CDC Home | Feedback  | updated on 28 May 2008

A Christian Evangelism and Discipling Ministry

CDC Home

 | About Us

 | Hotlinks

 | Bookstore

 | Write to Us

Oasis

Sermons - Text

Sermons - Audio


Higher Ground

Devotionals

Missions

Testimonies


Trainings

Commitment

Basic

Intermediate

Doctrinal & Exegetical

Full-Time Ministry


Draw Near

Worship in Songs


Others

Audio Cassettes

Books Ministry

- Chinese

- English

Music & Film Ministry


Languages


Tagalog

 


Subcribe to CDC Feed subscribe feed

บทที่ 3 - ดำเนินกับพระเจ้า

การเริ่มต้นของข้าพเจ้าในการดำเนินกับพระเจ้า
นับจากจุดนี้เป็นต้นไป  ข้าพเจ้าก็เริ่มมีประสบการณ์กับพระเจ้าโดยผ่านการอัศจรรย์อย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง  ความเชี่อของข้าพเจ้าได้รับการยืนยันโดยการอัศจรรย์ที่น่าพิศวงเหล่านี้  แม้แต่วิธีการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเพื่อข้าพเจ้า   ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามีผักกาดแห้งกระป๋องหนึ่งที่ไม่ยอมหมดจริงๆ   ไม่ว่าข้าพเจ้าจะกินผักกาดนั้นมากเท่าใดก็ตาม มันก็ไม่เคยหมดไปจากกระป๋อง   มันไม่ยอมหมดจนกระทั่งข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายเนื่องจากกินผักกาดมากเกินไป  จนในที่สุดพระเจ้าก็หยุดให้ผักกาดนั้นอีก      หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้อ่านบันทึกของเรื่องราวที่คล้ายกันใน   1 พงศ์กษัตริย์ 17:15-16 ซึ่งกล่าวว่า "นางก็กระทำตามคำของเอลียาห์  นาง ตัวท่านและครอบครัวของนางก็รับประทานอยู่หลายวัน  แป้งในหม้อก็ไม่หมด  น้ำมันในไหก็ไม่ขาด  ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งตรัสทางเอลียาห์นี่เป็นการอัศจรรย์เพียงหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ข้าพเจ้าประสบมา  ข้าพเจ้ายังได้พบกับคนของพระเจ้าที่มีฤทธิ์อำนาจ  ซึ่งพระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ผ่านเขามากมาย (แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องยาว  ข้าพเจ้าจึงขอข้ามไปเนื่องจากเวลาไม่พอ)   เมื่อมีคนถามข้าพเจ้าว่า  ข้าพเจ้ารู้ได้อย่างไรว่า พระเจ้าองค์นี้มีจริง  ข้าพเจ้าก็จะบอกเขาว่า  "หลังจากที่มีประสบการณ์กับการอัศจรรย์มากมาย  ข้าพเจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไรเล่า?

สองปีครึ่งผ่านไป  วันหนึ่งข้าพเจ้าถามพระเจ้าว่า  "พระองค์อยากให้ข้าพระองค์กระทำอะไรต่อไปถ้าพระองค์อยากให้ข้าพระองค์อยู่ในเมืองจีน  ข้าพระองค์ก็ยินดีอยู่ต่อไป  แต่ได้โปรดบอกข้าพระองค์ว่า  ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรต่อไป"

ข้าพเจ้าไม่สามารถทำอะไรได้มาก  งานทุกอย่างในเมืองจีนถูกควบคุมโดยรัฐบาล  แม้แต่การขายหนังสือพิมพ์  คุณก็ทำไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาติจากรัฐบาล   ข้าพเจ้าเคยยื่นใบสมัครขอออกจากประเทศจีนสองครั้ง  แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมออกวีซ่าให้ข้าพเจ้า

สุขภาพของข้าพเจ้าเริ่มอ่อนแอลง  อ่อนแอลง  เนื่องจากเป็นโรคขาดอาหาร   วันหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกมีเหงื่อเย็นๆ ออกมา  และข้าพเจ้ารู้ว่ามันอาจเป็นสัญลักษณ์ของวัณโรค  ซึ่งเป็นโรคเดียวกับที่เคยจู่โจมมารดาของข้าพเจ้าอย่างหนักจนกระทั่งต้องผ่าตัดเอาปอดข้างหนึ่งออกไป  ข้าพเจ้าไปทำการเอกซเรย์ฟรีครั้งหนึ่ง  และผลแจ้งว่า  ปอดข้างหนึ่งของข้าพเจ้ามีจุดอยู่ข้างใน  ข้าพเจ้าไม่มีเงินแม้แต่จะซื้ออาหาร  จึงไม่ต้องคิดถึงยารักษาเลย   เพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้น  ข้าพเจ้าจึงไปทำการเอ็กซเรย์อีกโรงพยาบาลหนึ่ง  แต่ผลก็ออกมาเช่นเดียวกัน  ที่นั่นพวกเขามอบบัตรใบหนึ่งซึ่งมีรูปปอดสองข้าง  และทำเครื่องหมายชี้ตำแหน่งของจุดที่พบนั้น  บัตรใบนี้เองทำให้ข้าพเจ้ามีอิสระที่จะเดินทางไปทั่วจีนได้โดยถูกจำกัดจากรัฐบาลน้อยมาก  ถึงขนาดที่ข้าพเจ้าสามารถไปเยี่ยมลุงของข้าพเจ้าที่ปักกิ่งได้  เพราะเหตุใดหรือ เพราะทุกครั้งที่ข้าพเจ้าถูกซักถาม  ข้าพเจ้าจะแสดงบัตรใบนี้ให้ดูอย่างง่ายๆ พวกเขาก็จะปล่อยให้ข้าพเจ้าผ่านไป  ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ข้าพเจ้าเพราะทุกคนคิดว่าข้าพเจ้าเป็นวัณโรค  ด้วยบัตรเล็กๆ ใบนี้  บางทีอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาติให้ออกจากประเทศจีนในที่สุด

พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าโดยให้ได้ยินเสียง
วันหนึ่งข้าพเจ้ากำลังอธิษฐานอยู่ในห้อง  ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าว่า  "เราจะนำเจ้าออกจากประเทศจีน"   เป็นเสียงที่ชัดเจนแน่นอนจนข้าพเจ้าต้องหันไปรอบๆ ห้องเพื่อดูว่าใครพูดกับข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นใครในห้อง  นี่เป็นครั้งแรก (แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าเป็นเสียงให้ได้ยิน  (ภายหลังข้าพเจ้าก็อ่านพบข้อความในอิสยาห์ 30:21 กล่าวว่า "และเมื่อเจ้าหันไปทางขวา  หรือหันไปทางซ้าย  หูของเจ้าจะได้ยินวจนะข้างหลังเจ้า ว่า 'นี่เป็นหนทาง  จงเดินในทางนี้' ")  ทันใดนั้นหลังจากได้ยินข้อความจากพระเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้าก็เริ่มเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า  พี่น้องบางคนคิดว่าข้าพเจ้าได้รับวีซ่าให้ออกจากจีนแล้ว  แต่ข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า "ไม่เลย  ข้าพเจ้ายังไม่ได้รับสิ่งใด  แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเองตรัสกับข้าพเจ้าว่า พระองค์จะทรงนำข้าพเจ้าออกจากจีน!"

พระคัมภีร์มีบันทึกเกี่ยวกับการที่พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ ในลักษณะคล้ายกันนี้มากมาย    ในหนังสือกิจการ เป็นตัวอย่าง  องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเปาโลหลายครั้ง   แต่มาตรฐานของการเป็นคริสเตียนในปัจจุบันนี้กลายเป็นสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์สามัญ  จนกระทั่งประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผิดปกติหรือค่อนข้างประหลาดด้วยซ้ำ   ปัญหาในแง่ของการอุทิศถวายตัวจึงเกิดขึ้น อย่างแน่นอน   ปัจจุบันเราจึงมีคริสตชนในคริสตจักรที่ถวายตัวแค่ครึ่งเดียว  และเป็นคริสเตียนแบบอุ่นๆ จำนวนมาก  แต่มีคริสเตียนที่อุทิศถวายตัวอย่างสมบูรณ์เพียงไม่กี่คนเท่านั้น   คริสตจักรในโลกตะวันตกก็เป็นคริสตจักรที่จืดชืด  การมาเป็นคริสเตียนก็ไม่ต้องลงทุนอะไร   ข้อความที่ว่า "จงแบกกางเขนและตามเรามา"   จึงเริ่มไร้ความหมายต่อคริสเตียนในโลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิง   ความรอดที่ถูกและจืดชืดจึงไม่ช่วยให้คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้า หรือการรู้ด้วยตนเองว่าพระเจ้าทรงมีจริงหรือไม่   แต่เมื่อคุณยอมถวายตัวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสมบูรณ์ คุณจะมีประสบการณ์กับฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์ของพระองค์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณพบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตหรือยากลำบาก   นั่นคือเหตุที่คริสเตียนในประเทศจีนมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอัศจรรย์ตลอดเวลา   การมาเป็นคริสเตียนในประเทศจีนต้องมีการอุทิศถวายตนอย่างมาก  เพราะใช้ชีวิตเป็นเครื่องลงทุนหรือเดิมพัน   สำหรับข้าพเจ้าเองการมาเป็นคริสเตียนในประเทศจีนต้องอาศัยการอุทิศตนทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้าออกจากจีนอย่างไร
จากการอัศจรรย์หนึ่งไปสู่การอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง  พระเจ้าทรงเปิดหนทางให้ข้าพเจ้าออกจากจีน   แต่ในที่สุดเมื่อข้าพเจ้าได้วีซ่า  ข้าพเจ้ากลับไม่มีเงินซื้อตัวเดินทางออกจากประเทศจีน   และพระเจ้าทรงจัดเตรียมอย่างไร!   ท่ามกลางความรู้สึกเหี่ยวแห้งนี้  ลุงของข้าพเจ้าก็ส่งเงินมาให้ข้าพเจ้าจำนวนหนึ่ง  แม้ว่าเขาจะไม่เคยส่งเงินมาให้ข้าพเจ้ามาก่อนก็ตาม   เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าพเจ้ากำลังจะออกจากประเทศจีน  เขาได้รับเงินจากบิดาของข้าพเจ้าซึ่งเขาเองไม่อยากจะรับไว้  ดังนั้นเขาจึงส่งมาให้ข้าพเจ้าทันเวลา  ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะออกจากประเทศจีนนั่นเอง   เวลาของพระเจ้าช่างดีเลิศเหลือเกิน!

แต่ข้าพเจ้าก็กลับมีอีกปัญหาหนึ่งเกิดขึ้น  แม้ข้าพเจ้ามีวีซ่าออกจากจีน  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเข้าฮ่องกงได้  เพราะฮ่องกงมีผู้ลี้ภัยมากเกินไปแล้ว  ข้าหลวงปกครองจากอังกฤษไม่อนุญาติให้ข้าพเจ้าเข้าฮ่องกง  นอกจากจะมีหลักฐานว่าข้าพเจ้ากำลังจะเดินทางไปประเทศอื่น  ปัญหานี้ยืดเยื้อนานทีเดียว  และวีซ่าขาออกของข้าพเจ้าก็เกือบจะหมดอายุแล้ว   กงสุลสวิสเซอร์แลนด์ได้โทรศัพท์มาหากงสุลอังกฤษเพื่อขอวีซ่าแทนข้าพเจ้า  แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน

ข้าพเจ้าจึงเข้าเฝ้าต่อพระพักตร์พระเจ้า  และทูลพระองค์ว่า  ตามพระคัมภีร์กล่าวว่า  ประตูใดที่ทรงเปิดแล้วไม่มีผู้ใดปิดได้    วันถัดไปข้าพเจ้าไปที่สถานกงสุลอังกฤษ   คนที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ถามผมว่าต้องการอะไร  และผมบอกเขาว่าผมอยากได้วีซ่าเข้าฮ่องกง   เขาหยิบหนังสือพาสปอร์ตของข้าพเจ้าไปดู และบอกให้ข้าพเจ้าคอย   สักครู่เขาก็กลับมาพร้อมกับเอกสารของข้าพเจ้า  และถามว่า  ข้าพเจ้าวางแผนที่จะอยู่ในฮ่องกงนานแค่ไหน  ข้าพเจ้าบอกไปว่าขอแค่หนึ่งเดือน   น่าประหลาดใจที่ข้าพเจ้าได้รับวีซ่าในทันที

เมื่อข้าพเจ้าข้ามสะพานจากเสินเจิ้นเข้าไปยังฮ่องกง  เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษถามข้าพเจ้าว่า  "พูดภาษาอังกฤษได้ไหม?"  ข้าพเจ้าตอบว่า "ได้ครับ"

เขาพูดว่า  "วีซ่าของคุณพิเศษมาก"

ข้าพเจ้าถามเขาว่าวีซ่าแค่หนึ่งเดือนนี้พิเศษตรงไหน

เขาตอบว่า  "ไม่ใช่  คุณได้รับวีซ่าให้อยู่มากกว่าหนึ่งเดือน พวกเขาให้เวลาคุณอยู่ในฮ่องกงได้ไม่จำกัด ผมเองไม่เคยเห็นวีซ่าชนิดนี้มาก่อน!"

