|
ChristianDisciplesChurch A Christian Evangelism and Discipling Ministry |
|||||||
|
|||||||
|
บทที่ 4 - วันเวลาในลอนดอน
การประกาศพระสง่าราศีของพระองค์
การเป็นคริสเตียนคือการรู้จักกับพระคริสต์
พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เราไม่ได้เป็นผู้เลือกที่จะสร้างประสบการณ์อันอัศจรรย์ดังนิยายหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ท่านอัครทูตเปาโล เขาเองก็ยังไม่ได้เป็นอัครทูต และผู้คนยังเรียกเขาในชื่อ เซาโล แต่บนถนนที่ไปยังดามัสกัส ก็มีแสงสว่างจ้าจากสวรรค์มาทำให้เขาตกจากหลังม้าและทำให้เขาตาบอดไปหลายวัน ช่างเป็นเรื่องที่เหมือนนิยายจริงๆ และคุณก็บอกว่า "ข้าพเจ้าเองไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้" เรื่องนี้ไม่สำคัญ ประสบการณ์กับพระเจ้าไม่ได้ด้อยความจริงลงเพียงเพราะว่าคุณไม่ได้ตกจากหลังม้า หรือเพราะคุณไม่ได้ตาบอดไปหลายวัน
จงเตรียมพร้อมในการอดทนกับความทุกข์ที่ไม่ธรรมดา เมื่อข้าพเจ้าแบ่งปันเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดเกินไปในเรื่องของการทนทุกข์ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเกิดขึ้นโดยพระเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าอยากพูดว่า ข้าพเจ้าได้รับแบ่งปันอย่างยุติธรรมแล้ว ทุกครั้งเมื่อปัญหาเข้ามาจู่โจมและความทุกข์เกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็ทบทวนว่านี่เป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าให้มาทำ และส่วนใหญ่ในการทรงเรียกของพระองค์ คือ การยืนยันอย่างมั่นคงต่อข้าพเจ้า ถึงความสัมพันธ์ของพระองค์ที่ทรงมีต่อข้าพเจ้า ตลอดการดำเนินชีวิตโดยผ่านทางประสบการณ์เหล่านี้ การประกาศ
- "จงบอกเล่าถึงพระราชกิจของพระองค์
ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย" - "บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง" สดุดี 66:16 - "เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์" สดุดี 73:28 ข้อความอย่างนี้ปรากฏขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า ตลอดพระธรรมสดุดี คือ การบอกเล่าถึงงานของพระองค์ การประกาศพระสง่าราศีของพระองค์ต่อชนชาติต่างๆ ต่อประชาชน และนี่เป็นพื้นฐานของสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังกระทำอยู่ในตอนนี้ ข้าพเจ้าจะประกาศถึงการกระทำที่เต็มด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระราชกิจอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าจะประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ คนจำนวนมากกล่าวกับข้าพเจ้าว่า "ไม่ยุติธรรมเลยที่พระเจ้าทรงประทานประสบการณ์ที่เหมือนดังนิยายกับท่าน และไม่ทรงประทานกับข้าพเจ้าบ้างเลย" นี่แน่ะ ข้าพเจ้าหวังว่าคุณจะไตร่ตรองสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดในใจของคุณ คุณเองสามารถได้รับประสบการณ์อย่างเดียวกันนี้ หรือแม้แต่ยิ่งใหญ่กว่านี้ด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องเตรียมพร้อมที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์ ถ้าไม่เช่นนั้นจงอย่าคิดถึงเรื่องนี้ นั่นย่อมหมายความถึง คำกล่าวที่ว่า การทรงสำแดงทุกอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้า (เป็นเรื่องพื้นฐาน ที่ทุกคนซึ่งมีประสบการณ์เหล่านี้จะต้องพบ) จะนำมาพร้อมกับป้ายราคาหนึ่งที่ต้องจ่ายแน่นอน และถ้าคุณไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ จงอย่าแสวงหาประสบการณ์เหล่านี้ สำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในสิทธิพิเศษของการได้รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า และรู้จักพระองค์มากขึ้น มากขึ้น ในการทนทุกข์ที่มาพร้อมกับสิทธิพิเศษนี้ ข้าพเจ้าอยากจะพูดเหมือนกับท่านอัครทูตเปาโลว่า "ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนกับพระองค์" (ฟีลิปปี 3:10) นั่นคือวิธีที่ท่านเปาโลรู้จักกับพระองค์ แล้วพวกคุณล่ะอยากจะรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าจริง ๆ สักเท่าใด? หลายปีในลอนดอน
ความจำเป็นในชีวิตกลายเป็นโอกาสที่เราจะมีประสบการณ์กับพระเจ้า ถ้าคุณไม่เคยมีปัญหาทางร่างกาย คุณก็ไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้าด้วย ข้าพเจ้าต้องพึ่งพระเจ้าในด้านร่างกายทุกวัน บัดนี้ข้าพเจ้ามาถึงขั้นที่ข้าพเจ้าไม่สามารถดำเนินผ่านไปได้แม้แต่วันเดียวโดยปราศจากการประทานกำลังจากพระองค์ ข้าพเจ้าเคยสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนกับทุกคนที่นี่ และบางทีอาจจะแข็งแรงกว่าด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าทั้งแข็งแรงและเข้มแข็งทางร่างกาย ปัจจุบัน ข้าพเจ้ามีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหลัง ข้าพเจ้ายืนแค่เพียง 10 หรือ 15 นาทีก็ทำให้ข้าพเจ้าปวดหลังอย่างแรง ดังนั้นคุณจะทำอย่างไร? คุณจึงต้องเรียนรู้จักการพึ่งพระเจ้า ความจำเป็นหรือความขาดแคลนของข้าพเจ้าจึงกลายเป็นโอกาสของพระองค์ อันดรูว์ แม็คบีท
คนของพระเจ้า อาจารย์ใหญ่ของสถาบันแห่งนี้ก็คือ ศาสนาจารย์อันดรูว์ แม๊คบีท บุรุษผู้เปี่ยมด้วยความรอบรู้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ท่านเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเจ้า ขณะที่มองย้อนไปในชีวิตของตนเอง ข้าพเจ้าพยายามนับว่าได้พบกับผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีจำนวนสักเท่าใด คือ บุคคลที่โดดเด่นสะดุดใจข้าพเจ้าว่าเป็นคนของพระเจ้า "คนของพระเจ้า" ไม่ใช่ชื่อที่ขนานนามให้ใครก็ได้เปล่าๆ มีน้อยคนมากที่เหมาะสมสำหรับชื่อนี้จริงๆ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่มีชื่อใดในพระคัมภีร์ที่สูงไปกว่าคำว่า "คนของพระเจ้า" รอบๆ ตัวเรามีคนแบบนี้น้อยมาก ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า บางทีข้าพเจ้าอาจนับคนที่สมควรเรียกชื่ออย่างนี้ได้น้อยกว่านิ้วมือข้าพเจ้าเสียอีก ข้าพเจ้าจะนับว่า ศาสนาจารย์อันดรูว์ แม็คบีท เป็นคนของพระเจ้าได้คนหนึ่ง เมื่อคุณได้พบกับบุคคลนี้และมีโอกาสได้รู้จักกับท่านสักหน่อย คุณก็จะรู้ว่า คุณได้พบกับคนของพระเจ้าแล้ว ก่อนอื่นใด ความถ่อมใจที่โดดเด่นของท่านก็ประทับใจข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามาถึงสถาบันล่าช้าไปหนึ่งเดือนเพราะข้าพเจ้าไม่สามารถขอวีซ่าได้ ข้าพเจ้ามีปัญหากับวีซ่าทุกชนิด และในที่สุดข้าพเจ้าได้ไปที่กลาสโกว์หนึ่งเดือนหลังจากที่สถาบันพระคริสตธรรมเริ่มเปิดเรียนไปแล้ว และท่านอาจารย์อันดรูว์ แม็คบีท มาต้อนรับข้าพเจ้าด้วยตนเอง เพราะเหตุใดอาจารย์ใหญ่จึงต้องมาต้อนรับนักศึกษาใหม่เอง? ยิ่งกว่านั้นท่านน่าจะส่งผู้อื่นมาต้อนรับข้าพเจ้าแทน เพราะยังมีนักศึกษาอื่นๆ อยู่รอบตัวท่านอีกมากมาย แต่ท่านกลับมาต้อนรับข้าพเจ้าโดยส่วนตัว ไม่เพียงแค่นั้นท่านยังพาข้าพเจ้าไปยังที่พักของท่านด้วย ซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกับสถาบันพระคริสตธรรมนั่นเอง ท่านพาข้าพเจ้าไปยังอพาร์ตเม้นท์ของท่านเองและยังแนะนำข้าพเจ้ากับครอบครัว ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่ต้องมาลำบากแนะนำนักศึกษากับครอบครัวของตน ท่านแนะนำข้าพเจ้ากับภรรยาผู้ซึ่งกำลังป่วยอยู่ในเวลานั้น ดังนั้นเธอจึงต้อนรับข้าพเจ้าโดยนั่งอยู่บนเตียงนอนนั่นเอง พวกคุณส่วนใหญ่ที่แต่งงานแล้วจะเข้าใจว่า เมื่อภรรยาป่วยอยู่บนเตียงและไม่ได้หวีผมแต่งตัว เธอก็คงไม่อยากต้อนรับแขก แต่กรณีนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอ อาจารย์อันดรูว์ แม็คบีท แนะนำข้าพเจ้ากับภรรยาของท่านและเธอก็ต้อนรับข้าพเจ้าด้วยความยินดีเช่นกัน นั่นคือครั้งแรกที่ข้าพเจ้าสัมผัสถึงความกรุณาและความถ่อมใจของท่าน วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินลงไปยังทางเดินระหว่างตึก ทันใดนั้น อาจารย์แม็คบีท ก็ ปรากฏตัวขึ้น ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า "มานี่สิ" ข้าพเจ้าสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ ท่านเรียกข้าพเจ้าเข้าไปด้านข้างและส่งซองจดหมายซองหนึ่งมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองดูซองนั้นและถามว่า "นี่อะไรครับ?" ท่านบอกกับข้าพเจ้าว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับฉัน และฉันก็อยากจะมอบสิบลดนี้ให้คุณ" ข้าพเจ้าได้รับการสัมผัสอย่างลึกซึ้ง มีนักเรียนมากมายในสถาบันแห่งนี้ แต่อาจารย์ใหญ่กลับเป็นผู้มามอบซองนี้เจาะจงให้ข้าพเจ้าด้วยตนเอง และไม่ใช่ของขวัญธรรมดาแต่เป็นสิบลดของท่านเอง ข้าพเจ้าจึงพูดไม่ออก ข้าพเจ้าอึ้งไปด้วยความงงและค่อยๆ เดินจากไปด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้ง เรื่องที่เล่าเพียงแค่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลนี้ ตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นแค่นักเรียนปีแรกเท่านั้นเอง คุณสามารถเห็นวิถีการดำเนินชีวิตของท่านทั้งหมดว่ามีศูนย์กลางที่พระคริสต์เท่านั้น ช่างเป็นชีวิตที่งดงาม สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากสถาบันพระคริสตธรรมนี้ไม่ใช่แค่ความรู้มากมาย แต่เหนือกว่าสิ่งทั้งมวล คือ ความประทับใจที่ได้เห็นว่า คนของพระเจ้า เป็นอย่างไรบ้าง จึงไม่มีสิ่งใดมีค่าไปกว่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่แค่เพียงได้พบกับบุคคลนี้เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนามิตรภาพกับท่านด้วย หลายปีหลังจากนั้น เมื่อท่านค่อนข้างชราแล้ว ข้าพเจ้าเคยโทรไปหาท่านจากลิเวอร์พูล ที่ซึ่งข้าพเจ้ากำลังทำหน้าที่เป็นศิษยาภิบาลอยู่นั้น ข้าพเจ้าถามท่านว่า ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับการวางมือ ตามที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาในพระคัมภีร์ ข้าพเจ้าปฏิเสธการแต่งตั้งอย่างแน่วแน่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการรับการแต่งตั้งใดๆ เพราะข้าพเจ้าไม่ชอบให้คนอื่นเรียกข้าพเจ้าว่า "ศาสนาจารย์อย่างนั้นอย่างนี้" หรือ "ศิษยาภิบาลอย่างนั้นอย่างนี้" ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะมีคำนำหน้าชื่อแต่อย่างใด ความจริงแล้วข้าพเจ้าอยากรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากเงินเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำตลอดเวลาในลิเวอร์พูล ข้าพเจ้าไม่ได้รับเงินเดือนใดๆ ระหว่างห้าปีนั้น ข้าพเจ้าปฏิเสธการรับเงินเดือน ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ชีวิตดำเนินได้ง่ายนัก แต่ข้าพเจ้าต้องการแสดงให้คริสตจักรเห็นว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เทศนาพระกิตติคุณเพื่อเงิน ข้าพเจ้าไม่ต้องการรายได้ใดๆ จากการรับใช้ ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่เคยกล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ห้าปีหลังจากนั้นเมื่อข้าพเจ้าไปจากลิเวอร์พูล บางคนพบว่าตลอดเวลาห้าปีที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับเงินเดือน และพวกเขาค่อนข้างตกใจ พวกเขาถามว่า "แล้วเงินที่เราใส่ไว้ในกล่องถวายหายไปไหน?" ข้าพเจ้าตอบว่า "มันหายไปสู่พระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพียงเพราะว่าเงินนั้นไม่ได้มาถึงข้าพเจ้า ไม่ได้หมายความว่า เงินนั้นไม่ได้ไปสู่พระราชกิจของพระองค์" และพวกเขาพูดว่า "แล้วคุณอยู่มาได้อย่างไรโดยไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้?" ข้าพเจ้าตอบว่า "ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้แล้วในตอนเริ่มต้น แต่คุณยังไม่ได้เข้ามาในคริสตจักรเวลานั้น" คริสตจักรเติบโตขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีงานเต็มมือจนเป็นคริสตจักรที่ใหญ่กว่าเดิม และพวกเขาส่วนมากก็ไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน แต่ข้าพเจ้าก็อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องการวางมือ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามีการกล่าวถึงในพระคัมภีร์หลายครั้ง ดังนั้นวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ไปหาท่านอาจารย์แม็คบีท และถามท่านว่า "ท่านศาสนาจารย์แม็คบีท ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับการวางมือเพื่อแต่งตั้ง ท่านตอบว่า "โอ ใช่แล้ว เรื่องนี้สำคัญมาก" ข้าพเจ้าพูดว่า "ใช่ครับ แต่อาจารย์สามารถบอกอะไรอย่างอื่นอีกไหม?" ท่านตอบว่า "ฉันจะมาที่ลิเวอร์พูล" ข้าพเจ้าจึงพูดว่า "เอ...เรื่องนี้ต้องใช้เวลาอธิบายยาวนานอย่างนั้นเชียวหรือ อาจารย์จึงต้องมาถึงลิเวอร์พูลเพื่อบอกข้าพเจ้าในเรื่องนี้?" ขอให้สังเกตคนของพระเจ้าผู้นี้ ท่านเดินทางยาวไกลมาจากสก๊อตแลนด์เพื่อมาที่ลิเวอร์พูล ข้าพเจ้าคิดว่าท่านจะมาลิเวอร์พูล เพื่ออธิบายให้ข้าพเจ้าฟังเกี่ยวกับการวางมือนี้ ขณะนั้นเป็นช่วงก่อนอีสเตอร์เพียงไม่กี่วัน เมื่อท่านมาถึงลิเวอร์พูล ข้าพเจ้าก็พูดกับท่านว่า "ข้าพเจ้าสงสัยว่า เพราะเหตุใดอาจารย์จึงต้องเดินทางไกลมาที่ลิเวอร์พูล เพื่อบอกข้าพเจ้าเกี่ยวกับการวางมือนี้" ท่านตอบว่า "ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อบอกคุณเกี่ยวกับ การวางมือ" ข้าพเจ้าอึ้งไปทันที ข้าพเจ้าอุทานว่า "อะไรนะ?" ท่านพูดต่อว่า "เมื่อคุณรู้อะไรในพระคัมภีร์ คุณก็จะทำตามนั้นไม่ใช่หรือ คุณไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว คุณต้องกระทำเลย" สิ่งอัศจรรย์ ก็คือ ท่านลงมาหาข้าพเจ้าในระหว่างสัปดาห์ก่อนอีสเตอร์ไม่กี่วัน และอยู่จนกระทั่งอีกสามวันหลังอีสเตอร์ ในอาทิตย์ที่เป็นวันอีสเตอร์นั่นเอง ข้าพเจ้าก็ได้รับการเจิมตั้งและได้รับการวางมือจากท่าน คริสตจักรไม่ทันได้ประกาศในอาทิตย์ก่อนหน้านั้นเลย เพราะข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าข้าพเจ้าจะได้รับการเจิมตั้งในวันนั้น เรื่องนี้ก็แสดงให้คุณเห็นเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งใน คนของพระเจ้า ท่านไม่ได้แค่เพียงพูดเท่านั้น ท่านลงมือทำเลย ถ้าเรื่องนั้นตรงตามพระคัมภีร์ และแม้คุณจะไม่เข้าใจทุกอย่างในเรื่องนั้นก็ตาม ขอให้คุณลงมือทำเลย ท่านไม่เคยอธิบายกับข้าพเจ้า ท่านยังไม่เคยอธิบายสิ่งใดเกี่ยวกับการวางมือกับข้าพเจ้าเลย ท่านมาเองเลย เพื่อกระทำการวางมือบนข้าพเจ้า เมื่อมองย้อนหลังไป ข้าพเจ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิพิเศษสูงสุด ที่ข้าพเจ้าได้รับการเจิมตั้งโดยผู้รับใช้ของพระเจ้าที่พิเศษท่านนี้ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่นคนหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่ากิจการนี้เองเป็นความสำเร็จของการเป็นอัครทูตอย่างแท้จริง ที่ผ่านทางคนของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงใช้เวลาช่วงหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะข้าพเจ้าอยากจะเป็นพยานว่า รอบๆ ตัวเรานี้มีคนของพระเจ้าน้อยมาก ในพระปัญญา และพระกรุณาคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงประทานสิทธิพิเศษแก่ข้าพเจ้าที่ได้พบคนของพระเจ้าเช่นนี้อีกสองสามคน ในอดีต ข้าพเจ้าเคยแบ่งปันเกี่ยวกับคนเหล่านี้หนึ่งหรือสองคนที่ข้าพเจ้าได้พบ ไปบ้างแล้ว แต่ไม่ใช่บุคคลที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในคำพยานของวันนี้ ท่านศาสนาจารย์อันดรูว์ แม็คบีท ได้เขียนหนังสือจำนวนหนึ่ง ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปจากกลาสโกว์ ข้าพเจ้าได้ไปอำลาท่านที่ห้องทำงานในวิทยาลัย ท่านเองซึ่งมีอากัปกิริยาที่เปี่ยมด้วยเมตตาและสุภาพเสมอ ท่านก็กล่าวคำอำลาข้าพเจ้าในเวลานั้นและบอกว่า "นี่เป็นหนังสือของฉันที่เพิ่งตีพิมพ์ และฉันอยากจะมอบให้คุณไว้เล่มหนึ่ง" ดังนั้นท่านจึงเซ็นชื่อลงในหนังสือเล่มหนึ่งแล้วส่งมาให้ข้าพเจ้า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ตีความหมายในพระธรรมโยบ เนื่องจากในเวลานั้นข้าพเจ้ายังไม่เติบโตมากนัก ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถจับความหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้ได้ หลังจากนั้นไม่นานข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเหตุผลที่ท่านเขียนอรรถาธิบายหนังสือโยบ เนื่องจากท่านมีประสบการณ์ในการทนทุกข์เพื่อพระเจ้าเป็นเวลายาวนาน กระนั้นท่านก็ไม่เคยพูดเกี่ยวกับความทุกข์ของท่าน หลังจากนั้นไม่นานข้าพเจ้าก็เก็บรวบรวมรายละเอียดจากที่นั่นบ้างที่นี่บ้างว่า ท่านทนทุกข์มากเพียงใด คุณจะไม่สามารถเป็นคนของพระเจ้าได้เลย ถ้าปราศจากการทนทุกข์มากมายเช่นนี้ คำอรรถาธิบายในหนังสือโยบจึงมีคุณค่าอย่างมาก เพราะมีหนังสืออรรถาธิบายมากมายที่เขียนโดยผู้รอบรู้ที่นั่งอยู่ในเก้าอี้บุนวมอย่างดี แต่ท่านอาจารย์อันดรูว์ แม็คบีท เป็นบุคคลที่เปี่ยมทั้งความรอบรู้และประสบการณ์ ท่านมีประสบการณ์หลายอย่างกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ขณะที่ท่านไปเทศนาพระกิตติคุณในสถานที่ต่างๆ หลายแห่งในโลก
