเคลื่อนไหวของคุณ ถ้าคุณเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มาที่กวางเจาเป็นการชั่วคราว คุณจะต้องแจ้งการเดินทางของคุณกับตำรวจ หลังจากที่คุณมาถึง สมุดพกเล่มเล็กๆ ของข้าพเจ้าควรจะบันทึกว่า ข้าพเจ้าพกอาวุธอันตรายมาด้วย และเข้าไปในเขตหวงห้ามในเสินเจิ้น โดยไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าถูกจับกุม แล้วข้าพเจ้าก็ได้สารภาพด้วยข้อหาอาชญากรรมที่มีโทษถึงตาย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ส่งไปทำงานหนัก การที่ข้อความเหล่านี้หายไป เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าประหลาดใจมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่น่าจะต้องจดบันทึกเหตุการณ์นี้ในแฟ้มของเขาเองที่เสินเจิ้นด้วย แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้บันทึกสิ่งใดในสมุดพกของข้าพเจ้า ถ้าเขาบันทึกไว้อย่างนั้น ข้าพเจ้าคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ต่อหน้าพวกท่านในวันนี้ ข้าพเจ้าคงจะไม่สามารถออกจากประเทศจีนได้ เพราะข้าพเจ้ามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ ว่าเป็นผู้ต่อต้านการปฏิวัติ ที่กล่าวมานี้เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับการอัศจรรย์ครั้งแรกของข้าพเจ้า
พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้าลงไปสู่จุดต่ำสุด ชีวิตในเซี่ยงไฮ้เริ่มยากลำบากขึ้นและหนักหนาสาหัสสำหรับข้าพเจ้า อากาศเริ่มหนาวเย็นมาก ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าบิดามารดาของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน เงินทองของข้าพเจ้าเริ่มหมด เพื่อนฝูงก็ละทิ้งข้าพเจ้าเพราะพวกเขากลัวว่าข้าพเจ้าจะขอยืมจากพวกเขา ไม่นานนัก ข้าพเจ้าก็สูญเสียเพื่อนทั้งมวลไปยกเว้นบุตรชายของคนกวาดพื้นคนหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ในยามที่ข้าพเจ้ามั่งคั่ง ข้าพเจ้ายอมรับเขาเป็นเพื่อนเพราะเขาเป็นคนที่ดีมาก แต่บิดาของข้าพเจ้ากลับอับอายที่ข้าพเจ้าคบหากับบุตรของผู้ที่ทำงานต่ำไร้การศึกษาเป็นเพื่อน แต่ในที่สุด เขานี่แหล่ะที่พิสูจน์ว่าเป็นเพื่อนที่สัตย์ซื่อคนเดียวของข้าพเจ้า เขาอนุญาติให้ข้าพเจ้าอยู่ในห้องเก็บของ เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ต้องนอนข้างนอก ข้าพเจ้าเริ่มจนลง และจนลง ข้าพเจ้าขายนาฬิกาและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อซื้ออาหาร วิธีนี้ช่วยให้ข้าพเจ้าอยู่รอดได้อีกเดือนหรือสองเดือน พระเจ้ากำลังจัดการกับข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าจากจุดที่มีอำนาจและตำแหน่งสูงสุดลงมาเป็นเด็กข้างถนน - เป็นเด็กข้างถนนอย่างแท้จริง เพราะข้าพเจ้าต้องอาบน้ำที่ก๊อกน้ำนอกบ้านซึ่งคนอื่นเขาใช้ล้างรถกัน ข้าพเจ้าไม่สามารถซักเสื้อผ้าได้ เพราะข้าพเจ้าไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน เสื้อเชิ้ตสีขาวของข้าพเจ้ากลายเป็นสีเหลือง ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์เหมือนกับบุตรน้อยในคำอุปมาเรื่องบุตรหายไป จากอำนาจและตำแหน่งที่สูงสุด องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องเคี่ยวเข็ญข้าพเจ้าลงมาเป็นเด็กข้างถนน การพบกับพระเจ้าครั้งต่อไป เมื่อคริสตมาสมาถึง สุภาพสตรีคนหนึ่งในคริสตจักรพูดกับข้าพเจ้าว่า "ถ้าคุณไม่มีอะไรทำในวันคริสตมาส กรุณามาดื่มน้ำชาที่บ้านของฉันพร้อมกับพี่น้องในคริสตจักรสิ" คำเชิญของเธอกระตุ้นความสงสัยของข้าพเจ้า แม้บัดนี้ข้าพเจ้าจะเป็นคนที่คุ้นเคยกับความหิวเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังพบว่าคำเชิญของเธอยากที่จะขัดขืนได้ เมื่อวันคริสตมาสมาถึงข้าพเจ้าก็ต่อสู้กับตนเองตลอดบ่าย พยายามตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปดี จนกระทั่งฟ้ามืด ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจไปที่บ้านของเธอ ข้าพเจ้ามาถึงช้ามากจนกระทั่งแขกทั้งมวลกลับไปหมดแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกขวยเขินมากและพูดกับพวกเขาว่า "ขอโทษครับที่มาช้า ข้าพเจ้าจะกลับตอนนี้เลย" แต่สุภาพสตรีท่านนั้นรีบเชื้อเชิญข้าพเจ้าเข้าไปข้างใน ทุกคนกลับไปหมดแล้วยกเว้นสุภาพสตรีท่านนี้กับพี่ชายคนหนึ่งชื่อ เฮนรี่ ชอย เฮนรี่เป็นคนกวางตุ้ง ซึ่งมาอาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้นานแล้ว เขาเป็นนักวิจัยเคมีที่หลักแหลม ซึ่งสร้างสิ่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งน้ำหมึกพิเศษ และน้ำยาเคมีสำหรับการถ่ายภาพ ซึ่งคนจีนไม่สามารถผลิตได้ในเวลานั้น ในไม่ช้าข้าพเจ้าก็เริ่มพูดคุยกับเฮนรี่ ข้าพเจ้าสัมผัสถึงบางสิ่งที่แปลกเกี่ยวกับตัวเขา เขาเริ่มเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าและพระเจ้าทรงเป็นจริงในชีวิตของเขาได้อย่างไร แต่ก็สัมผัสได้ว่าเจตนาของเขาก็คือ ต้องการให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนศาสนา ข้าพเจ้าจึงค่อยๆ ปิดตัวเอง และหยุดฟังเขา เขายังพูดต่อไปเรื่อยๆ แต่ข้าพเจ้ากลับใจลอย ทันใดนั้นความรู้สึกสำนึกบางอย่างที่ทรงพลังก็เข้ามาในใจดังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในเนื้อหนังนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าทำให้ข้าพเจ้าสำนึกเกี่ยวกับความหยิ่งผยองของข้าพเจ้าเอง ยิ่งกว่านั้นองค์พระผู้เป็นเจ้ายังเตือนข้าพเจ้าถึงสัญญาที่ข้าพเจ้าเคยให้กับพระองค์ที่สนามในคุกนั้น ความสำนึกนั้นแรงมากจนทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงคำถามเกี่ยวกับความจริงเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้พบกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่เฮนรี่ยังคงพูดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็พูดขึ้นว่า "หยุดได้แล้ว !" คำนี้ทำให้เขาประหลาดใจมาก และถามว่า เขาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ข้าพเจ้าตอบว่า "เปล่าเลย ข้าพเจ้าอยากต้อนรับพระเจ้าเดี๋ยวนี้เลย ! ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไร ?" เขาบอกว่า "อย่างนั้นคุกเข่าลงด้วยกันกับข้าพเจ้า พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ และเจ้านายเหนือเจ้านาย ดังนั้นคุณจะต้องมาหาพระองค์ด้วยความถ่อมใจ" เมื่อเราคุกเข่าลง ข้าพเจ้าถามเขาว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป เขาตอบว่า "เราจะอธิษฐานด้วยกัน ให้อธิษฐานจากใจของคุณ" ข้าพเจ้าถามเขาว่าจะอธิษฐานอย่างไร เขาตอบว่า "ให้บอกกับพระเจ้าอย่างง่ายๆ ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ สารภาพบาปของคุณและขอบคุณพระองค์สำหรับพระเมตตา และการช่วยให้รอดด้วยความรักของพระองค์" เมื่อข้าพเจ้าเริ่มต้นอธิษฐาน ข้าพเจ้ารู้สึกสิ่งทั้งมวลบริเวณนั้นสั่นไปหมด ทุกสิ่งในห้องสว่างจ้า คล้ายกับมีคนมาเปิดสปอตไลต์ดวงใหญ่ โดยพื้นฐานแล้วข้าพเจ้าเป็นคนที่ปราศจากความรู้สึก แต่กระนั้นข้าพเจ้าก็ยังสงสัยว่า เพราะเหตุใดทุกสิ่งในที่นั้นกำลังสั่นไปหมด ตรงนั้นเองข้าพเจ้ากำลังมอบชีวิตของตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และมีบางอย่างที่ลึกซึ้งเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ทั้งชีวิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป พระเจ้าทรงเสด็จเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้า และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินอันยาวนานกับองค์พระผู้เป็นเจ้า |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||