ข้าพเจ้าถามเขาว่าแล้วข้าพเจ้าต้องทำอย่างไร  เขาจึงตอบว่า  "อืม คุณก็สามารถอยู่ในฮ่องกงได้นานเท่าที่คุณอยากจะอยู่!"

ในที่สุดข้าพเจ้าอยู่ในฮ่องกงเป็นเวลาถึงเก้าเดือน  และยังสามารถได้รับใบรับรองการเป็นพลเมืองฮ่องกง (Certificate of Identity) ถ้านี่ไม่ใช่การจัดเตรียมจากองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว  คุณจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?

การหางาน
เมื่อมาอยู่ในฮ่องกง ข้าพเจ้าทูลถามพระเจ้าว่า  "บัดนี้ข้าพระองค์อยู่ที่นี่แล้ว  พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำอย่างไร?"  องค์พระผู้เป็นเจ้าให้การชี้แนะที่ชัดเจนว่า  พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพเจ้าไปยุโรป   แต่ข้าพเจ้าจะหาเงินไปยุโรปได้อย่างไรในเมื่อยังไม่มีงานทำ?

ในปี 1950 ฮ่องกงมีผู้ลี้ภัยมายมายเป็นหมื่นเป็นแสน   ข้าพเจ้าจะไปต่อสู้หางานแข่งกับพวกเขาได้อย่างไรแต่หนทางของพระเจ้านั้นไม่น่าเชื่อ  วันหนึ่งข้าพเจ้ามาสมัครงานที่เปิดรับคนแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน  และจากภาษาจีนเป็นอังกฤษ   ข้าพเจ้าจึงไปสมัครงานของรัฐบาลซึ่งให้ค่าจ้างสูงในตำแหน่งนี้ทันที     วันสัมภาษณ์  ข้าพเจ้าเห็นว่ามีผู้สมัครคนอื่นๆ อีกมากมายมาต่อสู้แข่งขันกันเพื่องานอย่างเดียวกันนี้  ข้าพเจ้าต้องสอบสัมภาษณ์และสอบข้อเขียน  และภายหลังข้าพเจ้าก็ได้รับจดหมายเรียกตัวให้ไปทำงานนี้

แล้วพระเจ้าก็ทรงทดสอบข้าพเจ้าต่อไป  งานที่ข้าพเจ้าได้รับนี้กลับกลายเป็นงานถาวร  ซึ่งข้าพเจ้าเองต้องการทำงานแค่ชั่วคราวแล้วก็เดินทางไปยุโรป   ข้าพเจ้ากำลังต่อสู้กับตนเองเพื่อตัดสินใจว่าจะบอกกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่   ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าอาจจะต้องสูญเสียงานนี้ทันทีถ้าบอกความจริงกับเขา    แต่ในที่สุดเมื่อข้าพเจ้าตัดสินใจว่าจะต้องสัตย์ซื่อ  ข้าพเจ้าจึงทูลกับองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า  "พระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์หลายครั้งแล้ว ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะให้ข้าพระองค์ได้ทำงานชิ้นนี้   ข้าพเจ้าก็จะได้ทำแน่นอน ไม่ว่าเงื่อนไขของการจ้างงานจะเป็นอย่างไรก็ตาม"

ข้าพเจ้าเขียนจดหมายขอบคุณเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นนายจ้างที่ยอมรับข้าพเจ้าเข้าทำงาน  แต่ข้าพเจ้ายังบอกเขาด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนและจำเป็นต้องสัตย์ซื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ของข้าพเจ้าเอง  คือ ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะทำงานหนึ่งหรือสองปี ก่อนที่จะออกเดินทางไปยุโรป   เขาจึงเขียนตอบมาว่า "ขอบคุณมากสำหรับความสัตย์ซื่อของคุณ แต่เรากำลังมองหาสต๊าฟที่ต้องการทำงานถาวรกับเรา นอกจากคุณจะพิจารณาใหม่ และเตรียมตัวทำงานนานกว่าหนึ่งหรือสองปี    ไม่อย่างนั้นเราก็เสียใจด้วยที่จะต้องมอบงานนี้ให้คนอื่นข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก นอกจากบอกพวกเขาให้มอบงานนี้กับคนอื่น

หลังจากตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว  ข้าพเจ้าก็ได้รับคำตำหนิจากคริสเตียนที่อยู่ในบ้านพักของ   ลูเธอแลนด์ซึ่งข้าพเจ้ากำลังอาศัยอยู่นั้นว่า  "โง่จริงๆ คุณไม่รู้หรือว่ามีผู้ลี้ภัยจำนวนมากกำลังลำบากหิวโหยอยู่ในฮ่องกง?"  คนที่ตำหนิข้าพเจ้าเคยเป็นผู้อาวุโสของคริสตจักรในเซี่ยงไฮ้  เขาบอกว่า  "ปัญหาของคนหนุ่มก็คือ พวกเขาไม่รู้จักสถานการณ์จริงของชีวิต คุณกำลังได้รับงานที่ดีและคุณกำลังละทิ้งมัน  ดูข้าพเจ้านี่สิ ข้าพเจ้ามีอายุกว่าห้าสิบปีแล้ว  ข้าพเจ้าเคยทำงานอยู่ในบริษัทแก๊สถึงสามสิบปี  และข้าพเจ้าได้รับอะไรบ้างแค่มีมากกว่าที่คุณได้รับนิดเดียวเท่านั้น   ลองนึกดูสิ  คนหนุ่มอย่างคุณกลับได้รับค่าจ้างขนาดนี้ คุณกำลังบ้าไปแล้วหรือ  จึงได้ละทิ้งงานอย่างนี้!"  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้รับการตำหนิอย่างหวังดีจากพวกเขา  ข้าพเจ้าไม่พูดอะไรเลยเพื่อปกป้องตนเอง  และยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างง่ายดาย