การศึกษาต่อของข้าพเจ้าในลอนดอน ตอนนี้อาจารย์ แม็คบีท กำลังบอกให้ข้าพเจ้าไปศึกษาให้สูงขึ้นอีก และข้าพเจ้าคิดในใจว่า "โอ...ไม่เอาแล้ว" แต่คุณจะต้องรับฟังด้วยการพินิจพิจารณามากขึ้นอีกนิดหนึ่ง เมื่อมีผู้รับใช้พระเจ้าพูดบางอย่างกับคุณ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ได้ครับ ข้าพเจ้าจะลงไปที่ลอนดอน และถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดทาง ข้าพเจ้าจะไปศึกษาต่อ แต่ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเปิดทางให้ ก็วิเศษเลย! ข้าพเจ้าจะไปเทศนาประกาศพระกิตติคุณ" นี่แน่ะ ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าท่านอธิษฐานเผื่อข้าพเจ้าหรือเปล่า แต่ทุกแห่งที่ข้าพเจ้าไป ประตูของที่นั่นก็เปิดสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ความจริงก็คือว่า ข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยตามวิธีปกติ ซึ่งต้องใช้เวลาสองหรือสามปี ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้สนใจศึกษาต่อมากนัก แต่อาจารย์แม็คบีทบอกว่า ข้าพเจ้าต้องศึกษาต่ออีกนิดหนึ่ง แน่นอนการศึกษาแค่บางเวลาที่นั่นบ้างที่นี่บ้างจะไปไม่ได้ไกลนัก ยิ่งกว่านั้นมหาวิทยาลัยในลอนดอน ก็ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในอังกฤษที่จะเข้าได้ง่ายนัก แต่นี่แน่ะ คงต้องเป็นคนของพระเจ้าคนนี้แน่ที่อธิษฐานเผื่อ เพราะทุกวิทยาเขตที่ข้าพเจ้าเข้าไป ข้าพเจ้าก็ได้รับการยอมรับในทันที ข้าพเจ้าคิดว่า เรื่องนี้ค่อนข้างน่าแปลก คนจำนวนมากพยายามเต็มที่และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าศึกษา ข้าพเจ้าเพียงแค่เดินเข้าไป อาจารย์ในนั้นก็พูดขึ้นทีนทีว่า "เรายินดีรับคุณเข้าเรียน" ข้าพเจ้าใคร่ครวญถึงสิ่งที่จะต้องเรียนรู้อย่างแท้จริง บางทีพวกคุณบางคนก็อาจเคยเผชิญกับคำถามนี้ก็ได้ คือ "จะเรียนอะไรดี?" ข้าพเจ้าคิดว่า "อืม...ข้าพเจ้าอยากศึกษาบางสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า" ข้าพเจ้คิดคำนึงกับตนเองว่า "โอ้องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เรียนอะไร? ข้าพระองค์กำลังรอคอยคำตอบอยู่" ข้าพเจ้านั่งคิดว่า "เพราะความปรารถนาในใจของข้าพเจ้าคือ การนำพระกิตติคุณไปที่ประเทศจีน ข้าพเจ้าน่าจะเรียนรู้จักประเทศจีนให้ลึกซึ้งกว่านี้" ข้าพเจ้าคิดต่อไปอีกว่า "แล้วอะไรเล่าที่ข้าพเจ้าสามารถเรียนได้เพื่อจะไปใช้กับประเทศจีน?" ข้าพเจ้าจะบอกคุณว่า การศึกษาในวิชาใดๆ ที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวจริงๆ เพราะวิชาที่ข้าพเจ้าเคยทำได้ดีในโรงเรียน คือ วิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ในด้านศิลป์นั้นอย่างหวังเลย ข้าพเจ้าเขียนเรียงความไม่เป็น ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร ข้าพเจ้าจึงปราศจากข้อชี้แนะว่าน่าจะทำอะไรกันแน่ เนื่องจากวิชาทางวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา สองบวกสองก็เป็นสี่ ถ้าอย่างนี้ข้าพเจ้าสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าเป็นการเขียนเรียงความละก็ ข้าพเจ้าไม่มีความคิดเลยว่าจะทำอย่างไรได้ วิชาทางด้านศิลป์ของข้าพเจ้าแย่เอามากๆ ทีเดียว ถ้าข้าพเจ้าสามารถเก็บเล็กผสมน้อยจากอดีตได้ ข้าพเจ้าก็คงดีใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าทำได้ดีในเรื่องเหตุและผล กับวิชาทางวิทยาศาสตร์ วิชาที่ข้าพเจ้าทำได้ดีเสมอ คือ คณิตศาสตร์ มันเป็นเหมือนเกมที่สนุกๆ ที่ข้าพเจ้าสามารถเล่นได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสนุกกับมัน ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนอื่นจึงกลัววิชาคณิตศาสตร์กัน แต่ข้าพเจ้ากลับกลัววิชาทางศิลป์ และบัดนี้ข้าพเจ้าตระหนักแล้วว่า ข้าพเจ้าจะไม่ไปศึกษาวิชาทางวิทยาศาสตร์ เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรในงานของพระเจ้าในเวลานั้น แน่นอนวิชาเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ข้าพเจ้าเพียงแค่กำลังพูดถึงความคิดเห็นของตนในเวลานั้น สำหรับคนอื่น วิชาเหล่านี้จะต้องมีประโยชน์แน่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนกับการเปิดประตูนั่นเอง บางทีอาจใช้เพื่อการหางานในประเทศจีนหรือที่อื่นๆ แต่สำหรับข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงการเข้าใจให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับวัฒนธรรมและภาษา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าไปศึกษาวิชาปรัชญาตะวันออก และวิชาอื่นๆ อย่างเช่นวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งนำข้าพเจ้าไปสู่วิชาทางด้านศิลป์ค่อนข้างมาก ที่นี่เอง ข้าพเจ้ากำลังทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ถนัดเลยสักอย่างเดียว ตั้งแต่เริ่มแรก ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงการศึกษาภาษากรีก ข้าพเจ้าตระหนักว่าในการรู้ภาษากรีกจะช่วยให้เข้าใจพระคัมภีร์ใหม่ได้ดีขึ้น ข้าพเจ้าจึงเดินไปยังแผนกภาษากรีกของมหาวิทยาลัย และพูดกับอาจารย์ที่นั่นว่า "ผมอยากจะศึกษาภาษากรีกครับ" และเขาก็รับข้าพเจ้าเข้าเรียน อาจารย์ที่นั่นเพียงแค่ถามข้าพเจ้าว่า "คุณไปสมัครเรียนที่อ๊อกซฟอร์ดหรือแคมบริดจ์หรือเปล่า?" ข้าพเจ้าตอบว่า "ไม่ได้สมัครครับ คริสตจักรของผมอยู่ในลอนดอน และผมไม่เคยคิดที่จะไปศึกษาในอ๊อกซฟอร์ดหรือแคมบริดจ์" แล้วเขาก็พูดกับข้าพเจ้าว่า "ถ้าคุณไปสมัครที่นั่นไว้ ฉันก็จะไม่รับคุณเข้าเรียนเลย แต่ถ้าคุณมาสมัครเฉพาะที่ลอนดอนเท่านั้น ฉันจะรับคุณเข้าเรียน" ข้าพเจ้าคิดว่า "ดีจริง รวดเร็วจัง" เขาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมดี หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ตระหนักว่า ข้าพเจ้ากำลังเข้าไปเรียนในวิชากรีกคลาสสิค และไม่ใช่กรีกในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่ก็ไม่เหมือนกัน ข้าพเจ้าไม่ได้เตรียมที่จะใช้เวลาสามปีในการศึกษากรีกคลาสสิค ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์หลังจากจบแล้ว แล้วข้าพเจ้าก็ไปยังคณะที่ศึกษาเกี่ยวกับประเทศตะวันออก ในมหาวิทยาลัยลอนดอน และก็เกิดอย่างเดียวกันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเดินเข้าไปและพูดว่า "ผมอยากจะสมัครเข้าเรียนที่นี่" อาจารย์ที่นั่นก็ถามว่า "ทำไมคุณจึงอยากจะศึกษาวิชานี้?" ข้าพเจ้าตอบว่า "เพราะข้าพเจ้าอยากจะเทศนาพระกิตติคุณ ข้าพเจ้ากำลังจะไปเป็นมิชชันนารี" ข้าพเจ้าไม่สามารถตอบอะไรได้ตรงไปตรงมามากกว่านี้แล้ว และถ้าเขาเป็นคนที่ต่อต้านศาสนา เขาก็อาจจะโยนข้าพเจ้าออกจากที่นั่นแล้ว เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อฝึกฝนมิชชันนารี คนส่วนใหญ่ที่เข้าศึกษาในวิทยาลัยนั้นกำลังฝึกฝนตนเองเพื่อจะเป็นนักการทูต พวกเขาต้องศึกษาวิชาปรัชญา ภาษาต่างประเทศ และวัฒนธรรมต่างประเทศ และพวกเขาเหล่านั้นจำนวนมากก็จะกลายเป็นนักการทูต ความจริงแล้ว ดาวิด วิลสันข้าหลวงที่ปกครองอยู่ในฮ่องกง ก็จบการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ กำลังทำวิจัยสำหรับการศึกษาเพิ่มเติมหลังจากจบแล้ว วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้ยินในข่าวประกาศแต่งตั้งว่า เขาจะได้เป็นข้าหลวงประจำเกาะฮ่องกง ข้าพเจ้าจึงเอ่ยเรื่องนี้กับเฮเลนภรรยาของข้าพเจ้า เขาเป็นข้าหลวงสองคนสุดท้ายก่อนที่จะส่งมอบเกาะฮ่องกงในปี 1997 การรับใช้ในคริสตจักรจีน "ข้าพเจ้าเพิ่งมาถึงลอนดอน ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปคริสตจักรไหนเลย" เขาจึงพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นมาที่คริสตจักรของเรา" ข้าพเจ้าถามว่า "คุณไปที่คริสตจักรไหนครับ?" เขาตอบว่า "เราเพิ่งจะเริ่มคริสตจักรจีนแห่งหนึ่ง" ข้าพเจ้าจึงพูดว่า "จะบอกรายละเอียดมากกว่านี้ได้ไหม?" แล้วเขาก็เล่าเรื่องคริสตจักรของเขาให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าจึงถามว่า "คริสตจักรนี้เป็นที่ที่ข้าพเจ้าได้พบกับ มิสเตอร์ เอช มาก่อน ใช่หรือไม่?" และเขาตอบว่า "ใช่แล้ว นั่นเป็นคนเดียวกัน แต่เขาก็ออกไปจากคริสตจักรเราแล้ว" และข้าพเจ้าก็คิดว่า "คงจะไม่ครับ ข้าพเจ้าคิดว่าจะมองหาคริสตจักรอื่น ถ้าคุณไม่ขัดข้อง" เขาพูดต่อว่า "ได้โปรดเถิดครับ เราขาดคนอย่างมาก จะดีแค่ไหนถ้าคุณได้มาที่คริสตจักรจีน" ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้มากนัก" ความจริงคือว่า คุณกำลังได้รับผลกระทบต่อสิ่งที่คุณได้ยิน ไม่ใช่หรือ? คุณจะได้รับผลกระทบทางลบอย่างง่ายดาย ถ้ามีคนพูดในทางลบ แม้สิ่งนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม ผลทางลบนั้นก็จะอยู่ในใจของคุณเสมอ และหลังจากนั้นคุณจะขจัดมันออกไปยากมาก อย่างไรก็ดี พี่น้องท่านนี้ก็ได้เรียนรู้บางสิ่งที่เป็นคำอุปมาเกี่ยวกับความเพียรพยายามไม่ลดละ ตัวอย่างเช่น การเคาะประตูจนกว่าประตูจะเปิด เขาไม่เคยเลิกล้ม เขายังคงหมั่นถามข้าพเจ้าเสมอสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า และพูดว่า "ผมเข้าใจคุณ คุณคงไม่ชอบคริสตจักรนั้นมากนัก แล้วถ้าเป็นการศึกษาพระคัมภีร์เล่า?" ข้าพเจ้าตอบว่า "แล้วจะแตกต่างกันอย่างไร?" เขาตอบว่า "ผมกำลังหมายถึงให้คุณนำการศึกษาพระคัมภีร์" ข้าพเจ้าตอบว่า "ผมยังไม่เคยรู้จักผู้คนที่นั่นเลย" เขาพูดว่า "ตกลงนะ คุณแค่เพียงนำการศึกษาพระคัมภีร์ เพราะไม่มีใครสามารถนำตรงนี้ได้ คุณจะไปช่วยกระทำบางสิ่งที่นี่เพื่อช่วยเราได้หรือไม่?" ดังนั้นในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้รับการชักชวนให้เข้าไปในคริสตจักรนั้นเพื่อนำการศึกษาพระคัมภีร์นั่นเอง เมื่อเราพูดถึง "คริสตจักร" จีน ฟังดูค่อนข้างใหญ่โต แต่ที่นี่มีคนเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น และพวกเขาเรียกตนเองว่าคริสตจักร และก็มีแต่การศึกษาพระคัมภีร์เท่านั้น พวกเขาพบปะกันในห้องประชุมของสมาคมวายเอ็มซีเอ ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเหตุที่พวกเขาเห็นว่าตนเองเป็นคริสตจักรหนึ่ง คนเพียงห้าคนมาประชุมกันในห้องประชุม และพวกเขาเรียกตนเองว่าคริสตจักร สิ่งต่อไปที่ข้าพเจ้าทราบ คือ ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่นำคริสตจักรชั่วคราวแห่งนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพี่น้องท่านที่เชิญข้าพเจ้ามานั้นหายไปที่ไหน เพราะเขาหายตัวไปในทันทีเพื่อทำสิ่งอื่น ข้าพเจ้าจึงถูกทิ้งให้ดูแลคริสตจักรที่มีอยู่ห้าคนนี้ต่อไป เรื่องนี้จึงกลายเป็นภาพของ one - man show (ทำงานทุกอย่างเพียงคนเดียว) ที่น่าขัน เพราะข้าพเจ้าทำทุกสิ่งตั้งแต่การประกาศเพลงที่จะร้อง การเล่นออแกน ข้าพเจ้าไม่เคยเล่นออแกนมาก่อนในชีวิต แต่ข้าพเจ้าก็รู้วิธีเล่นเปียโนนิดหน่อย เพียงแค่คลอไปกับเพลงสรรเสริญเท่านั้น คุณจะนึกภาพออกหรือไม่ว่า การร้องเพลงสรรเสริญห้าบทพร้อมกับคนห้าคนที่ร้องเพลงสรรเสริญไม่ค่อยเป็นจะออกมาอย่างไรบ้าง? ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่า "บางทีข้าพเจ้าน่าจะหาวิธีเล่นออแกนให้ได้ดีกว่านี้" แต่ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าปุ่มไหนที่ควรจะกดบนออแกนไฟฟ้าตัวนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงมีอารมณ์ขันอย่างมาก ข้าพเจ้ากำลังจะขึ้นไปทำการประกาศข่าวบางอย่าง และแล้วข้าพเจ้าก็ต้องวิ่งเหยาะๆ จากข้างหน้าไปยังข้างหลังห้องประชุมเพื่อเล่นออแกนที่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง และก็ไม่มีใครนำอยู่บนเวทีในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเล่นออแกน เมื่อร้องเพลงสรรเสริญจบ ข้าพเจ้าก็ต้องวิ่งไปข้างหน้าอีกครั้งหนึ่ง โดยการทำงานของพระเจ้าทีละเล็กทีละน้อย ห้องประชุมนี้ก็เริ่มมีคนมากขึ้น และมากขึ้นจนเต็ม เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำคนเข้ามา ภายในสองสามเดือน ห้องประชุมแห่งนี้ก็มีคนเต็มแน่น ข้าพเจ้าจำไม่ได้แน่นอน คิดว่าคราวนั้นมีคนแค่เพียงประมาณห้าสิบคน คนทั้งห้าสิบคนนี้ก็เต็มห้องประชุมแล้ว และเราจำเป็นต้องเปิดห้องพักที่วางเก้าอี้ได้มากขึ้น แล้วเมื่อมีคนมากขึ้นจนเต็มอีก บางคนจึงต้องมายืนตรงระเบียงสำหรับให้คนเดินขึ้นลง ข้าพเจ้าเริ่มเห็นฤทธิ์อำนาจของพระวจนะของพระเจ้าในพระราชกิจนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพอพระทัยที่จะใช้บางคนที่เพิ่งจะฝึกหัด ยังขาดประสบการณ์อีกมาก และไม่เหมาะสมสำหรับงานที่ต้องทำเลย แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงอวยพระพรงานนั้นอย่างมาก เราจึงต้องย้ายไปยังสถานที่ที่ใหญ่กว่าห้องต่างๆ ในตึกของวายเอ็มซีเอ หลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ หลังจากนั้นหนึ่งหรือสองปี คริสตจักรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้อยู่ใต้การดูแลของข้าพเจ้า แต่อยู่ภายใต้การดูแลของศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่มาจากประเทศจีน เมื่อข้าพเจ้ามาถึงอีกครั้ง เขาก็เป็นศิษยาภิบาลของงานใหม่นี้แล้ว นอกจากนั้นเมื่อเขาอยู่ในสหรัฐอเมริกาก็ขอทุนจากที่นั่นมาเพื่อซื้ออาคารสำหรับคริสตจักร เขาจากไปแค่เพียงสามถึงสี่เดือน เมื่อกลับมาเขาก็ประหลาดใจมากที่เห็นว่าห้องประชุมเต็มจนล้นออกมา
ประสบการณ์แบบเพนเทคศเตที่ชีสเซลเฮิร์ท ถ้าคุณรู้จักข้าพเจ้าดี คุณจะรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนที่รักสนุกด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงทำเรื่องตลกล้อเลียนทุกคนที่กำลังหาคำแนะนั้น ในที่สุด เกิดอะไรขึ้น? ข้าพเจ้าชนะในการหาไข่ มันอาจจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่ชนะในการหาไข่ครั้งนี้ แต่เมื่อมาถึงช่วงที่มีการนมัสการขอบคุณพระเจ้าสำหรับอีสเตอร์ ข้าพเจ้าก็ได้รับไข่ทองคำใบใหญ่มาอยู่ในมือ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตัวตลก ข้าพเจ้าคิดถึงตัวเองว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงต้องชนะและได้ไข่ใบนี้มา?" ภาพนี้เหมือนถูกเยาะเย้ย ข้าพเจ้าพยายามหาที่ซ่อนไข่ใบนี้ใต้เก้าอี้ที่นั่ง ในไม่ช้าการประชุมก็เริ่มต้นขึ้น ข้าพเจ้าแบ่งปันจุดนี้เป็นเพราะหลายครั้งคริสเตียนมีแนวโน้มที่จะพยายามสร้างบรรยากาศฝ่ายวิญญาณโดยใช้ความหมายของเพลง หรือพยายามสร้างอารมณ์ของผู้ที่เข้าประชุม เพื่อจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ เพื่อจะให้เกิดผลตามที่พวกเขาตั้งใจไว้ แต่ในเวลานั้นไม่มีการพยายามสร้างบรรยากาศทางด้านอารมณ์ใดๆ และไม่มีการเตรียมความพร้อมทางอารมณ์ก่อน เพื่อสิ่งที่จะตามมา การประชุมเริ่มเปิดขึ้น คนที่นำประชุมนั้น ยืนขึ้นและเริ่มพูดบางสิ่งออกมา ในตอนนั้นทุกคนเพิ่งจะนั่งประจำที่ กำลังหัวเราะ และสนุกสนาน ทันใดนั้นก็เข้าสู่เวลาที่ต้องเงียบ และเขาพูดขึ้นว่า "ให้เราเปิดประชุมด้วยการอธิษฐาน" ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เรายินเสียงของเขา และเขาก็หายไปจากเวทีหลังจากนั้น เขาพยายามที่จะบ่นอะไรสักอย่างในการอธิษฐาน และทันใดนั้นพระวิญญาณของพระเจ้าก็เสด็จลงมา นั่นคือเหตุที่ข้าพเจ้าเล่าให้คุณฟังเกี่ยวกับไข่อีสเตอร์ ตอนนั้นไม่มีการเตรียมตัวด้านจิตวิทยาใดๆ เลย เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่เกินความคาดฝันจริงๆ เมื่อสักครู่ผู้คนยังหัวร่อต่อกระซิกกัน