บัดนี้ข้าพเจ้ากลับไปที่เลขศูนย์อีก  ยังคงไม่มีงานทำและยังคงไม่มีความแน่นอนว่าจะหาเงินจากที่ไหนเพื่อไปยุโรป   โรงเรียนมิชชั่นนารีแห่งหนึ่งเสนองานแก่ข้าพเจ้า  ให้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ  แต่ได้ค่าจ้างต่ำมาก  ซึ่งแม้ว่าข้าพเจ้าจะทำงานที่นั่นตลอดชีวิตที่เหลือ  ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถเก็บเงินพอไปยุโรปได้    ในที่สุดงานนั้นก็ไม่เอื้ออำนวยเช่นกัน  ข้าพเจ้าตระหนักว่าฮ่องกงมีเรือเดินสมุทรจำนวนมาก  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปหากัปตันเรือหลายคนเพื่อถามว่า  พวกเขาต้องการคนช่วยงานที่ดาดฟ้าเรือหรือคนทำความสะอาดห้องต่างๆ ในเรือหรือไม่   บรรดากัปตันก็ดีกับข้าพเจ้ามาก  แต่พวกเขาไม่สามารถจ้างข้าพเจ้าได้  เพราะเรือของพวกเขามีลูกเรือเต็มแล้ว   แต่พระเจ้าก็ทรงวางแผนการหนึ่งสำหรับข้าพเจ้า   พระองค์เพียงแต่ต้องการทดสอบความสัตย์ซื่อของข้าพเจ้านั่นเอง

การจัดเตรียมอันอัศจรรย์ของพระเจ้า
ในขณะเดียวกัน  ข้ามไปยังอีกฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก  บนฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา  ในรัฐโอริกอน  ก็มีสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งลงคุกเข่าอธิษฐานกับพระเจ้า  พระองค์จึงตรัสกับเธอว่า  "จงไปฮ่องกงเพราะเรามีงานหนึ่งอยากให้เจ้าทำที่นั่น สตรีผู้นี้มีอายุในราวห้าสิบห้าปีและอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง   เธอไม่เคยเดินทางออกจากประเทศอเมริกามาก่อนเลย   การมาฮ่องกงของเธอก็เหมือนกับการบินไปดวงจันทร์นั่นเอง

เธอจึงพูดกับสามีว่า  "วันนี้เมื่อดิฉันอธิษฐาน  องค์พระผู้เป็นเจ้าบอกให้ดิฉันไปฮ่องกง"

สามีของเธอ  ซึ่งเป็นคริสเตียนที่ดีด้วย  จึงบอกกับเธอว่า  "ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าอยากให้คุณไปฮ่องกง  ก็ไปสิ!"

แล้วเธอก็กลับไปเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า  และทูลถามพระองค์ว่าเธอจะต้องทำอย่างไรในฮ่องกงบ้าง  องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสอย่างง่ายๆ ว่า  "จงไปฮ่องกง  และเราจะบอกเจ้าที่นั่นว่าจะต้องทำอย่างไร" (หลักการณ์อย่างหนึ่งของชีวิตคริสเตียนคือ  พระเจ้าจะทรงนำเราทีละก้าวเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงเดินทางมาฮ่องกงและอยู่ที่บ้านพักของลูเธอแลนด์  ที่ข้าพเจ้ากำลังพักอยู่นั่นเอง  หลายสัปดาห์แล้ว เธอยังคงเฝ้าถามองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวัน  ว่าพระองค์ทรงต้องการให้เธอทำอย่างไร

วันหนึ่งระหว่างที่ข้าพเจ้าเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า  ก็มีเสียงเคาะที่ประตู  ข้าพเจ้าเปิดประตูและสตรีผู้นี้ก็มายืนอยู่หน้าประตูนั่นเอง  เธอบอกกับข้าพเจ้าว่า  "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับดิฉัน  และบอกให้ดิฉันซื้อตั๋วเดินทางไปยุโรปให้คุณ ข้าพเจ้าแสดงความขอบคุณต่อเธอ แต่ก็ขอให้เธออธิษฐานทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกสักหน่อย    เธอตอบอย่างรวดเร็วว่า  "ไม่ต้องแล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับดิฉันชัดเจนมาก!"

สองสามวันหลังจากนั้น  เธอก็กลับมาอีกครั้งและถามข้าพเจ้าว่า  ได้จองตั๋วแล้วหรือยัง  เมื่อข้าพเจ้าตอบว่ายัง  เธอจึงพูดว่า "ไปจองตั๋วซะ  ตอนนี้ดิฉันทราบค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า  เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงส่งดิฉันมาที่นี่  พระองค์ทรงมอบหมายให้ดิฉันทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จ  และงานนั้นก็คือส่งคุณไปยุโรป  ไปจองตั๋วเดี๋ยวนี้เลยอย่าลังเลอีก!"  วันนั้นเป็นวันศุกร์พอดี

จากการอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน   ข้าพเจ้าจึงรู้ตารางเวลา เส้นทาง และค่าโดยสารสำหรับเรือทุกลำที่ออกเดินทางจากฮ่องกงไปยุโรป  ข้าพเจ้ายังรู้ว่าค่าโดยสารไปยุโรปที่ถูกที่สุด คือ เรือเที่ยวพิเศษที่จะออกเดินทางในวันอังคารหน้านี่เอง    หลังจากที่สตรีอเมริกันคนนั้นได้เมตตามอบเช็คใบหนึ่งตรงกับค่าตั๋วเรือพอดี  ข้าพเจ้าจึงตรงไปที่ตัวแทนจำนวนตั๋วโดยสารทางเรือเพื่อจองตั๋วในเที่ยวนั้น   แต่เมื่อผมไปถึงที่นั่นเขาแจ้งว่า  ตอนนี้ขึ้นค่าโดยสารแล้ว 20 % เนื่องจากเกิดการรบกันที่คลองสุเอซ (ปี 1956) ช่องแคบนี้จึงถูกปิดเนื่องจากการสงคราม และไม่มีใครรู้ว่าเรือจะผ่านได้หรือไม่ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เมื่อเรือเดินทางไปถึงบริเวณนั้น     ถ้ายังผ่านไม่ได้  เรือก็จะต้องแล่นลงทางใต้อ้อมแหลมอาฟริกาใต้และแหลมกู๊ดโฮปซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีก   ข้าพเจ้าจึงถามตัวแทนขายตั๋วว่าแล้วจำนวนที่เพิ่มขึ้น 20 % นี้จะได้คืนหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าเมื่อเรือไปถึงบริเวณนั้นแล้วสามารถข้ามคลองสุเอซได้   เขาบอกว่าไม่แน่ใจนัก แต่ไม่น่าจะได้คืน  เนื่องจากจำนวนการประกันภัยสำหรับเรือที่แล่นผ่านคลองสุเอซหลังจากสงครามในทันทีทันใดนั้นจะสูงกว่าปกติ  (เนื่องจากต้องเสี่ยงอันตรายจากการชนเรือที่จมอยู่และทุ่นระเบิด)   อย่างไรก็ตาม  มีการขีดคล่อมที่ตั๋วด้วยข้อความว่า  "ในกรณีของสถานการณ์ที่สุเอซ  บริษัทเดินเรือขอสงวนสิทธิในการเก็บค่าโดยสารส่วนที่เพิ่มขึ้น 20% นี้ทั้งหมดหรือบางส่วนไว้  และจะตัดสินใจอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัทเรือแต่เพียงผู้เดียว"   วันนี้เป็นวันศุกร์  และเรือก็กำลังจะออกเดินทางวันอังคารนี้แล้ว   แล้วข้าพเจ้าจะหาเงินค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อย่างไร?

เมื่อข้าพเจ้ากลับไปที่บ้านพักลูเธอร์แลนด์   สตรีผู้นี้ก็มาถามข้าพเจ้าว่า  ซื้อตั๋วหรือยัง   เมื่อข้าพเจ้าบอกเธอเกี่ยวกับค่าตั๋วที่เพิ่มขึ้นอีก 20% เธอก็ร้องอุทาน  "สรรเสริญพระเจ้า ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น ในขณะที่คุณไปข้างนอกนั้น  ดิฉันได้รับโทรเลขจากสามีของดิฉันแจ้งว่า  เขาเพิ่งจะส่งเงินมาให้ดิฉันเพิ่มอีก  เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเตือนเขาให้ส่งเงินจำนวนนี้เพิ่มมาให้คุณ   เขารู้สึกว่าคุณจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ   จงกลับไปอีกครั้งนะ  ไปซื้อตั๋วเดินทางมา !"   สรรเสริญพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์ผู้ซึ่งรู้ว่าจะดำเนินกับพระองค์อย่างไร ข้าพเจ้าเดินทางไกลจากประเทศจีน  และพระเจ้าก็ส่งบางคนเดินทางไกลจากสหรัฐอเมริกามาพบกับข้าพเจ้าที่ฮ่องกง  เพื่อส่งข้าพเจ้าไปยุโรป คุณสามารถเข้าใจเรื่องอย่างนี้หรือไม่ คุณคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องบังเอิญหรือ พระเจ้าทรงเป็นจริงและอัศจรรย์ยิ่ง   เวลาของพระองค์เหมาะเจาะไม่มีผิดพลาด   ข้าพเจ้าออกจากฮ่องกงในวันอังคาร  และสตรีผู้นั้นกลับไปสหรัฐอเมริกาในวันพุธ

การเดินทางไปยุโรปของข้าพเจ้า
เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกสินค้าซึ่ง บรรทุกผู้โดยสารไปแค่สิบสองคนเท่านั้น  ข้าพเจ้าต้องนอนร่วมห้องกับบุคคลหนึ่งจากฮ่องกง  กำลังจะเดินทางไปสิงคโปร์   เมื่อเรือไปใกล้ถึงจุดหมายปลายทางของเขามากขึ้น  มากขึ้น  และเมื่อสิงคโปร์ปรากฎขึ้นที่เส้นขอบฟ้า  สามารถเห็นเมืองใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น โดยลำดับ   เขาก็คุกเข่าลงพร้อมกับข้าพเจ้า มอบถวายชีวิตของเขาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเวลานั้นเอง !

สำหรับการเดินทางไปยุโรปในช่วงที่เหลือ  ข้าพเจ้าได้ครอบครองห้องคนเดียวทั้งห้อง  ดังนั้นข้าพเจ้าสามารถพักผ่อนตามความขี้เกียจของข้าพเจ้า และพักฟื้นจากความอ่อนแอทางร่างกายของข้าพเจ้า     บนเรือบรรทุกสินค้านี้ทุกคนได้เดินทางแบบชั้นหนึ่ง   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฟื้นฟูสุขภาพของข้าพเจ้าด้วยอาหารบำรุงกำลังอย่างดีที่ข้าพเจ้าได้รับประทานบนเรือโดยตลอด และด้วยการพักผ่อนอย่างสงบอย่างที่ข้าพเจ้าชอบ 

เนื่องจากคนงานพม่านัดหยุดงานทำให้เรือต้องจอดที่นั่นหนึ่งเดือน  เพื่อรอคอยสินค้าซึ่งจะส่งไปยุโรป   ส่งผลให้ข้าพเจ้าต้องใช้เวลาถึงสองเดือนเต็มบนเรือด้วยค่าเดินทางในราคาปกติ   สุขภาพของข้าพเจ้าจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นแล้วในเวลาที่มาถึงยุโรป   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ถึงความต้องการของเราอย่างแท้จริง

ระหว่างการเดินทาง  ผู้โดยสารก็มีการถกเถียงกันเอง ว่าบริษัทเรือจะคืนเงินค่าโดยสาร  20% ที่เพิ่มขึ้นนั้นหรือไม่   พวกเขาถามความเห็นของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ข้าพเจ้าแน่ใจว่าจะได้รับคืนแน่นอน   พวกเขาก็งุนงงกับคำตอบของข้าพเจ้าและถามข้าพเจ้าว่ารู้ได้อย่างไร   ข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายกับพวกเขาได้  แต่ข้าพเจ้าก็ทราบจากพระเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะได้รับคืนเต็มทั้ง 20%