แต่อีกครู่หนึ่งต่อมาหลังจากนั้นความสำนึกที่ทรงอำนาจของการทรงสถิตของพระเจ้าก็เกิดขึ้น ถ้าคุณไม่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ก็คงไม่มีทางอธิบายให้เห็นภาพว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าสามารถเข้าใจทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นในวันเพนเทคศเตเมื่อพระวิญญาณเสด็จลงมา ดังที่ข้าพเจ้าบอกกับคุณแล้ว เมื่อพระวิญญาณเสด็จลงมา พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมที่ประชุมนั้น ประธานที่นำประชุมนั้นก็ลงไปนั่งในที่ของเขา และเราไม่ได้ยินเสียงของเขาอีกสำหรับการประชุมในช่วงที่เหลือ อีกนัยหนึ่งเขาไม่ต้องเป็นประธานในการประชุมอีก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงควบคุมเอง ข้าพเจ้าสังเกตเห็นบางคนกำลังสะอื้นอยู่ตรงมุมหนึ่ง แล้วพวกเขาก็สะอื้นดังขึ้น ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลอดขึ้นมาท่ามกลางคนร่วมหกสิบคนที่ประชุมกันอยู่นั้น ใบหน้าของพวกเขามีน้ำตานอง ต่อจากนั้นผู้คนก็กำลังสารภาพบาปของตนเอง ผู้คนจำนวนมากกำลังกลับใจ ความบริสุทธิ์ที่กลัวของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถอธิบายได้ในหน้ากระดาษนี้ ความบริสุทธิ์คืออะไร? คุณสามารถเอาพจนานุกรมมาเปิด และในนั้นกล่าวว่าความบริสุทธิ์คืออย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในที่สุดแล้ว คุณก็ยังคงไม่รู้ว่าแท้จริงความบริสุทธิ์คืออะไร แต่ถ้าคุณเคยพบกับพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาบอกคุณว่าความบริสุทธิ์คืออะไร เพราะคุณเองมีประสบการณ์กับเรื่องนี้แล้ว ทันใดนั้นเองคุณจะมีสำนึกที่ทั้งน่าเกรงขามและน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการทรงสถิตของพระองค์ พระเจ้าทรงอยู่ในห้องนั้น และพระองค์ทรงทำให้ทุกคนสารภาพบาปของตน คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ข้าพเจ้าเป็นคนตัวสูงล่ำสัน ผู้ซึ่งไม่ยอมให้ใครเห็นน้ำตาของเขา เวลานั้นข้าพเจ้าหันไปมอง ก็เห็นเขากำลังร้องไห้อย่างควบคุมตนเองไม่ได้ น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ภาพแบบนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งห้อง ทุกแห่งสามารถสัมผัสถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้ แล้วผู้คนก็ลุกขึ้นทูลขอการอภัยโทษจากพระเจ้า ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก พระวิญญาณของพระเจ้าทรงกระทำกิจในห้องนี้จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมได้ พวกเราไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องเวลาเลย การประชุมคราวนั้นดูเหมือนจะยืดยาวออกไปอีกถึงชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ยังคงดำเนินต่อไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ทุกคนลืมโปรแกรมหมดและไม่มีใครลุกออกไปรับประทานอาหารกลางวัน เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ชั้นล่างของค่ายกำลังรอคอยเพื่อตักอาหารกลางวันให้ แต่ก็ไม่มีใครออกไป ทุกคนยังคงอยู่ในห้องและพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ ถ้าคุณอยากจะพูดถึงประสบการณ์ที่เหมือนนิยาย ก็อยู่ตรงนี้แหละที่ซึ่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ากำลังสำแดงออกมาให้เห็น ข้าพเจ้าสามารถบอกคุณได้ว่าประสบการณ์ตรงนี้เองที่เหมือนกับนิยาย และเป็นประจักษ์พยานถึงวันเพนเทคศเต บัดนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าเหตุการณ์วันเพนเทคศเตเป็นอย่างไรบ้าง ก็คือ ประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสถึงการทรงสถิตที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ข้าพเจ้ายังคงอยากจะใช้คำว่า "น่าเกรงขาม" ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างอื่นได้อย่างไรอีก ทุกคนยอมแตกหักต่อการทรงสถิตของพระองค์ หลังจากหลายชั่วโมงผ่านไป เราก็สรุปการประชุม ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะสรุปอย่างไร เราทุกคนออกมาจากห้องด้วยอาการที่สะอึกและงงงวย ข้าพเจ้าเหนื่อยอ่อนต่อความยืดยาวของเวลา เพราะนี่ไม่ใช่ประสบการณ์แค่เพียงสองหรือสามนาทีเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นวูบเดียวแล้วก็ผ่านไป แต่เหตุการณ์ของการทรงสถิตของพระเจ้าครั้งนี้เกิดขึ้นชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่จินตนาการ ไม่ใช่อยู่แค่เพียงวันเดียว ไม่ใช่สิ่งที่เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แต่มันเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า เพื่อคุณจะสามารถลิ้มรสของมันได้อย่างเต็มที่ คุณสามารถสัมผัสกับ การทรงสถิตของพระองค์ นี้ได้อย่างเต็มที่ พระองค์ไม่ได้เพียงแค่มาและหายไป หรืออย่างที่คุณอาจจะพูดได้ว่า "ข้าพเจ้าแค่เพียงเห็นผีลอยผ่านไปหรือ ?" ไม่ใช่แน่นอน พระองค์ทรงสถิตอยู่ที่นั่นด้วย ไม่มีใครเป็นเหมือนเดิมได้อีกหลังจากผ่านประสบการณ์นี้แล้ว บางทีเหตุการณ์นี้อาจจะเป็นเครื่องหมายประทับในจิตวิญญาณของข้าพเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถเข้าใจได้ และฤทธิ์อำนาจของการได้พบกับพระเจ้าก็นับเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีใครในปัจจุบัน สามารถบรรยายประสบการณ์แบบนี้ได้ แต่จากการที่ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าก่อนหน้านี้แล้วในหลายแบบ ทำให้ข้าพเจ้ารู้ในทันทีว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำพระราชกิจอันอัศจรรย์นี้ เพราะศัตรูก็กำลังกระทำกิจของมันด้วย ศัตรูก็เข้ามาเหมือนน้ำท่วม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จำนวนของสมาชิกในคริสตจักรก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนระเบิด เมื่อมีการพูดต่อๆ ไปว่าทั้งหกสิบคนนี้ได้พบกับพระเจ้าใน ชิสเซลเฮิร์ท ข่าวนี้ก็แพร่ออกไปเหมือนดังไฟลามทุ่ง ทุกคนก็อยากจะมาคริสตจักรของเราเพื่อค้นหาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น คุณจะจับไฟที่ลุกขึ้นมานี้อย่างไร? ความจริงก็คือ เราไม่มีเทคนิคใดๆ พิเศษสำหรับการจับไฟนี้ ไม่มีทางที่จะบอกคุณว่าจะทำอย่างไร เราจะบอกคุณได้อย่างไร? เพราะไม่มีขั้นตอนที่แน่นอนเป็นขั้นหนึ่ง ขั้นที่สอง หรือขั้นที่สาม เพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน คุณไม่มีทางที่จะจัดระเบียบมันได้ หรือแม้แต่จะเตรียมตัวเพื่อการนี้ พระองค์จะเสด็จมาเมื่อพระองค์ทรงเลือก ไม่ใช่เพราะว่ามีใครในพวกเราที่ดีกว่าคนอื่น หรือเป็นเพราะเราบริสุทธิ์กว่าคนอื่น หรือเราเป็นธรรมิกชนมากกว่าคนอื่น หรือว่าพวกเราส่วนใหญ่ร้องเพลงสรรเสริญได้ดีกว่าคนอื่น หรือว่าเรารู้วิธีเต้นรำได้ดีกว่าคนอื่น เราไม่ได้ดีเด่นในสิ่งใดๆ ไม่ใช่ทั้งนั้น ไม่มีเหตุผลใดของมนุษย์ที่เราจะสามารถคิดได้ พระองค์ทรงเลือกที่จะเสด็จมาสถิตด้วย
เพลิงที่จู่โจมลงมาเหนือคริสตจักร บรรดาผู้ที่เคยเข้าร่วมในค่ายของเราในฮ่องกง จะรู้ว่าข้าพเจ้าหมายความอย่างไร ทันใดนั้นคุณกลับมีสมาชิกกว่าสี่ร้อยคนเข้ามาร่วมประชุมกัน ดูเหมือนเป็นการดีที่รู้สึกว่ามีคนมากมายอยู่รอบตัว แต่คุณก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง แต่ละครั้งที่คุณทักทายใครสักคน คุณต้องขอนามบัตรจากเขา "ชื่อของคุณคืออย่างนี้ และคุณมาจากคริสตจักรนั้น" คุณคงจะมีประสบการณ์อย่างนั้นในที่นี้ด้วย เนื่องจากพวกคุณบางคนก็ไม่รู้จักกับบุคคลที่มาจากคริสตจักรอื่น แต่ลองนึกดูสิเมื่อมีคนถึงสี่ร้อยคนเข้ามารวมกัน จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักซึ่งกันและกันด้วยสำนึกที่มีความหมาย ในเวลาอันจำกัด และเป็นเรื่องยากที่จะรู้จักกันและกัน โดยไม่เอ่ยว่าคุณมาจากคริสตจักรต่างๆ ทั้งหมดนั้น บางคริสตจักรก็มีสมาชิกมากกว่าร้อยคนแล้ว และพวกเขาก็ยากที่จะรู้จักซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นผลทางด้านลบอย่างหนึ่ง ในที่สุดสิ่งที่จะสามารถเป็นพระพรได้บ้าง ก็กลับมีน้อยและหายากเต็มที นอกจากคุณจะมีผู้นำที่เฉลียวฉลาดทางด้านจิตวิญญาณเท่านั้น เรื่องอื้อฉาวของคริสตจักร ให้สังเกตว่าข้าพเจ้ากำลังเล่าให้คุณฟัง จากจุดสูงสุดของประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณ ไปสู่ด้านที่เป็นแง่ลบ ซึ่งมักจะมาพร้อมกัน เราอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณที่ตึงเครียด และเข้าสู่การรบฝ่ายวิญญาณ นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตฝ่ายวิญญาณ เมื่อมีความสำเร็จเกิดขึ้น ก็จะมีการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามด้วย ในไม่ช้าเมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มโจมตี บุคคลนี้ก็ขโมยเงินกองทุนออกไปจำนวนนับพันปอนด์สเตอริงทีเดียว เราไม่สามารถค้นหาได้ว่าเขาขโมยเอาไปเท่าใด เพราะเขาทำลายสมุดบัญชีทิ้งไป เราต้องนำสมุหบัญชีจากข้างนอกมาเพื่อประเมินสถานการณ์ของการเงินที่เกิดขึ้น การสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงมาก ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่า แต่ละคนจะต้องระวังระไวและเตรียมพร้อม เมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้น เหรัญญิกคนนี้ก็หายไปในทันที แต่ก่อนที่เขาจะหายไป เขาแต่งงานกับสตรีที่รวยที่สุดคนหนึ่งใน คริสตจักร และหายตัวกลับไปมาเลเซียตะวันออก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุดซึ่งเกิดขึ้นในคริสตจักร กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ศิษยาภิบาลของเราเป็นทุกข์อย่างมาก เนื่องจากความจริงที่คริสตจักรของเรา ซึ่งได้รับประสบการณ์พิเศษในการเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บัดนี้กลับมีเรื่องอื้อฉาวอย่างนี้เกิดขึ้น เหรัญญิกผู้นี้หนีไปพร้อมกับเงินจำนวนมากมาย ศิษยาภิบาลไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาอยากจะเก็บเรื่องนี้ไว้อย่างเงียบเชียบ เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำของคริสตจักร ข้าพเจ้าจึงพูดกับเขาว่า "ท่านศิษยาภิบาล ท่านไม่สามารถเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบๆ เราจะต้องตอบคำถามของพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร เพราะนั่นเป็นเงินของพวกเขา เป็นเงินที่พวกเขาถวายให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า เราไม่มีสิทธิที่จะเก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้ เขาตอบว่า "แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำลายชื่อเสียงของคริสตจักรนะ" ข้าพเจ้าพูดว่า "อืม...เรื่องนี้เราต้องมอบไว้ในพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องกระทำอย่างนั้น บรรดาสมาชิกจะคิดกับเราอย่างไรนั้นเป็นเรื่องรองลงมา" แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจึงพูดต่อไปว่า "ท่านศิษยาภิบาลครับ ถ้าท่านไม่อยากจะเปิดเผยเรื่องนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่ข้าพเจ้าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปกปิดเรื่องนี้ ดังนั้นขอท่านโปรดอภัยด้วย ที่ข้าพเจ้าจะไปจากคริสตจักรนี้" เขาเป็นทุกข์อย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาพูดออกมาว่า "อย่า อย่า อย่าทำอย่างนั้นนะ" ข้าพเจ้าพูดอีกว่า "ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก ข้าพเจ้าจะไม่ยอมมีส่วนในการปกปิดเรื่องแบบนี้" เขาตอบว่า "คุณมีคำแนะนำอะไรอีกไหม?" ข้าพเจ้าตอบว่า "ชายคนนี้ขโมยเงินขององค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่มีใครที่ขโมยเงินของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่จะหนีรอดไปได้ ที่ชิสเซลเฮิร์ท เราก็มีประสบการณ์แล้วว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่จริง จงมอบชายคนนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์เถิด จงปล่อยเขาไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เพราะนั่นแหล่ะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า การตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นั้นเป็นที่น่าหวาดกลัว (ฮีบรู 10:31) และแล้วเมื่อพระเจ้าทรงจัดการกับผู้ที่ทำชั่วร้ายนี้ ท่านไม่ต้องห่วงเกี่ยวกับชื่อเสียงของท่าน เพราะความเกรงกลัวพระเจ้าจะอยู่เหนือบุคคลทุกคน พวกเขาจะรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ไม่มีใครสามารถขโมยเงินของพระองค์และหนีรอดไปได้ ดังนั้นปล่อยให้พระองค์จัดการกับมันเถิด" เขาพูดว่า "อืม เราก็ยังคงไม่มีความมั่นใจที่จะเปิดเผยเรื่องนี้" ข้าพเจ้าพูดต่ออีกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอลาก่อนท่านศิษยาภิบาล นี่เป็นส่วนที่ข้าพเจ้าจะต้องกระทำ" แล้วข้าพเจ้าก็ออกจากคริสตจักรไป แน่นอน ผลที่ออกมาเลวร้ายมาก เพราะยิ่งเขาพยายามปกปิดเท่าไร คนในคริสตจักรก็ยิ่งรู้เรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะข้าพเจ้าออกไปจากคริสตจักรแล้ว แต่เรื่องอื้อฉาวนี้ก็ผ่านจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง และผู้คนก็เริ่มทยอยออกจากคริสตจักรไป สมาชิกหลายคนอยากจะออกไปจากคริสตจักรพร้อมกับข้าพเจ้าด้วย พวกเขาพูดว่า "ถ้าท่านไป เราก็จะไปกับท่านด้วย เราจะไปตั้งคริสตจักรใหม่และให้ท่านนำพวกเรา" ข้าพเจ้าพูดว่า "ไม่ ไม่ครับ พวกท่านยังไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าไม่ได้จากไปเพื่อทำอย่างนั้น" พวกเขาพูดว่า "ท่านเป็นผู้ที่ให้การศึกษาพระคัมภีร์กับพวกเราในสองปีที่ผ่านมานี้ ท่านเป็นครูของเราและเราจะตามท่านออกไป" ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ไม่ได้ คริสตจักรนี้เป็นที่ที่ข้าพเจ้ามาปรนนิบัติรับใช้ ศิษยาภิบาลคนนี้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรนี้ และพระเจ้าทรงห้ามไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่ควรกระทำสิ่งใดเพื่อทำให้ คริสตจักรนี้แตกแยก พระเจ้าทรงตรัสห้ามว่า ความผิดจะตกเป็นของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้ายกมือขึ้นต่อสู้คนที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้ เพราะไม่ว่าเขาจะถูกหรือผิด เขาก็เป็นศิษยาภิบาล พระเจ้าทรงเจิมเขาไว้เป็นศิษยาภิบาล และข้าพเจ้าจะไม่ยกมือขึ้นทำสิ่งใดที่เป็นการต่อสู้กับเขา" แต่พวกเขายังคงกดดันข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจหนีหายไป ข้าพเจ้าหายตัวไปโดยไม่บอกพวกเขาว่าไปที่ไหน พวกเขาไม่สามารถหาข้าพเจ้าพบอีกต่อไป ข้าพเจ้าลาก "ชุดตั้งเต็นท์" ของข้าพเจ้าออกไปและหายตัวไปเลย ไม่บอกใครว่าจะไปที่ไหน นั่นเป็นสิ่งที่เคยชินแล้วสำหรับข้าพเจ้า แน่นอน ภายหลังมีคนพูดว่า ข้าพเจ้าจะต้องมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าจะหายตัวไปทำไม ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกเขาพูดในสิ่งที่อยากพูดเถิด ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้คนพูดได้ว่าข้าพเจ้ามาแยกคริสตจักรนี้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่หลังจากนั้นสภาพก็ไม่แตกต่างกัน สมาชิกจำนวนมากออกไปจากคริสตจักร เนื่องจากพวกเขาก็ไม่อยากอยู่อีกต่อไป
ไม่มีใครหนีจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ได้ ชายคนนี้กลับไปที่มาเลเซียพร้อมกับภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ แต่แล้วชีวิตสมรสของเขาก็เริ่มแตกแยก คุณเคยคาดว่าใครจะทำอะไรแบบนี้หรือไม่? ความจริงแล้วเขารู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตสมรสของเขาเองอย่างมาก จนเขาแอบริบพาสปอร์ตของภรรยาไว้เพื่อจะแน่ใจว่าภรรยาของเขาจะไม่หนีไปจากเขา คุณนึกภาพนี้ออกหรือไม่? วันหนึ่งภรรยาของเขาก็จัดแจงจนได้พาสปอร์ตของตน(จะเป็นฉบับเก่าหรือใหม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ) แล้วเธอก็บินหนีไปสหรัฐอเมริกา เมื่อได้ยินว่าเธอจากไปแล้ว เขาก็โกรธเป็นไฟถึงขนาดตามไปหาที่สหรัฐอเมริกา เขาก็ได้พบเธอที่นั่นและฆ่าเธอตาย โดยคิดว่าเธอมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เขาฆ่าเธอในเวลาที่เกิดอาการบ้าคลั่งและความอิจฉา หลังจากก่อคดีฆาตกรรมภรรยาของตนแล้วเขาก็บินหนีกลับมาที่มาเลเซียตะวันออกอีก อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกามีสนธิสัญญาพิเศษบางอย่างกับมาเลเซีย และขอให้ทางมาเลเซียส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปรับสอบสวนในสหรัฐอเมริกา เขาจึงถูกส่งกลับไปและถูกพิพากษาประหารชีวิต เขาจึงถูกประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกา เงินทั้งหมดที่เขาขโมยไปนั้นให้ประโยชน์อะไรเขาได้บ้าง? ไม่มีใครวิ่งหนีจากความชอบธรรมของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงมีหนทางจัดการกับความบาปนั้น