 เมื่อเรามาถึงในยุโรป  เราก็ออกจากเรือและเดินตรงไปยังสำนักงานของบริษัทเดินเรือ   ผู้แทนก็มอบเช็คคืนให้ข้าพเจ้าเป็นจำนวนเงิน 20%นั้น  คนต่อไปก็คาดว่าจะได้เช็คนั้นด้วยเช่นกัน  แต่ผู้แทนบริษัทเรือกลับปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินใดๆ แก่เขา  เพราะตามที่ระบุไว้ในสัญญา  การคืนเงินเต็มจำนวนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของบริษัทเรือ   เพื่อนผู้โดยสารของข้าพเจ้าอีกสิบคนใช้เวลาตลอดทั้งวันที่สำนักงานนั้น  เพื่อพยายามขอเงินอีก  20% คืนแต่ก็ไร้ประโยชน์

 ข้าพเจ้าเห็นบางสิ่งที่น่าประหลาดอย่างมากเกี่ยวกับการได้รับเงินคืน 20% นี้  ข้าพเจ้าจ่ายค่าตั๋วในฮ่องกงเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ  และได้รับเงินคืนที่ยูโกสลาเวีย     แต่เงินที่ได้รับคืนนี้ไม่ใช่ทั้ง ดอลล่าร์ฮ่องกงหรือดอลล่าร์อเมริกา  และไม่ใช่เงินดีนาร์ของยูโกสลาเวีย  แต่กลับเป็นเงินปอนด์ของอังกฤษ ทั้งหมดนี้เป็นแผนการที่พระเจ้าทรงวางไว้แล้ว  ซึ่งข้าพเจ้าก็จะได้ประจักษ์ในภายหลัง

เมื่อข้าพเจ้ามาถึงยุโรป
หลังจากมาถึงในยุโรปแล้ว  ข้าพเจ้าก็ไปเยี่ยมแม่ของข้าพเจ้าที่สวิสเซอร์แลนด์ทันที   เธอเพิ่งพ้นจากการผ่าตัดที่อันตรายครั้งใหญ่   ข้าพเจ้าก็รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อดูว่าข้าพเจ้าควรทำอะไรในยุโรป  วันหนึ่งข้าพเจ้าไปที่ซูริคเพื่อเยี่ยมผู้จัดการใหญ่ของธนาคารแห่งสวิสเซอร์แลนด์  สุภาพบุรุษผู้ซึ่งคุณจะเห็นลายเซ็นของเขาบนธนบัตรของสวิสเซอร์แลนด์ทุกใบ  (มีบางคนที่ฮ่องกงมอบชื่อและที่อยู่ของเขาให้ข้าพเจ้า)   ข้าพเจ้าพบว่าเขาเป็นคริสเตียนที่ดีมากคนหนึ่ง  ทุกคนในครอบครัวของเขาเป็นคนที่ดีและถ่อมอย่างมาก

เมื่อข้าพเจ้าขึ้นรถไฟเพื่อออกจากเมืองซูริค  ภรรยาของเขาส่งนิตยสารฉบับหนึ่งให้ข้าพเจ้า เพื่อจะได้มีอะไรอ่านแก้เหงาบนรถไฟ   ข้าพเจ้าก็รับนิตยสารนั้นมาและกล่าวขอบคุณเธอ  ที่ปกหลังของนิตยสารนั้นเป็นโฆษณาของวิทยาลัยพระคริสตธรรม  ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับตนเองว่า  บางทีข้าพเจ้าน่าจะสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมนี้

ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้ข้าพเจ้าทำอะไร  ครั้งแรกข้าพเจ้าอยากศึกษาวิศวกรรมศาสตร์  แต่ยิ่งข้าพเจ้านึกถึงเรื่องนี้เมื่อไร  ข้าพเจ้าก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าจะศึกษาในวิทยาลัยพระคริสตธรรมก่อนที่จะพิจารณาสิ่งอื่นๆ    ข้าพเจ้าจึงตัดโฆษณานั้นไว้  และส่งใบสมัครไปยังวิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งนี้ในสก๊อตแลนด์  ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเรื่องเงินคืนจากบริษัทเรือจนกระทั่งทางวิทยาลัยได้ตอบรับข้าพเจ้า  จึงทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าเพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงได้รับเช็คคืนเป็นเงินปอนด์อังกฤษ พระเจ้าทรงมองเห็นล่วงหน้าแล้วว่าข้าพเจ้าจะได้ไปเรียนที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมในสหราชอาณาจักร  เมื่อข้าพเจ้าจ่ายค่าเรียนให้กับทางวิทยาลัยด้วยเช็คใบนี้  จำนวนเงินบนเช็คเพียงพอสำหรับค่าเรียนในเทอมแรกพอดี   พระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งล่วงหน้าไว้แล้วนั่นเอง

พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทั้งมวล
พระเจ้ายังคงกระทำกิจในชีวิตของข้าพเจ้าด้วยวิธีที่ประหลาด   เมื่อข้าพเจ้ามาถึงในอังกฤษ  ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเลย   เนื่องจากข้าพเจ้ายังไม่ได้รับอนุญาติให้ทำงาน  ข้าพเจ้าจึงต้องแสวงหาพระเจ้าเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับข้าพเจ้าทุกเทอมที่ศึกษาอยู่  พระเจ้าทรงทดสอบความเชื่อของเราครั้งแล้วครั้งเล่า   จนกระทั่งถึงเทอมสุดท้ายในวิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งนี้  ข้าพเจ้าไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเรียน  ข้าพเจ้านับเงินในกระเป๋า  และตระหนักว่าข้าพเจ้าจะต้องเป็นหนี้คนอื่นแน่ ถ้าข้าพเจ้าอยู่ต่ออีกสองหรือสามวันเท่านั้น   ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีพระคัมภีร์กล่าวว่า  เราจะต้องไม่เป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรัก (โรม 13:8)    ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นหนี้อะไรใคร  ซึ่งรวมทั้งวิทยาลัยพระคริสตธรรมนี้ด้วย

ข้าพเจ้าบอกกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนว่า  ข้าพเจ้ากำลังจะออกไปจากวิทยาลัยเพราะข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่าเรียนได้  เขาจึงเอาแขนมาโอบรอบบ่าของข้าพเจ้าและพูดว่า  "อีริค  เราไม่คิดว่าคุณเป็นหนี้เรา -อย่างน้อยที่สุดจนกว่าวันสุดท้ายของเทอมนี้"