การทรงสถิตอันน่าชื่นใจของพระเจ้า ณ จุดนั้นในเวลานั้น ข้าพเจ้ากำลังพักอยู่ทางเหนือของลอนดอน ในสถานที่ซึ่งเรียกกันว่า ฟอร์เรน มิชชั่น คลับ (Foreign Missions Club) ข้าพเจ้าไปอยู่ที่นั่นเพราะเป็นสถานที่ถูกที่สุด ซึ่งเตรียมไว้พิเศษสำหรับนักศึกษา ดังที่คุณรู้ ข้าพเจ้าอยู่โดยความเชื่อตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น ข้าพเจ้ามักจะแสวงหาพระเจ้าเพื่อขอการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เพื่อข้าพเจ้า บ่อยครั้ง เมื่อข้าพเจ้าจะเริ่มต้นเทอมใหม่ในวิทยาลัย และคิดไม่ออกว่าข้าพเจ้าจะสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนสำหรับเทอมนั้นได้หรือไม่ ในลอนดอน คุณจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในวันแรก ซึ่งเป็นวันลงทะเบียน และบ่อยครั้งที่รอจนกระทั่งถึงวันนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่มีเงินจ่าย ข้าพเจ้าจึงต้องปล่อยเรื่องนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เรื่องนี้จึงไม่ทำให้ข้าพเจ้ากังวลอีกต่อไป ข้าพเจ้าจะทูลว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ศึกษาต่อ ขอพระองค์ได้โปรดเตรียมเงินค่าเทอมสำหรับข้าพระองค์ด้วย แต่ถ้าพระองค์ไม่อยากให้ข้าพระองค์ศึกษาต่อ ข้าพระองค์ก็ขอขอบคุณ เพราะสำหรับข้าพระองค์แล้ว การมีวุฒิในการศึกษาหรือไม่ ไม่ได้มีความหมายใดๆ กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะดำเนินต่อไปถ้าพระองค์ทรงต้องการเช่นนั้น ข้าพระองค์จะหยุดเมื่อพระองค์ทรงต้องการให้หยุด" แน่นอน พระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมอย่างสมบูรณ์ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมการเงิน ดังนั้นจึงไม่ขึ้นอยู่กับข้าพเจ้าที่จะตัดสินใจว่าจะศึกษาต่อไปหรือไม่ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงสำแดงให้เห็นหนทางของพระองค์อย่างน่าประหลาด บางครั้งเกือบจะเป็นวันเดียวกับที่ลงทะเบียน ซึ่งข้าพเจ้าได้รับซองใบหนึ่ง ที่ไม่มีเครื่องหมาย ไม่ระบุนาม แต่ข้างในบรรจุจำนวนเงินอย่างเพียงพอสำหรับจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนของวิทยาลัย ขณะอยู่ทางเหนือของลอนดอน ข้าพเจ้าต้องขี่จักรยานไปยังวิทยาลัยเพื่อจะสามารถประหยัดค่าโดยสารรถประจำทางได้ ตามปกติข้าพเจ้าจะดูเหมือนกับหมีแพนด้าเมื่อไปถึงวิทยาลัย เนื่องจากมลพิษในลอนดอน ข้าพเจ้าจะต้องสวมแว่นตาอันโตเพื่อป้องกันฝุ่นละอองเข้าตา และควันจากไอเสียที่ออกมาจากรถประจำทางดีเซลจำนวนมาก เมื่อข้าพเจ้าไปถึงวิทยาลัยและถอดแว่นกันฝุ่นออก ก็จะมีวงกลมโตรอบดวงตาทั้งสองข้าง คุณคงนึกออกว่าหน้าของข้าพเจ้าจะดำๆ ด่างๆ พร้อมกับมีวงขาวรอบๆ ดวงตา ก็ดูเก๋ไม่น้อยทีเดียว ข้าพเจ้าจะเห็นคนยิ้มเมื่อข้าพเจ้าเดินผ่านไป ในตอนแรก ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงยิ้ม และแล้วเมื่อข้าพเจ้ามองดูที่กระจก ข้าพเจ้าก็ถึงบางอ้อ ข้อนี้ทำให้คุณเห็นว่า ข้าพเจ้าจนขนาดไหนในเวลานั้น จนข้าพเจ้าต้องไปไหนมาไหนรอบๆ เมืองใหญ่อย่างลอนดอนด้วยจักรยาน เวลานั้นเกือบจะไม่มีนักขี่จักรยานคนอื่นปรากฏให้เห็น ดังนั้นจึงกลายเป็นเรื่องประหลาดที่มีนักปั่นจักรยานวิ่งอยู่ปะปนกับรถยนต์และรถประจำทาง สองสามเดือนหลังจากนั้น พี่น้องท่านหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักที่สถาบันพระคริสตธรรม และผู้ซึ่งปัจจุบันนี้ออกไปเป็นมิชชันนารีที่ญี่ปุ่น เขาได้ขายมอร์เตอร์ไซด์ให้ข้าพเจ้าในราคาถูก แต่ข้าพเจ้ายังคงต้องสวมแว่นกันฝุ่นอันโตนั้นเวลาขี่มอร์เตอร์ไซด์ ดังนั้น "ผลกระทบหน้าหมีแพนด้า" ก็ยังคงมีอยู่ ! ในวันสุดสัปดาห์หนึ่งที่ฟอร์เรน มิชชั่น คลับ ข้าพเจ้าไม่ต้องกระโดดขึ้นมอร์เตอร์ไซด์เพื่อรีบเร่งไปยังวิทยาลัย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีเวลาสงบเข้าเฝ้าต่อพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการอธิษฐาน เมื่อข้าพเจ้าเข้าสู่ช่วงเวลาของการอธิษฐาน ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มไป ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าล่องลอยไปจนถึงสวรรค์ หรือ สวรรค์เลื่อนลอยลงมายังโลกมนุษย์กันแน่ ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ตระหนักว่าอย่างไรก็ดีข้าพเจ้ายังคงอยู่ในโลกในแบบที่ไม่เหมือนเดิม ข้าพเจ้ารับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว ข้าพเจ้าไม่ได้มีอาการเหมือนคนเข้าทรง ถ้าการเข้าทรงหมายถึงว่า คุณไม่มีสติรับรู้สิ่งแวดล้อม ข้าพเจ้าไม่ได้เคลิบเคลิ้มในลักษณะที่มีคนหนึ่งอยู่ข้างๆ อีกคนหนึ่งแล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ข้าพเจ้าอยู่ในสวรรค์แบบใดแบบหนึ่ง แม้ว่าในขณะนั้นตนเองยังอยู่บนโลกก็ตาม ประสบการณ์นี้ช่างอัศจรรย์จริงๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จะบรรยายอย่างไรดี ความสามารถในการรับรู้ทั้งมวลของข้าพเจ้ายังชัดเจน ตื่นตัวเต็มที่ และตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ถึงกระนั้นในเวลานี้จิตสำนึกเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจอันท่วมท้นของการทรงสถิตของพระเจ้าก็ไม่มากเหมือนดังประสบการณ์ที่ ชิสเซลเฮิร์ท แต่เป็นการแผ่ซ่านอย่างอ่อนโยน และเรียบง่ายของสำนึกที่สวยงามเหมือนอยู่ในสวรรค์ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเรียกประสบการณ์นี้ว่าอะไรได้อีก ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรอีก มันคล้ายกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยแสงสว่าง และข้าพเจ้าก็อยู่ตรงนั้นกำลังเดินอยู่ในแสงสว่าง ความมืดทั้งมวลถูกขับไล่ไปข้างหลัง แล้วข้าพเจ้าก็แวดล้อมด้วยแสงสว่างของพระเจ้า และไกลออกไปเท่าที่สายตาจะมองเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสว่างไสว ในครั้งแรก ข้าพเจ้าอยู่ในห้องของตนเองใน ฟอร์เรน มิชชั่น คลับ ที่นั่นข้าพเจ้าเคลิบเคลิ้มเข้าสู่การสามัคคีธรรมอันชื่นใจกับพระเจ้า คล้ายกับพระเจ้าทรงต้องการตรัสกับข้าพเจ้าว่า "ที่ชิสเซลเฮิร์ท เจ้ามีประสบการณ์กับเราในฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ท่วมท้นน่าเกรงขาม ในแบบที่น่าตกใจ แต่วันนี้เราอยากให้เจ้ามีประสบการณ์กับเราในความอ่อนสุภาพ ความรัก ความอ่อนหวาน ความเมตตาของเรา" ในการสำแดงของพระเจ้าอันอ่อนโยน อบอุ่น นี้ไม่มีสิ่งใดที่น่ากลัวเลย ไม่มีสิ่งใดน่าตกใจ และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้คาดฝัน ประสบการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการเตรียมใจ ไม่มีการสร้างบรรยากาศทางจิตวิทยา ไม่มีเลย ข้าพเจ้าไม่ได้ร้องเพลงใดๆ ไม่ได้กระทำสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ ในสมัยนั้นข้าพเจ้ามักจะคุกเข่าลงอธิษฐานเสมอ แต่แล้วข้าพเจ้าก็ตระหนักว่าข้าพเจ้าไม่สามารถคุกเข่าได้นาน เนื่องจากพื้นที่แข็งเริ่มทำให้เข่าของข้าพเจ้าปวดมาก อาการนี้ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุมสมาธิได้อีกต่อไป ข้าพเจ้าก็เรียนรู้ว่าบ่อยครั้งที่ข้าพเจ้านั่งลง ข้าพเจ้าจะสามารถอธิษฐานกับพระเจ้าได้นานขึ้น และพระองค์ก็ทรงสำแดงกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะเป็นเวลาถึงสองชั่วโมงทีเดียวที่ข้าพเจ้าอยู่ในอาการที่ถูกยกขึ้นสู่ความหวานชื่นกับพระองค์ สู่ความชื่นชมยินดีกับการมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ ข้าพเจ้าตระหนักถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นอย่างเต็มที่ ข้าพเจ้ามองดูนาฬิกา และเห็นว่าตนเองมีนัดในเวลาอาหารเที่ยง ดังนั้นข้าพเจ้าจะต้องออกไปหลังจากสองชั่วโมงนี้แล้ว ข้าพเจ้าตระหนักว่าการเดินไปยังที่นัดหมายบางทีจะต้องใช้เวลาถึง 40 นาที ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ขี่จักรยานไปในเวลานั้น รายละเอียดตรงนี้ข้าพเจ้าลืมไปแล้ว และจำไม่ได้ว่าทำไมจึงตัดสินใจเดินไป บางทีข้าพเจ้าคิดว่าอาจจะยังคงจมอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าได้โดยไม่ต้องใช้การจดจ่อกับการจราจรบนถนนมากนัก ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ ตอนนี้ข้าพเจ้าจำเรื่องในส่วนนี้ไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับประสบการณ์ที่อัศจรรย์ และน่าชื่นใจนี้ ข้าพเจ้าเดินไปบนถนนและคุณคิดว่าการทรงสถิตของพระองค์คงจะหายไปแล้ว? ไม่เลย น่าประหลาด ขณะที่ข้าพเจ้าเดินบนถนน พระองค์ยังทรงสถิตกับข้าพเจ้าที่นั่น ข้าพเจ้ายังคงอยู่ในสวรรค์ เพราะว่าที่ใดที่พระเยซูทรงสถิตอยู่ ที่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่ สวรรค์ก็อยู่ตรงนั้น ดังที่บทเพลงเคยกล่าวไว้ ไม่ว่าที่ใดที่พระองค์ทรงอยู่ ที่นั่นคือ สวรรค์ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินไปนั้น ก็หวนคิดว่า "ตนเองยังอยู่บนโลกหรือไม่?" ข้าพเจ้าเห็นทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนได้อย่างไร และกระนั้นดูเหมือนว่า ตนเองไม่ได้อยู่ตรงนี้ มีแต่สำนึกที่บอกว่าตัวข้าพเจ้ายังอยู่ที่นี่ และไม่ได้อยู่ตรงนี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้ฟังดูประหลาดพิกลสำหรับคุณใช่ไหม? ข้าพเจ้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี นอกจากว่าคุณเคยประสบกับเรื่องแบบนี้ด้วยตนเอง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินไปนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณพระองค์ สรรเสริญพระองค์ สามัคคีธรรมกับพระองค์ จนถึงเวลาที่ข้าพเจ้ามาถึงบ้านซึ่งมีการประชุมนั้น เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปที่ประตูบ้านหลังนั้น ข้าพเจ้าก็รู้สึกชัดเจนว่า ประสบการณ์ที่ชื่นบานนั้นสิ้นสุดตรงนี้เอง ความรู้สึกแช่มชื่นใจที่เพิ่มขึ้นยังมีอยู่ แต่การสถิตของพระเจ้าไม่ได้อยู่ในแบบเดิมอีกต่อไป มันสิ้นสุดลงที่ประตูนั่นเอง กระนั้นตลอดทางที่เดินอยู่บนถนน ตลอดทางที่โดยสารยวดยาน ขณะที่ข้าพเจ้าเดินไปตามถนนและรถยนต์ก็วิ่งผ่านไปมา การทรงสถิตของพระองค์ก็ยังคงอยู่ที่นั่น เมื่อข้าพเจ้ามาถึงประตู ก็คล้ายกับพระเจ้ากำลังตรัสว่า "เราจะจากเจ้าไปตรงนี้ เดี๋ยวนี้แล้ว ช่วงเวลาพิเศษของการอยู่กับเราจะจบลงที่นี่แล้วนะ" ข้าพเจ้าเดินเข้าประตูไปในขณะที่ยังรู้สึกงงๆ แต่ก็อยู่ลักษณะที่อ่อนโยน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในห้องและเห็นที่นั่งหนึ่งว่างอยู่ ในขณะเดียวกันที่นั่งอื่นก็ถูกจับจองหมดแล้ว จึงมีเหลือเพียงที่นั่งเดียวเท่านั้น พวกเขานั่งล้อมรอบเป็นวงกลม คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกจากคริสตจักรของเรา ข้าพเจ้าจึงเดินตรงไปนั่งลงตรงที่ว่างที่เหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นบุคคลที่นั่งถัดจากข้าพเจ้ามาก่อนเลย เขาหันมาหาข้าพเจ้าและพูดว่า "คุณมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?" เพราะเหตุใดบุคคลนี้จึงมาเปิดการสนทนากับคุณ ด้วยคำถามแรกว่า "คุณมารู้จักกับพระเจ้าได้อย่างไร?" ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังไตร่ตรองดูว่าจะตอบคำถามของเขาอย่างไร เขาก็พูดต่ออีกว่า "ที่ข้าพเจ้าถามเช่นนี้ เพราะข้าพเจ้าอยากรู้ว่าข้าพเจ้าเองจะมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไร" ตอนนั้นข้าพเจ้าเองก็ยังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย! เป็นไปได้หรือไม่ว่า การทรงสถิตของพระเจ้าในเราเป็นเหมือนไฟแห่งพระวิญญาณ (กิจการ 2:3) ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่ก็ดึงดูดบุคคลอื่นให้เข้ามาหาพระองค์? ถ้าคุณเพิ่งนั่งลงและมีบางคนมาถามคุณว่า "คุณรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?" สิ่งที่ประหลาดคือ ข้าพเจ้าต้องให้บุคคลนั้นพูดกับข้าพเจ้าก่อน เกี่ยวกับ ความต้องการที่จะรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า และข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้แม้แต่ว่าพวกเขาเป็นใคร ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มพูดกับชายหนุ่มผู้นี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กระทำกิจอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ในชีวิตของชายผู้นี้หลายวันที่ผ่านมา และวันนั้นก็เป็นเวลาที่ใกล้สุกงอมแล้ว หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหรือนานกว่านั้นนิดหน่อย เขาก็คุกเข่าลงพร้อมกับข้าพเจ้า เขาค่อนข้างรีบร้อนที่จะอุทิศชีวิตของตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เป็นเพราะข้าพเจ้าขอให้เขาต้อนรับพระองค์ แต่เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายขอร้องข้าพเจ้าก่อนว่า "ข้าพเจ้าจะมอบชีวิตของตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้หรือไม่?" ข้าพเจ้าพูดว่า "ได้แน่นอน ขอให้เราคุกเข่าลงตรงนี้ และให้คุณอธิษฐานมอบชีวิตของคุณแด่พระองค์" ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้ากระทำกิจเช่นนี้หลายครั้ง ฤทธิอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าผลักดันให้ผู้คนต้องคุกเข่าของเขาลงและอยากมอบชีวิตให้พระองค์อย่างแท้จริง น่าประหลาดใจ ข้าพเจ้าพยายามยับยั้งให้เขาช้าลง แต่พวกเขาอยากจะดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าจะขัดขวางวิธีการของพระองค์ได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงอุทิศชีวิตของตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ความจริงแล้วเขากำลังมุ่งไปศึกษาทางด้านเวชกรรมในลอนดอน เมื่อฤทธิ์อำนาจของพระเจ้ากระทำกิจในชีวิตของเขาแล้ว เขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปศึกษาด้านเวชกรรม แต่จะรับการฝึกฝนเพื่อปรนนิบัติรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อการนี้สูงมาก เพราะบิดาของเขาตัดขาดจากเขา และไม่ยอมคืนดีกับเขาจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทุกวันนี้เราก็ยังคงติดต่อกันอยู่ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้เรามีประสบการณ์
แต่ไม่ใช่เพื่อความพอใจโดยส่วนตัว ข้าพเจ้าคิดว่าประสบการณ์ที่ทรงประทานให้นั้นไม่ใช่เพื่อข้าพเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อชายหนุ่มคนนี้ด้วย เขาเตรียมพร้อมที่จะถูกปฏิเสธจากครอบครัวของเขา บิดาของเขาเป็นแพทย์ทางอายุรกรรม และอยากให้บุตรชายของเขาเป็นนายแพทย์ด้วยอย่างแน่นอน บิดาของเขาซึ่งเป็นชาวพุทธโกรธเขาอย่างมาก และไม่ยอมพูดกับเขาอีก เมื่อบุตรชายบอกว่าเขาจะไปเป็นนักเทศน์ ข้าพเจ้าเคยพูดกับน้องชายคนนี้หลายปีมาแล้วเมื่อเขาอยู่ในฮ่องกงว่า "บิดาของคุณคืนดีกับคุณหรือยัง?" เขาตอบว่า "บิดาของข้าพเจ้ายังคงไม่ยอมพูดกับข้าพเจ้า" สามสิบปีให้หลัง บิดาของเขาก็ยังไม่ยอมพูดกับเขา แสดงว่าบิดาของเขารู้สึกขมขื่นสักเพียงใด
การประกาศพระวจนะของพระองค์ต่อประชากรทั้งมวลของพระองค์ (ยังมีต่อ...) |
Difficult in reading?
Strength & Weakness Series: -
Lamb or Wolf?
-
Salvation and Weakness
-
To Live is Christ
-
The Invincible Christian Life
Spiritual Direction Series:
-
Having God as Friend
Testimonies: -
How
I Have Come to Know God 1 -
How
I Have Come to Know God 2
|
|||||
|
Copyright 1998-2007. All
Materials in this site are copyrighted unless otherwise stated. Best
viewed with IE6.0 and 1024 by 768 resolution. |
|||||||