แล้วข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า  "คุณวิลเลี่ยมสัน  ถ้าพระเจ้าไม่ทรงจัดเตรียมเพื่อข้าพเจ้าในตอนเริ่มต้นของเทอม  แล้วข้าพเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า พระองค์จะทรงจัดเตรียมสำหรับข้าพเจ้าในตอนสิ้นสุดเทอมเล่าแล้วข้าพเจ้าก็จะกลายเป็นหนี้  และนั่นจะเป็นการขัดต่อหลักการของพระคัมภีร์ เขาก็ขอร้องให้ข้าพเจ้าอยู่ต่อ  แต่ข้าพเจ้าบอกเขาว่าข้าพเจ้าจำเป็นต้องไปแล้ว   วุฒิการศึกษาคงไม่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าแล้ว

ข้าพเจ้าจึงกลับไปที่ห้องซึ่งอยู่ชั้นบน  และขอบคุณพระเจ้าสำหรับการให้โอกาสข้าพเจ้าได้ศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้  ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะให้ข้าพเจ้าไปจากที่นี่  ข้าพเจ้าก็ยินดีรับน้ำพระทัยของพระองค์  ข้าพเจ้าก็เปิดสมุดโน้ตของข้าพเจ้าเพื่อเขียนจดหมายลา  แล้วอะไรล่ะที่ข้าพเจ้าได้เห็นข้างในสมุดนั้น ห่อเงินธนบัตรหนึ่งปอนด์ใหม่ๆ ปึกหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าคงฝันกลางวันแล้ว    ข้าพเจ้านับธนบัตรเหล่านั้น  และแน่ใจว่าพอสำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับเทอมสุดท้ายนั้นพอดี!   ข้าพเจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ในสิ่งใดเหมือนอย่างนี้มาก่อนเลย

ข้าพเจ้าจึงกลับลงไปชั้นล่างเพื่อพบกับคุณวิลเลี่ยมสัน  ผู้ซึ่งคาดว่าคงจะได้รับการสัมผัสมือเพื่อกล่าวอำลาของข้าพเจ้าในตอนนั้น   คุณคงนึกไม่ออกถึงความประหลาดใจของเขาเมื่อข้าพเจ้ายื่นธนบัติให้เขาแทน   หลังจากที่ข้าพเจ้าอธิบายทุกสิ่งกับเขาแล้ว  เขาบอกกับข้าพเจ้าว่า  "อีริค ในวิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งนี้   เราได้เห็นสิ่งอัศจรรย์บางอย่างผ่านชีวิตของคุณอย่างแท้จริง"

เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้
ข้าพเจ้าได้ข้ามผ่านไปหลายปีนับตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษา  และมีเรื่องราวมากมายหลายสิ่งหลายอย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำในช่วงเหล่านั้น    ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้   ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  ทรงนำประชากรที่ดำเนินกับพระองค์อย่างไรบ้าง

ก่อนที่จะไปถึงตัวอย่างซึ่งจะเล่านั้น  บางทีข้าพเจ้าอยากจะกล่าวถึงอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เช่นกัน (ในปี 1985)  วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าขับรถเข้าไปในเมือง  ข้าพเจ้าหยุดรถตรงสี่แยกใกล้กับบ้านของข้าพเจ้าในแคนาดา   ในแคนาดามีกฎอยู่ว่า  เมื่อไรก็ตามที่รถมาถึงป้ายสัญลักษณ์ให้หยุด (หยุดทั้ง 4 ด้าน รถคันนั้นจะต้องหยุดสนิท   ใครก็ตามที่หยุดรถก่อนจะมีสิทธิ์ข้ามทางแยกไปก่อน  หลังจากข้าพเจ้ามาถึงจุดที่หยุดสนิทแล้ว  ข้าพเจ้าก็เกือบจะเร่งเครื่องข้ามไป  แต่มีเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าชัดเจนมากว่า "อย่างไป!" ดังนั้นข้าพเจ้าจึงหยุดทันที   แน่นอนทีเดียวรถประจำทางคันหนึ่งพุ่งข้ามทางแยกไปอย่างรวดเร็ว  ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎอย่างเห็นได้ชัด  คนขับไม่เพียงแต่ไม่สนใจป้ายสัญลักษณ์ให้หยุดเท่านั้น  แต่เขายังไม่ยอมหยุดที่ป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ก่อนป้ายสัญลักษณ์ให้หยุดเพียงนิดเดียว   ถ้าข้าพเจ้าเร่งรถขึ้นไป  รถประจำทางคันนั้นก็จะชนกับรถของข้าพเจ้าพอดี   นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้

ตอนนี้ข้าพเจ้าจะเล่าถึงตัวอย่างสุดท้าย  ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้  พี่น้องหลายคนในคริสตจักรของเราต้องอยู่ในสถานการณ์ที่บิดามารดาทั้งเสียชีวิต หรืออยู่ในโรงพยาบาลในสภาพที่วิกฤตด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง   หนึ่งในจำนวนพี่น้องเหล่านั้น คือ พี่สาวคนหนึ่งที่รับใช้เต็มเวลาซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเราในคริสตจักรโตรอนโต้   บิดาของเธอเป็นโรคเบาหวานซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนกับไตด้วย  ทำให้เขาต้องพบความลำบากในการปัสสาวะบ่อยๆ   วันหนึ่งพี่สาวคนนี้ก็บอกข้าพเจ้าว่าเธอได้รับข่าวด่วนทางโทรศัพท์  เธอกล่าวว่า "ดิฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์ทางไกล  แจ้งว่า  สภาพของบิดาดิฉันแย่มาก  ไม่มีใครทราบแม้แต่คุณหมอก็ไม่ทราบว่าสถานการณ์เช่นนี้จะถึงแก่ชีวิตหรือไม่  ดิฉันควรจะกลับบ้านไหม?"  ข้าพเจ้าบอกเธอให้มองดูที่พระเจ้าด้วยตนเอง   หลังจากรอคอยต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้าก็ได้รับคำชี้แนะจากองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า  บิดาของเธอจะเสียชีวิตในเร็วๆ นี้  ข้าพเจ้าจึงบอกเธอว่า  "จงกลับไปมาเลเซียเร็วที่สุดเท่าที่เป็นได้  เพื่อคุณจะสามารถเป็นพยานกับบิดาก่อนที่ท่านจะจากไปเธอก็รับคำเตือนนั้นในทันที  และรีบจองตั๋วเที่ยวบินแรกสุดเท่าที่เป็นได้เพื่อกลับมาเลเซีย   เมื่อเธอมาถึง  ดูเหมือนบิดาของเธอกลับมีสภาพทางร่างกายดีขึ้น  เธอเองก็มีโอกาสเป็นพยานกับบิดาเป็นเวลาสองหรือสามวันนั้น  เนื่องจากเธอมาดูแลพยาบาลบิดาด้วยตนเอง  เธอจึงรู้ปัญหาบางอย่างในการรักษาบิดาของเธอ   เมื่อเธอเห็นว่าสภาพร่างกายของบิดาค่อนข้างดี  เธอจึงปลีกตัวออกไปเยี่ยมพี่น้องที่มาจาก   มอลทรีออล  (Montreal)    ซึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านที่          กัวลาลัมเปอร์  แต่ในขณะที่เธอออกไปข้างนอกนั้น  บิดาของเธอก็เสียชีวิตไป   การที่บิดาของเธอเสียชีวิตในทันทีทันใด  ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก  แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงเตือนข้าพเจ้าให้ทราบแล้วว่า  บิดาของเธอจะอยู่อีกไม่นาน  นั่นคือเหตุที่ข้าพเจ้าบอกให้เธอรีบกลับไปทันที

เหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ไม่นานนัก   พี่น้องท่านหนึ่งในแคนาดาได้รับโทรศัพท์ด่วนจากฮ่องกงแจ้งว่า  บิดาของเขากำลังจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ   พี่น้องท่านนี้จึงโทรศัพท์มาหาข้าพเจ้าถามว่าเขาควรทำอย่างไร   องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงประทานข้อความแก่ข้าพเจ้าในทันทีนั้นว่า  บิดาของเขาจะไม่เสียชีวิต  ข้าพเจ้าจึงบอกข้อความจากองค์พระผู้เป็นเจ้าต่อพี่น้องท่านนี้   แต่เขาก็อธิบายต่อไปว่า แพทย์ลงความเห็นว่าสภาพของบิดาในขณะนี้วิกฤตมาก   แต่ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า  "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า บิดาของคุณจะไม่เสียชีวิต !"   แล้วก็เป็นจริงดังพระดำรัสของพระองค์  บิดาของเขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้   [หมายเหตุจากบรรณาธิการ : คำพยานนี้ให้มาในปี 1985  บิดาของเขายังคงมีชีวิตอยู่ในฮ่องกงในขณะที่ตีพิมพ์คำพยานนี้ที่โอเอซีส  มีนาคม 1992]

เมื่อคุณดำเนินกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  พระองค์จะทรงเปิดเผยความลับของพระองค์กับคุณ  (อ้างอิงตัวอย่างใน อาโมส 3:7, ดาเนียล 2:19, 22, 28, 30)  ในสองกรณีนี้  ข้อความที่ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้านี้เปิดให้ตรวจสอบได้  ผลที่ออกมาก็จะพิสูจน์ได้ทันทีว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จหรือไม่   ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้วิธีทำนายแบบกำกวมน่าสงสัย  เหมือนกับผู้ทำนายอนาคตจำนวนมาก  ที่ทำให้ดูสมจริงโดยไม่คำนึงถึงผลที่ออกมา   แต่ตรงกันข้าม พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสกับข้าพเจ้าและผ่านทางข้าพเจ้าช่างชัดเจนและไม่กำกวมเลย  เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถสัมผัสและพิสูจน์ได้

สรุป
ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์   ข้าพเจ้าได้แบ่งปันแค่เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของการกระทำอันอัศจรรย์ของพระองค์เท่านั้น   แต่กระนั้นตัวอย่างสองสามเรื่องเหล่านี้ก็ยากที่จะอธิบายด้วยคำอธิบายใดๆ ของมนุษย์ได้   ข้าพเจ้ายังสามารถเล่าถึงตัวอย่างอื่นๆ ได้อีกมากมาย  แต่เวลาของเราเกือบหมดแล้ว

ตอนนี้พวกคุณคงเห็นแล้วว่า  การมาเป็นคริสเตียนของข้าพเจ้าไม่สามารถแยกจากการรับใช้พระเจ้าของข้าพเจ้าได้  ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก  นอกจากรับใช้พระองค์  เนื่องจากคำสัญญาที่ข้าพเจ้าได้ให้กับพระองค์ไว้แล้ว   ข้าพเจ้าสารภาพอย่างสัตย์ซื่อว่า  มีหลายครั้งที่ข้าพเจ้าพยายามวิ่งหนีจากพระเจ้า  แต่พระองค์ก็จะทรงเตือนความจำข้าพเจ้าถึงคำสัญญาที่ข้าพเจ้าให้ไว้กับพระองค์เสมอ   หลายปีที่ผ่านไปนี้  พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าให้ดำเนินในเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อข้าพเจ้าจะสามารถทำงานรับใช้โดยพระคุณของพระองค์ได้

พวกคุณบางคนอาจมีคำถามว่า  "เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงเป็นจริงกับคุณเหลือเกินทำไมเราจึงไม่มีประสบการณ์อย่างเดียวกันนี้บ้าง?"  เคล็ดลับไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ คือ : ถ้าคุณมอบถวายชีวิตแด่พระองค์อย่างสิ้นเชิง  และถ้าคุณเต็มใจแบกกางเขนของคุณ  และตามพระองค์ไป  คุณก็จะมีประสบการณ์ในสิ่งที่น่าทึ่งจากพระเจ้าดังเช่นที่ข้าพเจ้ามี

[Get it!]


Difficult in reading?
Change the font size here:

Standard
Large
Largest


Strength & Weakness Series:

- Lamb or Wolf?
ลูกแกะหรือหมาป่า

- Salvation and Weakness
ความรอดกับความอ่อนแอ

- To Live is Christ
มีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์

- The Invincible Christian Life
ชีวิตคริสเตียนที่มีชัยชนะ

 

Spiritual Direction Series:

- Having God as Friend
มีพระเจ้าดั่งสหาย

 

Testimonies:

- How I Have Come to Know God 1
ลูกแกะหรือหมาป่า

- How I Have Come to Know God 2
มาพบกับพระเจ้า


 

 Copyright 1998-2007. All Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution.